Category Archives: MacroEconomics

The failure of income distribution’s equality 2 : Debt

สาเหตุความล้มเหลวของการกระจายรายได้ภาค 2 : การก่อหนี้ 

.

ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงเรื่อง ‘เงินเฟ้อ’ ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของความล้มเหลวของการกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้การกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมนั้นเป็นไปได้ยากมากถึงมากที่สุด และสาเหตุนั้นก็คือ ‘หนี้’ หรือถ้าจะให้พูดอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็คือ ‘ความเข้าใจและความสามารถของการใช้ประโยชน์จากหนี้’ นั่นเอง

.

การเป็นหนี้นั้น อันที่จริงสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ได้สองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ หนี้ สามารถเป็นเครื่องมือ ‘ลด’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้ หรือจะเป็นเครื่องมือเพื่อ ‘เพิ่ม’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้เหมือนกัน

.

ในเคสของการก่อหนี้บนการบริโภคของคนทั่วไปนั้น สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายว่าเพราะเหตุใดหนี้จึงทำให้ความมั่งคั่งที่สะสมไว้หายไปได้ สาเหตุหลักมาจาก ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ ที่มาพร้อมกับการขอสินเชื่อต่างๆ เพราะมันแปลว่านอกจากค่าสินค้าที่คุณต้องจ่ายแล้ว คุณยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติมให้กับสถาบันทางการเงินอีกด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นจะแพงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ กล่าวคือ ในขณะที่คุณฝากเงินในธนาคารและได้ดอกเบี้ยเงินฝากกลับมานั้น ดอกเบี้ยเงินฝากของคุณจะไม่มีวันเพียงพอสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเด็ดขาด

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความหมายที่ซ่อนอยู่ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากที่มีผลต่อความมั่งคั่งของบุคคลทั่วไป สมมติว่าคุณกู้ยืมเงินมา 100 บาท บนอัตราดอกเบี้ยธนาคารทั่วไปที่ประมาณ 7% ต่อปี หมายถึงพอสิ้นปี คุณจะมีค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืม 7 บาท หากคุณนำเงิน 100 บาทนี้ไปฝากธนาคาร อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% ต่อปี (อัตราสมมติ) พอสิ้นปี คุณจะได้รับดอกเบี้ย 1 บาท ดังนั้น เพื่อที่จะมีรายได้จากการฝากเงินที่เพียงพอต่อการชำระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ คุณจะต้องมีเงินต้นอย่างต่ำเป็น 7 เท่าของจำนวนเงินต้นที่กู้มา คุณถึงจะสามารถปกป้องความมั่งคั่งในกระเป๋าเงินของคุณได้  (เงินต้น 700 บาท ได้รับดอกเบี้ย 7 บาท เท่ากับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้พอดี)  

.

อย่างไรก็ดี หากคุณไม่มีเงินต้นที่เพียงพอ และคุณกู้เงิน 100 บาทมาเพื่อใช้จ่ายโดยไม่ก่อเกิด productivity ใดๆ ขึ้นมา คุณจะสูญเงิน 100 บาทนั้นไป แถมยังต้องหาเงินใหม่มาชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย หากไม่สามารถหาเงินใหม่มาชำระได้ ความมั่งคั่งเดิมที่คุณเคยมีอยู่ ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาผูกพันการชดใช้หนี้ เป็นสาเหตุว่าทำไมคนที่กู้เงินมาใช้จ่าย แต่ไม่สามารถหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ จึงค่อยๆ จนลงเรื่อยๆ จากการเป็นหนี้ ในขณะเดียวกัน แม้จะหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ แต่ผลที่ตามมาคือการไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งใหม่เพิ่มขึ้นมาได้ ทำให้ฐานะทางการเงินนั้นหยุดอยู่กับที่ไปโดยปริยาย 

.

ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงคำว่า ‘การสร้าง productivity ใหม่’ และคำว่า ‘การหาเงินใหม่’ 

.

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าการเป็นหนี้ไม่ได้เพียงแต่จะลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่ง แต่ยังสามารถเพิ่มความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ด้วย ซึ่งการจะสร้างความมั่งคั่งจากหนี้ได้นั้น ทริกของมันอยู่ที่ 1. ความสามารถในการสร้างผลิตผล (Productivity) ใหม่ และ 2. ความสามารถในการสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เกิดจากการก่อหนี้  ซึ่งการที่จะทำ 2 ข้อนี้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความรู้อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ด้านการบริหารเงิน ดังนั้น เรามาลองทำความเข้าใจให้มากขึ้นเกี่ยวกับ 2 ข้อที่เพิ่งเอ่ยถึงทางด้านบนกันดีกว่า  

.

