Tag Archives: ICO

Coin vs Stock

 

เรื่องของตลาด ‘เหรียญ’ (Coin) และตลาด ‘หุ้น’ (Stock)

.

เรื่องร้อนแรงเรื่องหนึ่งในวงการบล็อคเชนประเทศไทยวันนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องกฏหมายควบคุมและกำกับเรื่อง Cryptocurrency หรือที่บางคนเรียก Coin บางคนเรียก Token ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขณะนี้นับได้ว่าถูกเลื่อนสถานะขึ้นมาเป็น ‘Asset’ หรือ สินทรัพย์ ที่ถูกต้องตามกฏหมายเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมถึงข้อบังคับหลายๆ อย่างที่มาพร้อมกับสถานะอันทรงเกียรตินี้ แต่การที่ประเทศไทยได้ยกเอาบรรดา ‘เหรียญ’ ทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ที่กฏหมายรองรับ ถือได้ว่าเป็นก้าวที่ใหญ่มากก้าวหนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียว

.

เมื่อวันนี้ เหรียญ ทั้งหลายกลายมาเป็นทรัพย์สินที่ถูกเรียกว่า ทรัพย์สินดิจิตอล จึงเป็นเรื่องธรรมดาของนักลงทุนที่จะก้าวเข้ามาลงทุนในตลาดของเหรียญมากขึ้น แต่คำถามสำคัญที่ยังคงสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนจำนวนมากก็คือ ตลาด ‘เหรียญ’ นั้น มีความแตกต่างจากตลาด ‘หุ้น’ อย่างไร ในเมื่อประเทศไทยให้การยอมรับทรัพย์สินดิจิตอล อย่างน้อยที่สุด นักลงทุนควรจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณสมบัติของ เหรียญ ที่แตกต่างจาก หุ้น เพื่อจะได้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง

.

//-เหรียญเกิดจากการสร้างโปรเจค หุ้นเกิดจากการสร้างบริษัท-//

.

ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง เหรียญ และ หุ้น คือการถือกำเนิดของทรัพย์สินทั้งสองประเภทนี้ เหรียญ นั้น ถือกำเนิดมาจากการสร้างโปรเจค โปรเจคนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกฏหมายที่ใช้บังคับในแต่ละประเทศ แต่ในช่วงแรกนั้นยังไม่ได้มีประเทศไหนเข้ามาควบคุม บางโปรเจคจึงถูกก่อตั้งโดยคณะบุคคลที่ไม่มีการจดทะเบียน และเหรียญที่ผลิตออกมานั้นก็ไม่มีใครควบคุม ทุกอย่างเกิดขึ้นบนความเชื่อมั่นส่วนบุคคล ซึ่งตรงกันข้ามกับหุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าของบริษัทอยู่เบื้องหลัง และมีกฏหมายรองรับบังคับใช้อย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อเหรียญเกิดขึ้นจากการสร้างโปรเจค มูลค่าของเหรียญจึงแปรผันตามความเติบโตของโปรเจค ในขณะที่มูลค่าของหุ้นนั้นแปรผันตามความเติบโตของบริษัท

.

//-อะไรคือความเติบโตของโปรเจค และอะไรคือความเติบโตของบริษัท-//

.

การที่บอกว่าเหรียญนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของโปรเจค หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นการอธิบายแบบนามธรรมมากโดยที่ไม่สามารถหาตัวเลขมาชี้วัดได้อย่างชัดเจน ผิดกับหุ้น ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้น ชี้แจงผลการดำเนินงาน และต้องเปิดเผยตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัททุกๆไตรมาส ทำให้การอธิบายการเจริญเติบโตของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีความชัดเจน อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเติบโตของโปรเจคแต่ละโปรเจคจะดูมีความเป็นนามธรรมมาก แต่เราก็พอที่จะใช้ตัวเลขบางอย่างในการคาดการณ์ความสามารถในการเติบโตของโปรเจคที่เราลงทุนได้ หากเราเข้าใจพื้นฐานของระบบนิเวศน์บนแพลตฟอร์มของโปรเจคที่เราเข้าไปลงทุน 

.

