Category Archives: Technology

ยุค 4.0 งานจะหมดไปจริงๆ หรือ ??

 

เป็นที่ถกเถียงกันมากว่ามนุษย์จะถูกแย่งงานไปในยุค 4.0 คำถามที่น่าสนใจคือ งานไหนที่จะถูกแทนที่บ้าง และบนความไม่แน่นอนในยุคนี้ เราจะปรับตัวเข้ากับมันได้อย่างไร หาคำตอบได้จากที่นี่ค่ะ

 

เทคโนโลยี ไกลหรือใกล้ตัวเรา

บางคนคิดว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งไกลตัว… ว่าแต่ มันไกลตัวจริงๆ น่ะหรือ ?? หรือว่ามันใกล้เสียจนเราไม่ทันคิดถึงมันกันแน่ ??

 

Signs of Automotive Industry Disruption

บางทีสัญญาณเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสลักสำคัญใดๆ ก็อาจจะเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังเดินทางมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นโดยไร้ซึ่งสัญญาณ เพียงแต่ว่า เราสามารถที่จะเห็นสัญญาณที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่าต่างหาก

.

อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่สัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงค่อยๆ ผุดขึ้นมา ถึงแม้ในตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมขนาดที่จะชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนเหมือนบางอุตสาหกรรมที่เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว แต่เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ และมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่สนับสนุน ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ช้าเพราะต้องรอการสร้างตัวของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะมาแทนที่ให้เสร็จเสียก่อน แต่หลังจากที่เกิดโครงสร้างพื้นฐานใหม่แล้ว เราย่อมจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง ทำให้ผู้ที่เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นผู้ชนะ และผู้ที่ไม่เตรียมตัวรับมือกลายเป็นผู้แพ้โดยไม่รู้ตัว เราลองมาดูกันว่าสัญญาณต่างๆ ที่คืบคลานเข้ามานั้น มีอะไรกันบ้าง

.

สัญญาณที่ 1 : ยอดขายรถยนต์ที่ไม่มีการเจริญเติบโต

.

คำว่ายอดขาย ‘ไม่เจริญเติบโต’ เมื่อระยะเวลาผ่านไป สามารถตีความได้ว่า ยอดขายรถยนต์กำลังอยู่ในสภาวะที่ ‘ถดถอย’  ในสหรัฐอเมริกาเอง ยอดขายรถยนต์นั้นขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดในช่วงปี 2015 เนื่องจากในขณะนั้นเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำสุด หลังจากนั้น ยอดขายก็ไม่เคยเติบโตไปมากกว่านั้นอีกเลย

.

ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แม้แต่ประเทศในฝั่งเอเชีย เช่นประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น ยอดขายรถก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงวัย จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกาพบว่า ปริมาณผู้เกษียณอายุนั้นแปรผันโดยตรงกับอายุการใช้งานของรถ เพราะเมื่อมนุษย์ถึงวัยเกษียณอายุ ทำให้ไม่มีแหล่งรายได้ประจำอีกต่อไป ส่งผลให้ผู้ที่เกษียณอายุแล้วมีแนวโน้มจะใช้รถยนต์คันเดิมโดยไม่มีแผนจะซื้อรถใหม่ ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลในทางลบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.

สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรเราบ้าง ??  นี่เป็นสัญญาณที่บอกอุตสาหกรรมยานยนต์ ว่าวันนี้อาจจะถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้น ‘ความต้องการซื้อ’ ใหม่ๆ ให้ถือกำเนิดขึ้นใช่หรือไม่ ?? จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ดี หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้มากขึ้นก็ดี ด้วยเทคโนโลยีที่กำลังก้าวไปข้างหน้า คำถามคือ อะไรจะเป็นสิ่งที่มาช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้บ้าง

.

แน่นอนว่านี่ต้องเป็นหนึ่งในการบ้านของฝ่ายพัฒนาและวิจัยของบริษัทรถยนต์ทุกแบรนด์อย่างแน่นอน

.

 

สัญญาณที่ 2 : ทิศทางการทำวิจัยและพัฒนารถยนต์

.