  1. การกู้เงินกับการเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ 

.

การกู้เงิน ความหมายก็คือการที่ตัวบุคคล หรือบริษัท ได้รับเงินจำนวนหนึ่งมาโดยมีข้อสัญญาว่าจะต้องชำระเงินคืนเจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่สัญญาไว้ ซึ่งหากดูตามระยะเวลา นั่นแปลว่า บุคคลหรือบริษัท จะได้รับเงินมาใช้ก่อน หลังจากนั้นค่อยชำระเงินคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้ทีหลัง

.

คำถามคือ แล้วเงื่อนเวลาตรงนี้มันสำคัญอย่างไร และส่งผลกระทบต่อการสร้างผลิตผลใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไรบ้าง ซึ่งคำตอบของตรงนี้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเงิน ว่าเมื่อได้เงินมาแล้ว บุคคลหรือบริษัท ได้นำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง หากเงินที่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตใหม่ เช่น สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร หรือนำไปจ้างแรงงาน และการลงทุนนั้นทำให้เกิดผลิตผลใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม เมื่อนั้น ผลจากการกู้เงินจะเป็นผลบวกต่อสภาพเศรษฐกิจในระยะต้น คือในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่ต้องนำเงินกลับไปชำระหนี้คืน ส่งผลถึง GDP โดยรวมของประเทศที่จะเจริญเติบโต และส่งผลถึงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่จะเจริญเติบโตตามความสามารถในการสร้างผลิตผลที่มีมูลค่าใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

.

2.  การเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่

.

เมื่อบุคคลหรือบริษัท สามารถสร้างมูลค่าใหม่ๆ จากเงินกู้ได้แล้ว คำถามสำคัญต่อไปก็คือ สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้น สามารถนำมาสร้าง ‘เงิน’ หรือ ‘ผลตอบแทน’ หรือ ‘ผลกำไร’ ได้เท่าไหร่ ??

.

บางครั้ง ผลิตผลที่สร้างขึ้นมา สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินกลับมาในมูลค่าที่สมเหตุสมผล บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้มากกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผล แต่บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้น้อยกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผลเช่นกัน นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายในการผลิต หากค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนว่ามันสามารถส่งผลกระทบต่อผลกำไรได้ คำถามที่สำคัญคือ แล้วเราต้องการผลกำไรเท่าไหร่จึงจะสามารถสร้างความมั่งคั่งจากการเป็นหนี้ได้

.

คำตอบนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า อย่างน้อยที่สุด ผลกำไรที่ได้รับ จะต้องไม่ต่ำกว่า ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยจ่าย’ เพราะการที่สามารถมีกำไรที่มากพอในการจ่ายค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ มันหมายถึงการที่บุคคล หรือบริษัท ไม่ต้องใช้เงินตัวเองในการสร้างผลผลิตใหม่ๆ ส่วนการใช้ประโยชน์จาก ‘หนี้’ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง จะทำได้กี่มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่จากผลกำไรในการลงทุน ว่าบุคคลหรือบริษัทนั้นๆ สามารถสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่จะต้องชำระคืนได้มากเท่าไหร่ 

.

เพราะเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่าบริษัทที่มีความสามารถในการกู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อจากธนาคาร หรือการออกหุ้นกู้ประเภทต่างๆ ได้ จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ ผิดกับบริษัทที่ใช้เงินของตัวเอง 100% ที่จะไม่สามารถสร้างความเจริญเติบโตได้รวดเร็วเหมือนกับบริษัทที่ใช้หนี้เข้ามาช่วย อย่างไรก็ดี การใช้หนี้เข้ามาสร้างความเจริณเติบโตและความมั่งคั่งในอัตราเร่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ในเชิงบริหารภาพรวมและการบริหารเงิน เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน รวมทั้งมีความสามารถที่จะสร้างผลิตผลที่สร้างผลกำไรได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การสร้างความมั่งคั่งจากการใช้หนี้ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทุกคนมีความสามารถที่จะทำได้ เพราะหากกู้หนี้มา แต่ไม่อาจสร้างผลกำไรที่มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ เมื่อนั้น แทนที่จะสามารถใช้หนี้เพื่อเพิ่มอัตราเร่งให้ความมั่งคั่ง ก็จะกลายเป็นการลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งไปแทน 

.