วิธีหนึ่งที่หลายคนชอบใช้ในการตัดสินมูลค่าของเหรียญ คือการคาดการณ์ความต้องการใช้เหรียญบนแพลตฟอร์มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในกรณีของเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสิ่งของเช่น บิทคอยน์ การคาดการณ์ความต้องการใช้เหรียญอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าต่อไปร้านค้าบนโลกนี้จะยอมรับบิทคอยน์เป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสิ่งของแทนเงินกระดาษ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นจริง จำนวนเหรียญบิทคอยน์ที่เชื่อว่ามีจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้จ่ายบนโลกนี้ที่มีมหาศาล จะทำให้ในอนาคตบิทคอยน์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า 

.

หรือในกรณีของเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็น Utility Token หรือ เหรียญที่มีคุณสมบัติบางอย่างบน Ecosystem ของโปรเจค นักลงทุนมักจะดูจำนวนเหรียญที่ถูกผลิต เทียบกับความเป็นไปได้ที่เหรียญเหล่านี้จะถูกใช้จริงใน Ecosystem ของแพลตฟอร์ม เช่น หากเหรียญมีคุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนและใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง หากพิจารณาแล้วว่าในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จะเติบโตและมีสมาชิกเข้ามาใช้งานจำนวนมาก ราคาของเหรียญก็ย่อมจะสูงขึ้น คิดโดยนำมูลค่าการใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มในอนาคต หารด้วยจำนวนเหรียญที่ถูกผลิตทั้งหมด จะได้เป็นราคาของเหรียญที่นักลงทุนคาดหวัง

.

ปกติแล้ว หุ้นเองก็มีค่าความคาดหวังเช่นเดียวกัน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ P/E โดยนักวิเคราะห์จะคำนวนค่าความคาดหวังที่เหมาะสม หรือที่เรามักจะได้ยินว่า ค่า ‘P/E’ ที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมก็จะได้รับค่า P/E ที่แตกต่างกันออกไป การที่บอกว่าค่า P/E สูง แปลว่าหุ้นแพงนั้น จึงหมายความว่านักลงทุนกำลังซื้อหุ้นที่ค่าความคาดหวังสูงนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ก็ดี หรือ เหรียญ ก็ดี เมื่อพูดถึงการเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของโปรเจ็ค หรือการเติบโตของบริษัท ล้วนแล้วแต่ใช้ค่า ‘ความคาดหวัง’ ด้วยกันทั้งสิ้น ความแตกต่างอยู่ที่ หุ้น มีฐานข้อมูลการคิดคำนวนที่มากกว่า จึงสามารถใช้ระบบการวัดได้ทั้งในเชิงปริมาณ (คำนวน) และเชิงคุณภาพ (วิเคราะห์สภาพแวดล้อม) เพื่อหาค่าความคาดหวังที่เหมาะสม ในขณะที่ เหรียญ ไม่มีฐานข้อมูลในการคิดคำนวน จึงไม่สามารถวัดได้ในเชิงปริมาณที่เหมาะสม นักลงทุนในเหรียญ จึงต้องมีความสามารถคาดการณ์ค่าความคาดหวังเอาเองจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเป็นสำคัญ

.

//-ผู้ถือเหรียญ ไม่ได้ถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของโปรเจ็ค แต่ผู้ถือหุ้น ถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของบริษัท-//

.