วันนี้ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่อง ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ และ ‘รถยนต์ไร้คนขับ’  ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม ในทุกๆ ฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ ล้วนแล้วแต่พูดถึงรถยนต์ไร้คนขับทั้งนั้น 

.

บางคนตั้งข้อสงสัยว่า แค่มีการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับและรถยนต์ไฟฟ้า มันจะมีอะไรสำคัญ เพราะคนจำนวนมากล้วนแล้วแต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆ และยิ่งเกิดที่ประเทศไทยได้ยากมากๆ ด้วยเหตุผลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านจราจรและผังเมือง รวมทั้งลักษณะนิสัยของคนไทยที่ไม่มีระเบียบวินัย จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งกับรถยนต์ไร้คนขับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราลืมคิดไปคือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีปัจจุบันนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกลง ตามระยะเวลาที่ผ่านไป เมื่อทุกๆ บริษัทรถยนต์ต่างก็มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในทิศทางเดียวกัน แปลว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นว่ารถที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้จะออกสู่ท้องตลาดได้เมื่อไหร่ 

.

ประเทศที่เคลื่อนที่ในเชิงนโยบายได้เร็วที่สุดคือประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเก่าให้เป็นโครงสร้างใหม่ที่รองรับการเกิดขึ้นของเหล่าเทคโนโลยีอันน่าทึ่ง ในประเทศจีน มีการเริ่มใช้รถสาธารณะที่เป็นรถไร้คนขับแล้ว รวมไปถึงมีการเปิดถนนเพื่อให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาต สามารถทดสอบรถยนต์ไร้คนขับได้ เมื่อมีหนึ่งประเทศเคลื่อนไหว ประเทศอื่นๆ ย่อมเคลื่อนไหวตามมา เปรียบได้กับกฏการกระพือปีกของผีเสื้อ (Butterfly Effect)  เป็นสัญญาณที่บอกว่าการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมรถยนต์ในวันนี้ได้รับการยอมรับจากภาครัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 

.

นี่ย่อมเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

.

สัญญาณที่ 3 : ทิศทางการลงทุนบนแพลตฟอร์มการคมนาคมขนส่ง

.

หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจมากคือการลงทุนของเหล่าบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัท Venture Capital ทั้งหลาย ที่พากันขนเงินมาลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารถไร้คนขับ และบริษัทที่พัฒนาแพลตฟอร์ม Ride-Sharing ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ถึงขนาดที่บริษัท Softbank นั้นกล้าที่จะลงทุนในทุกบริษัทที่ทำแพลตฟอร์มด้าน Ride-Sharing เลยทีเดียว 

.

สัญญาณนี้แปลได้ว่าอย่างไรบ้าง ??  การลงทุนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่หวังผลตอบแทนทั้งสิ้น ไม่มีการลงทุนใดที่ลงไปโดยไม่คิดจะได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่เป็นเงิน หรือผลตอบแทนด้านเทคโนโลยีก็ตาม และที่สำคัญที่สุด การลงทุนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่บนความคาดหวังว่าจะต้องมีการเติบโตในอนาคต ดังนั้น การที่เม็ดเงินจำนวนมากถูกเทลงบนการเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มบางอย่าง ย่อมเป็นสัญญาณว่า เทคโนโลยีนั้นและแพลตฟอร์มนั้น กำลังจะมาแทนเทคโนโลยีเก่าและแพลตฟอร์มแบบเก่าอย่างแน่นอน

.

สัญญาณที่ 4 : การเปลี่ยนแปลงของแนวความคิดในคนรุ่นมิลเลเนียมลงไป  

.

การซื้อรถ คือการสะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนในสังคมอย่างหนึ่ง รวมไปถึงสะท้อนทางเลือกในการเดินทางด้วย เรามักจะพบว่าในประเทศที่มีการคมนาคมขนส่งที่ดี การซื้อรถก็จะน้อยลงเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น ในขณะที่ในประเทศที่การคมนาคมขนส่งไม่ดี เราก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีรถเพื่อใช้ในการเดินทาง 

.