แล้วทำไมการเกิดขึ้นของ ‘หนี้’ จึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การกระจายรายได้ล้มเหลว ??

.

คำตอบของเรื่องนี้นั้นง่ายมาก เพราะการเกิดขึ้นของหนี้ มีคนเพียงแค่หยิบมือเดียวที่เข้าใจกลไกการทำงานของมัน และสามารถฉกฉวยโอกาสเพื่อสร้างความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ เพราะอย่างที่อธิบายไว้ด้านบนว่า เพื่อที่จะทำให้การก่อหนี้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น เราจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการบริหาร โดยเฉพาะการบริหารเงิน คำถามสำคัญคือ แล้วคนในประเทศเรามีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ??

.

ในทางกลับกัน บนความไม่รู้ของทักษะด้านการบริหาร หนี้จำนวนมากถูกก่อขึ้นเพื่อใช้ในการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก และสินค้าแบรนด์เนมอีกมากมาย ซึ่งการเป็นหนี้เพื่อซื้อสินค้าต่างๆ โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงผลิตผล แถมยังต้องมีค่าใช้จ่ายทางการเงินอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนมากมีความมั่งคั่งส่วนบุคคลที่ลดลง ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ในระบบทุนนิยมที่สนับสนุนการก่อหนี้เพื่อสร้างการบริโภคล่วงหน้า แล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง มันเป็นการสร้างพฤติกรรมให้คนในสังคมมีการออมเงินที่น้อยลง เมื่อออมน้อยลง แต่มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นบนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมรักษาความมั่งคั่งได้อย่างยากลำบาก 

.

ผิดกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าออกมาให้คนบริโภค แถมยังมีการสนับสนุนการบริโภคล่วงหน้าด้วยหนี้บัตรเครดิต และบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้เอง ก็เข้าใจกลไกการทำงานของการก่อหนี้ จึงเท่ากับว่าบริษัทใหญ่เหล่านี้ สามารถดูดเงินจากผู้บริโภคได้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคต้องรับเงินเดือนก่อน อีกทั้งในด้านการลงทุนและการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังสามารถใช้ประโยชน์จากการก่อหนี้ ขยายบริษัท เพิ่มผลผลิตด้วยเงินที่ทำการกู้ยืมมา เพราะเหตุนี้ ความมั่งคั่งของบริษัทจะขยายและเติบโตด้วยอัตราความเร่ง ในขณะที่ฟากที่ก่อหนี้มาเพื่อซื้อสินค้า กลับเป็นฝ่ายที่ความมั่งคั่งค่อยๆ ลดลงและหดหาย

.

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมคนรวยจึงยิ่งรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง ในระบบทุนนิยมที่ใช้ ‘หนี้’ ในการผลักดันเศรษฐกิจ การพูดถึง ‘การกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม’ จึงเป็นอะไรที่ขัดกับระบบเศรษฐกิจและนโยบายรัฐที่ใช้ระบบทุนนิยมบริหารประเทศอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบนกุศโลบายการผลักดัน GDP โดยการใช้หนี้ แบบที่ประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกาทำ ยิ่งเป็นการสร้างความล้มเหลวให้กับการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้นอย่างยากที่จะหันหลังกลับ

.

Mei

The failure of income distribution’s equality 1 : Inflation

สาเหตุความล้มเหลวของการกระจายรายได้ : เงินเฟ้อ 

.

ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเริ่มต้นขึ้น คำว่า ‘เงินเฟ้อ’ ก็กลายมาเป็นหนึ่งตัวชี้วัดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นกันอย่างชัดเจนคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เงินเฟ้อเป็นหนึ่งปัจจัยในการเริ่มขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยที่จะตัดสินว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ในสถานะที่กำลังฟื้นตัวแล้วหรือยัง 

.

อย่างไรก็ตาม การคำนวนอัตราเงินเฟ้อที่หน่วยงานรัฐใช้นั้น อ้างอิงจากค่า CPI  (Consumer Price Index) เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นค่าที่ใช้วัดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว บนความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ เงินเฟ้อคือตัวเลขที่บ่งบอกถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ยิ่งราคาสินค้าราคาสูงขึ้นมากเท่าไหร่ นั่นยิ่งแสดงถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้นเท่านั้น 

.