หุ้น ถูกระบุตามกฏหมายให้เป็นสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของของบริษัท ปกติ เมื่อเราถือหุ้นสามัญ เราจะมีสิทธิ์ในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิ์โหวดตามสัดส่วนการถือหุ้น รวมไปถึงยังได้รับสิทธิ์ในการรับเงินปันผลจากผลกำไรของบริษัทอีกด้วย ทั้งนี้ นี่เป็นคุณสมบัติที่ผู้ถือ เหรียญ จะไม่ได้รับ เพราะเหรียญถูกสร้างขึ้นให้เป็นส่วนหนึ่งบน Ecosystem ในแพลตฟอร์มของโปรเจ็ค โดยมีเจ้าของโปรเจ็คเป็นผู้ควบคุมดูแล ดังนั้น สิทธิ์ใดๆ ที่ผู้ถือเหรียญพึงมี จึงขึ้นอยู่กับการ ‘ให้สิทธิ์’ ของเจ้าของโปรเจ็ค ที่ตัดสินตั้งแต่เริ่มแรกว่าผู้ถือเหรียญจะมีสิทธิ์อะไรบ้าง เช่น หากเจ้าของยินยอมให้สิทธิ์ในการ ‘โหวด’ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนแพลตฟอร์ม ผู้ถือเหรียญก็จะมีสิทธิ์ ‘โหวด’ ตามที่เจ้าขอโปรเจ็คให้สิทธิ์ แต่ถ้าไม่มีการให้สิทธิ์ใดๆ ตั้งแต่แรก ผู้ถือเหรียญก็ไม่อาจเรียกร้องเอาสิทธิ์ใดๆ ได้

.

ดังนั้น การถือเหรียญเพื่อลงทุน การทำการบ้านก่อนการตัดสินใจซื้อเหรียญจึงมีความสำคัญมาก ผู้ลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจถึงสิทธิ์ที่พึงมีจากการถือเหรียญต่างๆ เพราะแต่ละเหรียญนั้นมีลักษณะการให้สิทธิ์มากน้อยแตกต่างกันไป และมีลักษณะของการใช้ ’Smart Contract’ (สัญญาที่มีผลอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขในสัญญาถูกเติมเต็มครบถ้วน) ในการควบคุม 

.

//-ตลาดเหรียญ เป็นตลาดที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง ตลาดหุ้น มีมูลค่าบริษัทอยู่เบื้องหลัง-//  

.

หากกล่าวว่าตลาดหุ้น คือสถานที่ในการระดมทุนของบริษัท แล้วล่ะก็ ตลาดเหรียญ ก็คือสถานที่ในการระดมทุนของโปรเจ็คที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง

.

บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นนั้นอยู่ในหลายๆ อุตสาหกรรม มีการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ขอเพียงมีผลประกอบการที่เติบโต หุ้นของบริษัทก็เติบโต และดัชนีตลาดหุ้นก็จะเติบโต ในขณะที่ตลาดเหรียญนั้นจะมีความแคบ และเฉพาะทางมากกว่าตรงที่ตลาดเหรียญนั้น เกิดขึ้นจากโปรเจ็คที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง หากไม่ได้ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนก็ไม่สามารถสร้างเหรียญเข้ามาลิสต์บนตลาดแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้น การเติบโตของตลาดเหรียญขึ้นอยู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อคเชนในโปรเจคต่างๆ หากโปรเจคเติบโตอย่างมั่นคง สามารถสร้าง Ecosystem ให้ใหญ่ขึ้นได้บนเทคโนโลยีบล็อคเชน ตลาดเหรียญก็จะเติบโตขึ้นตามเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ 

.

ตรงกันข้าม หากสุดท้ายเทคโนโลยีบล็อคเชนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ หรือเกิดการมาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่กระทันหัน ตลาดเหรียญก็อาจจะล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน การลงทุนในเหรียญนั้น นักลงทุนจึงควรจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อคเชนเบื้องต้นด้วย เพื่อที่จะได้สามารถเข้าใจความเป็นไปของเทคโนโลยีและนำมาเป็นข้อมูลเพื่อลงทุนในตลาดเหรียญต่อไป 

.

เรื่องของเหรียญกับหุ้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย มีทั้งในแง่ที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน นักลงทุนควรเรียนรู้คุณสมบัติพื้นฐานของเหรียญ ซึ่งเป็นทรัพย์สินใหม่ตามกฏหมายใหม่ของประเทศไทย เพื่อที่จะเข้าไปลงทุน หรือไม่เข้าไปลงทุน ตามความถนัดของนักลงทุนแต่ละคน อย่างไรก็ดี ตลาดเหรียญ เป็นตลาดที่ใหม่และมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจึงควรกระจายทรัพย์สินในการลงทุนอย่างเหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 

.