ขณะนี้ อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นคือการใช้แพลตฟอร์มเพื่อหารถรับจ้าง เช่น Uber, Grab หรือ DiDi  ทั้งนี้ บนแพลตฟอร์ม อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มมีความนิยมมากขึ้นคือการใช้รถแบบ Ride-Sharing หรือรูปแบบของการที่ รถหนึ่งคันรับคนซึ่งมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน ยิ่งมีคนไปเส้นทางเดียวกันมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ยิ่งน้อยลง ซึ่งเป็น Solution ที่เหมาะกับในยุคที่กำลังการซื้อของคนลดน้อยลงอย่างในปัจจุบันมาก  

.

หากเป็นคนรุ่นก่อน ทั้งเจน Baby Boom หรือ เจน X  แพลตฟอร์มแบบนี้ไม่มีทางได้รับความนิยมเพราะขัดกับพฤติกรรมเดิมๆ ซึ่งเคยชินกับการขับรถส่วนตัว จากผลการสำรวจพบว่า ในขณะที่คนกลุ่มเบบี้บูม และเจน X  มีการยอมรับแพลตฟอร์มแบบ Ride-Sharing ต่ำ แต่คนในกลุ่มเจนมิลเลเนียม กลับสามารถยอมรับแพลตฟอร์มประเภทนี้ได้มากกว่า เป็นสัญญาณที่บอกว่ายิ่งอายุน้อยลง ยิ่งสามารถยอมรับการเดินทางแบบ Ride-Shaing ได้

.

นอกจากนั้นยังมีการสำรวจพบว่า ในคนกลุ่มมิลเลเนียมนั้น มีแนวโน้มที่จะซื้อรถน้อยลง รถยนต์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาอีกต่อไป โดยมีเพียงแค่ 15% เท่านั้นที่บอกว่า รถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของพวกเขาอย่างยิ่งยวด ในขณะที่ 30% บอกว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะซื้อรถยนต์ในระยะเวลาอันใกล้นี้เลย  

.

วิจัยชิ้นนี้บอกให้เราทราบอย่างชัดเจนว่า รถยนต์สำหรับกลุ่มคนมิลเลเนียมมีความสำคัญลดลง สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางที่บอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะใช้แพลตฟอร์ม Ride-Sharing โดยไม่สนใจว่าจะต้องเดินทางกับคนแปลกหน้า ด้วยสภาพโครงสร้างประชากรที่คนรุ่นมิลเลเนียมและหลังจากนั้นจะมาเป็นกลุ่มขับดันเศรษฐกิจในโลกอนาคต หากทัศนคติและพฤติกรรมยังคงเดินหน้าสู่การ ‘ไม่เห็นความสำคัญ’ ของการมีรถ คำถามที่น่าสนใจคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ?? 

.

สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่แค่สัญญาณที่จะให้บริษัทรถยนต์ระมัดระวัง แต่รวมไปถึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ถูกจ้างผลิตด้วย การเปลี่ยนแปลงแม้จะยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในวันนี้ แต่จากสัญญาณต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดมีแนวโน้มที่อุตสาหกรรมยานยนต์จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในอนาคต 

.

แน่นอนว่าผู้ที่ตระหนักในสัญญาณการเปลี่ยนแปลงและมีการเตรียมตัวเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้

.

Mei

.

 

Credit : Raoul Pal@Realvitiontv 

Jobs : Gain or Loss when AI is coming

 

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันตลอดมาว่า การมาของ AI และ Robot นั้น ทำให้คนต้องตกงาน และต่อไปมนุษย์จะไม่มีงานทำเพราะงานส่วนใหญ่ถูกเหล่าหุ่นยนต์แย่งเอาไปทำแทน คำถามเหล่านี้มีมาให้เห็นโดยตลอด พอๆ กับความคิดเห็นด้านที่สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตลาดแรงงาน ที่พบเจอได้มากมายบนโลกเซเชียล

.

แต่เมื่อคำถามนี้ ได้นำไปถามบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Jeff แห่ง Amazon // Jack แห่ง Alibaba หรือ Masayoshi แห่ง Softbank  ทุกคนก็จะพูดเหมือนกันหมดว่า พวกเขาไม่ห่วงเลยว่าหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ และที่น่าประหลาดใจคือ เหตุผลที่ไม่เป็นห่วง ก็มีความเหมือนกันอย่างน่าประหลาดใจ 

.