ความหมายที่แท้จริงของเงินเฟ้อ

.

สำหรับความหมายทั่วๆ ไป เงินเฟ้อคือการที่สินค้ามีราคาแพงขึ้น แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดี การที่สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นทุกปี มันแปลว่า เงินจำนวนเท่าเดิมที่เราถืออยู่ในมือปีนี้ ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าในจำนวนเท่าเดิมบนคุณภาพเดิมในปีต่อไปได้อีกแล้ว หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ เงินที่เราทำมาหาได้มาอย่างยากลำบากนั้น มันเสื่อมมูลค่าลงไปในทุกๆ ปี นี่เป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมการออมเงินในธนาคารจึงกลายเป็นความเสี่ยง นั่นเป็นเพราะเงินสามารถเสื่อมมูลค่าได้ผ่านกระบวนการสำคัญที่เรียกว่า ‘เงินเฟ้อ’ นั่นเอง 

.

เงินเฟ้อเกิดจากอะไร

.

หลายคนอาจสงสัยว่าอยู่ดีๆ ทำไมในโลกนี้ถึงมีเงินเฟ้อเกิดขึ้นมาได้ ทำไมข้าวของเครื่องใช้ ข้าวปลาอาหารถึงต้องมีราคาที่สูงขึ้นในทุกๆ ปี คำตอบนั้นอันที่จริงมันง่ายมาก สาเหตุของเงินเฟ้อเกิดมาจาก Supply หรือ ปริมาณเงิน ที่พิมพ์เข้ามาในระบบนั้นมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อเงินถูกพิมพ์เข้ามาในระบบมากขึ้น เงินในระบบเศรษฐกิจจึงมีมากขึ้น และเงินเหล่านี้ก็ถูกแจกจ่ายไปยังหน่วยย่อยต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารมีการส่งเสริมการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจขยายตัวและมีการจ้างงานมากขึ้น เป็นต้น

.

เมื่อเงินมากขึ้น จึงมีความต้องการซื้อที่มากขึ้น เมื่อความต้องการซื้อถูกผลักดันไปข้างหน้า แต่สินค้าที่มีขายมีจำนวนจำกัด ทำให้ราคาสินค้าบริการมีการปรับราคาสูงขึ้น ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า หากปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น จะทำให้ตัวเลขการเจริญเติบโต หรือ GDP ประเทศเพิ่มสูงขึ้น และพลอยทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งมองเผินๆ คนในระบบจะรู้สึกดีเพราะมีเงินใช้จ่ายคล่องมือ แต่หากมองให้ลึกแล้ว ก็จะพบว่ายิ่งใช้จ่ายได้คล่องมือเท่าไหร่ สุดท้ายจะไม่สามารถมีเงินเก็บได้เลยเพราะค่าครองชีพนั้นสูงขึ้นแข่งกับเงินเดือนที่ได้รับในทุกๆ ปี เช่นกัน 

.

แล้วเงินเฟ้อมีผลดีต่อใคร ??

.

การที่มีปริมาณเงินในระบบมาก ส่งผลกระทบโดยต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจ เมื่อคนมีเงินใช้จ่ายเยอะ ย่อมต้องมองหาสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจเมื่อขยายตัวมากขึ้นก็ส่งผลให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็มีมากขึ้นจากตลาดที่คึกคักบน ‘easy money’  ซึ่งธนาคารเองก็พร้อมจะให้สินเชื่อ และฟากผู้ประกอบการเองก็พร้อมที่จะลงทุนเพราะฟากผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะใช้จ่ายเงินในระบบที่มีสภาพคล่องเต็มไปหมด

.

เพราะเหตุนี้ เมื่อบริษัทเติบโต ตลาดหุ้นก็ย่อมต้องเติบโตขึ้นตามบริษัท อสังหาริมทรัพย์เองก็มีราคาสูงขึ้นเพราะมีทั้งผู้บริโภคที่ต้องการบ้านเพื่ออยู่อาศัย มีภาครัฐบาลที่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มีภาคธุรกิจที่ต้องลงทุนซื้อที่ดินก่อสร้างบริษัท โรงงาน ในขณะเดียวกัน ฟากนักลงทุนที่มีเงินในมือก็เข้ามาเก็งกำไรในราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งหมดนั้นขับดันให้สิ่งที่เรียกว่า ‘ทรัพย์สิน – Asset’ มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นหรือราคาทีดินก็ตาม และราคาทรัพย์สินเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ เช่น ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1-2% แต่ราคาที่ดินนั้นกลับสูงขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 10-15% แล้วแต่พื้นที่ 

.