Mei

.

Venture Capital or ICO

 

Business Scaling : VC or ICO
.

หากพูดถึงการขยายธุรกิจจากขนาดเล็ก ไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่นั้น หากเป็นเมื่อก่อนเราคงนึกถึงการขยายบริษัทโดยการใช้ทรัพยากรของบริษัทเป็นหลัก หากทรัพยากรของบริษัทมีไม่พอ แหล่งเงินทุนที่ทุกบริษัทจะคิดถึง ก็คงหนีไม่พ้นธนาคาร
.

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ดูเหมือนว่า บริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นจะมีทางเลือกมากกว่าแค่ธนาคาร บริษัทเทคเล็กๆ ที่เริ่มก่อสร้างตัวเองขึ้นมาและเริ่มมีผู้ใช้งานบนเทคโนโลยีที่สร้างขึ้น การขอเงินกู้จากธนาคารอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพราะการไม่มีทรัพย์สินที่จับต้องได้ ดังนั้น บริษัทเทคเล็กๆ ที่ต้องการเงินทุนมาขยายกิจการ จึงหันไปหา VC หรือ Venture Capital แทน
.

Venture Capital คืออะไร
.

Venture Capital คือบริษัท หรือหน่วยของบริษัท ที่มีเป้าหมายนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโตในอนาคต และสามารถทำสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตนั้นได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือองค์ความรู้ใหม่ๆ จากธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรใหญ่ๆ ในปัจจุบันนี้เลือกลงทุนบนบริษัทเทคเล็กๆ ที่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ มากกว่าที่จะต้องมาพัฒนาองค์ความรู้ใหม่บนการเปลี่ยนแปลงเองทั้งหมด
.

นอกจากการให้เงินทุนแล้ว เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจเล็กเติบโต Venture Capital ได้ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ตลอดจนเป็นแหล่งคอนเน็คชันที่สำคัญสำหรับ Startup ที่ต้องการสายสัมพันธ์ใหม่ๆ เพราะการเติบโตของ Startup ในพอร์ตที่ VC เข้าไปลงทุน หมายถึงผลตอบแทนที่ VC จะได้รับในอนาคต ดังนั้น หากจะมองว่า VC เป็นหนึ่งตัวเร่งที่ทำให้ Startup มีโอกาสประสบความสำเร็จก็คงไม่ผิดนัก
.

การระดมทุนด้วยวิธี ICO
.

ในกรณีที่บริษัทเทคนั้นเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ วิธีการหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมบล็อคเชน คือการทำ ICO หรือ Initial Coin Offering ซึ่งในคอนเซ็ปต์ก็คล้ายๆ กับการทำ IPO ที่เป็นการระดมทุนในตลาดหุ้น แต่ความแตกต่างคือ ในขณะที่ IPO มีกฏหมายดูแลที่ชัดเจน และ IPO มีหุ้นของบริษัทเป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง ICO กลับยังไม่มีกฏหมายที่เข้ามาดูแลอย่างชัดเจน และ ICO ไม่มีหุ้นบริษัทเป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง แต่มีเหรียญ หรือ Coin เป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนใน ICO จึงควรหาข้อมูลเพื่อสร้างฐานความรู้ของตัวเองสำหรับการลงทุน เพราะไม่เหมือน IPO ที่มีการกลั่นกรองมาแล้วขั้นหนึ่งจาก กลต ICO นั้น นักลงทุนจำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ของตัวเอง 100%
.

ข้อดีของการหาเงินทุนด้วยวิธี ICO คือ สามารถหาเงินทุนได้เยอะในครั้งเดียว แต่ข้อเสียที่มาพร้อมกับความสามารถในการหาเงินได้เยอะในครั้งเดียวคือ หากบริษัทขาดความสามารถในการบริหารเงิน ก็จะไม่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว เพราะว่าไม่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายได้ โอกาสที่เงินทุนจะหมดไปในระยะเวลาอันรวดเร็วจึงมีอยู่สูง
.