งานบางอย่างจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ แต่ในขณะเดียวกัน โลกเราจะผลิตงานใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นงานที่มีแต่มนุษย์ที่ทำได้ นี่คือคำตอบของเหล่าซีอีโอและฝ่ายบริหารของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และเป็นคำตอบที่คลาสสิคที่สุด ถ้าลองไปฟังคำสัมภาษณ์ในคำถามที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน คุณก็จะได้รับคำตอบประมาณนี้กลับมาทุกครั้ง คำถามที่น่าสนใจคือ คำตอบนี้เป็นความจริง หรือเป็นเพียงการพยายามหาความชอบธรรมให้กับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาโดยการสร้างขึ้นของพวกเขา ??

.

1 โลกที่หมุนไปโดยไม่อาจขัดขวางได้ 

.

ไม่ว่าจะโอดครวญแค่ไหน ความเป็นจริงของโลกใบนี้คือการก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หยุดรอคนข้างหลังอยู่ดี การก้าวไปข้างหน้าหมายความถึงความพยายามที่จะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ซึ่งในแง่ของตลาดแรงงาน มันคือการแก้ปัญหาในงานที่มีความอันตราย งานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เช่นงานในสายพานของโรงงานที่กระทำซ้ำเดิมๆ โดยไม่ต้องใช้สมองคิด ซึ่งงานประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะเกิด Turnover ของพนักงานสูง เพราะมนุษย์เอง ก็ไม่ได้ชอบการทำงานซ้ำๆ เช่นกัน ยังไม่นับถึงสุขภาพของแรงงานที่มีแนวโน้มจะแย่ลงจากการทำงานที่เป็นรูทีนซ้ำๆ 

เมื่องานเป็นงานที่มีอันตราย ต้องทำซ้ำๆ โดยไม่ใช่หัวสมอง และไม่ดีต่อสุขภาพ การคิดค้นหุ่นยนต์เพื่อมาทดแทนงานที่มนุษย์หลีกเลี่ยงจึงเกิดขึ้น แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีของหุ่นยนต์และ AI ก็พัฒนามากขึ้น คุกคามงานอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังกระจายไปคุกคามงานในหลายๆ อุตสาหกรรม 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้มนุษย์จะเริ่มตระหนักถึงการคุกคามของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่การจะไปหยุดเทคโนโลยีเหล่านี้แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เมื่อหยุดเทคโนโลยีไม่ได้ สิ่งที่น่าสนใจถัดมาคือ เราจะอยู่อย่างไรบนโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเหมือนอวัยวะส่วนใหม่ของมนุษย์ เหมือนกับที่ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว 

.

2 งานอะไรจะหายไป 

.

แจ็ค หม่า เคยพูดไว้ว่า มนุษย์จะไม่อาจสู้หุ่นยนต์ในเรื่องของความทรงจำ การคำนวน และการประมวลผลได้ บนเทคโนโลยี Cloud และ Internet สมองมนุษย์ไม่สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลในอากาศได้ แต่ AI สามารถเข้าถึงเหล่า Big Data ที่อยู่ในอากาศ และประมวลผลออกมาได้อย่างรวดเร็ว ในแง่นี้ มนุษย์นั้นแพ้หุ่นยนต์อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น งานที่จะหายไป ย่อมเป็นงานที่มีการทำซ้ำๆ ตลอดเวลา เช่นงานบนสายพานของโรงงาน  รวมไปถึงงานที่ต้องอาศัยการคำนวนแบบตรงไปตรงมาเพื่อใช้ผลลัพธ์ในการตัดสินใจ เช่น Robo Advisor บนแพลตฟอร์มการบริหารความมั่งคั่ง (WealthTech) ซึ่งจะมาแทนที่พนักงานระดับปฏิบัติการในอุตสาหกรรมการเงินการลงทุน ดังนั้น งานใดที่เป็นงานระดับปฏิบัติการที่มีลักษณะงานซึ่งต้องกระทำซ้ำๆ โดยไม่ต้องใช้ความคิดเพื่อก่อให้เกิด Value ใหม่ๆ มีแนวโน้มที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ได้สูง 

.

3 งานอะไรที่ขาดแคลน

.

แม้ในด้านหนึ่งจะมีงานที่มีความเสี่ยงในการถูกทดแทนสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับมีงานอีกหลายอย่างที่กำลังขาดแคลนอยู่ในปัจจุบันนี้ 

.

ตำแหน่งงานที่ปัจจุบันนี้ขาดแคลนอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่งานที่เกี่ยวข้องกับ AI / Machine Learning / Blockchain / Data Scient  และอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อผู้ที่มีความรู้ด้านนี้ขาดแคลน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแย่งชิงตัวคนที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมาทำงานด้วย ผลักให้เงินเดือนของสาขาวิชาชีพทางด้านนี้พุ่งสูงทะลุเพดานไปทั่วโลก

.

อย่างไรก็ดี แม้งานในสายเทคโนโลยีจะเป็นที่ต้องการสูง แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาที่จบในสายเทคโนโลยีมาจะมีอนาคตสดใสกันทุกคน สิ่งที่สำคัญมากกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัยคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทัศนคติ’ เพราะในสายเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่รุดหน้าไปตลอดเวลา หลายๆ ศาสตร์ เป็นองค์ความรู้ที่เกิดใหม่ ทำให้บริษัทต้องการทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถในการคิดค้นและพัฒนาทักษะต่างๆ ไปข้างหน้า และใครที่ยึดติดกับความคิดและทักษะเดิมๆ ก็มีแนวโน้มที่จะถูกทดแทนได้เช่นกัน 

.

4 จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

.

บนการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งในด้านตลาดและเทคโนโลยี ต่างก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ เพราะทุกธุรกิจต่างพัฒนาขึ้นบนความต้องการแก้ไขปัญหาบางสิ่งบางอย่าง รวมไปถึงนำเสนอความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาอาศัยแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้คือกุญแจอีกดอกหนึ่งสู่ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์และบริการ ที่สำคัญ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มีเพียงมนุษย์ที่จะพัฒนาเรื่องนี้ได้ แต่หุ่นยนต์ไม่สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ได้เลย

.

5 การก่อกำเนิดของธุรกิจใหม่และงานใหม่

.

ในขณะที่คนในสังคมส่วนใหญ่กำลังคร่ำครวญถึงงานที่จะถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ กลับมีคนอีกหนึ่งจำพวก ที่มองการมาของหุ่นยนต์ และ AI ด้วยความหวัง

.

การเติบโตของ StartUp ในปัจจุบัน กำลังเป็นแรงสำคัญในการสร้างงานใหม่ๆ บนโลกนี้ โดยอาศัยโอกาสของการเติบโตบนเทคโนโลยีและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับมัน แต่ปัญหาสำคัญคือ ในขณะที่ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง มีปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะอันเหมาะสมนั้น ธุรกิจเก่าที่มีศักยภาพในการเติบโตถดถอย กลับต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างงาน ดังนั้นเราจึงได้เห็นว่าในธุรกิจเก่าๆ มีการใช้ software เพื่อช่วยทำงาน ลดขนาดบริษัท ไปจนถึงได้เห็นโรงงานที่นำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยผลิต และลดจำนวนพนักงานลงไปจำนวนมากดังที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่างทุกวันนี้

.

ดังนั้น ในปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่า งานที่เกิดขึ้นมาใหม่ในอุตสาหกรรมใหม่นั้นมีจำนวนไม่น้อย แต่ปัญหาคือแรงงานไม่อาจปรับตัวรับงานที่เกิดขึ้นใหม่ได้ แรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาทักษะและองค์ความรู้เพื่อหันไปทำงานที่เกิดขึ้นใหม่บนโลกใบนี้ เพราะปัจจัยทางการศึกษาก็ดี ปัจจัยด้านความสามารถในการเรียนรู้ก็ดี หรือปัจจัยทางด้านอายุก็ดี ทั้งหมดนั้น ทำให้โลกเราในฝั่งหนึ่งกำลังขาดแคลนแรงงานเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกด้าน กลับมีแรงงานล้นเกินไปจากการมาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่ ถือเป็นสภาวะที่น่าอึดอัดไม่น้อย และนี่คือปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรม จาก 3.0 ไปยังยุค 4.0

.

Mei