VC VS ICO
.

ระหว่างการได้รับเงินทุนจาก VC กับการทำการระดมทุนด้วยตัวเองผ่าน ICO มีข้อถกเถียงมากมายว่าวิธีการไหนเป็นวิธีที่ดีกว่ากัน อย่างไรก็ตาม VC และ ICO ต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่เหมือนและแตกต่างกันออกไป
.

ในขณะที่ ICO สามารถระดมทุนได้เฉพาะบริษัทเทคที่มีเทคโนโลยีเบื้องหลังเป็น Blockchain แต่ VC ไม่มีข้อจำกัดเช่นนั้น ตรงข้าม VC ส่วนใหญ่ไม่สามารถลงทุนในเหรียญได้ และหลาย VC ยังคงระมัดระวังในการเข้าลงทุนในบริษัทที่เป็น Blockchain และมีการออกเหรียญ Token ออกมาเทรดบนตลาด
.

สาเหตุหลักที่ VC ให้ความระมัดระวังในเรื่องบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่มีลักษณะเป็น Public Blockchain เป็นเพราะความไม่ชัดเจนของผู้ออกกฏหมาย เมื่อกฏหมายมีความไม่ชัดเจน จึงถือเป็นความเสี่ยงที่ยังควบคุมไม่ได้ VC จึงยังไม่อยากเข้าไปยุ่งกับธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้จนกว่าจะมีกฏหมายที่ชัดเจน
.

อย่างไรก็ตาม ในด้านของบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนด้วยวิธี ICO ในด้านหนึ่ง บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนได้จำนวนมหาศาลในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ในอีกด้าน การที่บริษัทนำ Blockchain เข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะนำมาซึ่งความล้มเหลวของบริษัทในระยะยาวได้ เพราะบางธุรกิจเหมาะกับการนำ Blockchain เข้ามาใช้ก็จริง แต่บางธุรกิจอาจจะไม่มีความจำเป็นเลย ดังนั้น ก่อนที่บริษัทจะคิดระดมทุนด้วย ICO จึงควรถามตัวเองก่อนว่า Blockchain จะเข้ามาตอบโจทย์ของธุรกิจได้อย่างไร Blockchain จำเป็นจริงๆ หรือไม่ ซึ่งหากคำตอบที่ได้คือ Blockchain ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ การระดมทุนด้วย ICO อาจเป็นความเสี่ยงมากกว่าเป็นโอกาส
.

นอกจากนั้น บริษัทที่ทำ ICO อาจจะไม่มีโอกาสสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ VC สามารถนำเสนอให้ได้ หนึ่งในความสำคัญของ VC คือ VC เป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นเงินทุนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Smart Money กลุ่มเครือข่ายเหล่านี้อาจเป็นขุมทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่าการทำ ICO ที่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริษัทที่ต้องการ Scaling ตนเองจากขนาดเล็กไปขนาดกลางและใหญ่ ซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้ กลยุทธ์ และเครือข่าย แต่ถ้าหากบริษัทมีความสามารถที่จะสร้างเครือข่ายทางธุรกิจได้ด้วยตนเอง และมั่นใจว่าตนเองสามารถ Scaling ธุรกิจได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้และเครือข่ายจาก VC ในวงการ Blockchain เองก็มีเครือข่ายเฉพาะอันทรงพลังที่ VC อาจจะยังเข้าไม่ถึงเครือข่ายเฉพาะทางเหล่านี้ ซึ่งทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวบริษัทเองล้วนๆ
.

ดังนั้น สุดท้ายแล้วจึงขึ้นอยู่กับทรัพยากรของบริษัทที่มีว่าขาดเหลืออะไรบ้าง บริษัทต้องการอะไรเพื่อขับเคลื่อนตนเองไปข้างหน้า เพื่อนำมาพิจารณาว่าระหว่างการหาเงินทุนจาก VC กับการหาเงินทุนจากการทำ ICO อะไรจะเป็นผลดีที่สุดต่อการขยายธุรกิจให้เติบใหญ่ในอนาคต

.

Mei