ไม่ต้องพูดถึงราคาหุ้นว่าตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ซึ่งเป็นนโยบายเพิ่มปริมาณเงินในระบบในปี 2008 ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มสูงขึ้นจากราวๆ 400 จุด มาจนถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1800 จุด ภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปี หรือประมาณอย่างง่ายๆ คือตลาดหุ้นบ้านเราเติบโตเฉลี่ย 30 – 40% ต่อปีเลยทีเดียว

.

เพราะเหตุนี้ หากถามว่าการสร้างเงินเฟ้อด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบใครเป็นผู้ได้ประโยชน์​ คำตอบก็ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าคือคนที่ถือ ‘สินทรัพย์’ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี อย่างแน่นอนที่สุด   

.

ใครสูญเสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อ ??

.

คำถามนี้ก็ตอบได้ไม่ยากเช่นกัน ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อย่อมเป็นผู้ที่ใช้ ‘ประโยชน์’ จากเงินเฟ้อไม่ได้ หรือก็คือคนที่ถือ ‘เงินสด’ เก็บเอาไว้ในธนาคารนั่นเอง อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า เงินเฟ้อคือกระบวนการลดมูลค่าของเงินลง ในเมื่อนโยบายรัฐบาลในทุกๆ ประเทศคือการสร้างเงินเฟ้อ นั่นย่อมหมายความว่าผู้ที่เก็บเงินสดคือผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมคนเราจึงควรต้องมีความรู้ทางด้านการจัดการทางการเงิน เพราะหากปราศจากความรู้ทางการเงินแล้ว ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนเงินสดที่เสื่อมมูลค่าลง ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าขึ้นได้ เพราะการเปลี่ยนเงินให้เป็นสินทรัพย์นั้น ก็จำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารทางการเงินเช่นเดียวกัน เพราะการลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงซ่อนเร้นอยู่ หากไม่มีความรู้ ความผิดพลาดยามลงทุนก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

.

ดังนั้น ผู้เสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อย่อมเป็นผู้ไร้ความรู้ทางการเงิน ในขณะที่ผู้ได้รับผลประโยชน์จากเงินเฟ้อคือผู้ที่มีความรู้ทางการเงินนั่นเอง 

.

เงินเฟ้อกับการความล้มเหลวในการกระจายรายได้

.

เงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนึ่ง (แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว) ที่ทำให้การกระจายรายได้ในประเทศทุนนิยมล้มเหลว ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น คนรวยมีอยู่เพียง 1% ในขณะที่คนจนมีอยู่ถึง 99% และความแตกต่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนก็แตกต่างจนวัดค่าไม่ได้ 

.

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมประเทศทุนนิยมที่อาศัยการพิมพ์เงินเข้าระบบเพื่อสร้างเงินเฟ้อถึงล้มเหลวในการกระจายรายได้ภายในประเทศได้ นั่นเป็นเพราะหัวใจของการกระจายรายได้คือการที่คนภายในประเทศมีความสามารถในการทำรายได้อย่างเท่าเทียม แต่เพราะการมีอยู่ของเงินเฟ้อ ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศ​ซึ่งเป็นผู้ที่ออมเงินสดในระบบ ต้องสูญเสียความมั่งคั่งลงไปทุกปี มีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ผิดกับฟากของคนส่วนน้อยที่มีความสามารถในการลงทุนผ่านการซื้อสินทรัพย์และทำธุรกิจ คนเหล่านี้มีความสามารถในการสร้างรายได้บนสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี 

.

ดังนั้น เมื่อคนส่วนมากไม่อาจสร้างรายได้บนสินทรัพย์ได้ แต่กลับเป็นคนส่วนน้อยที่เข้าใจการสร้างรายได้บนสินทรัพย์ จึงทำให้ความรายได้ของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจำกัด ในขณะที่คนส่วนน้อยสามารถเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินที่มีได้มหาศาล และบนระบบการเงินที่ออกแบบให้ข้าวข้องเครื่องใช้ต้องแพงขึ้นในทุกๆ ปี ผลลัพท์ก็คือความสามารถในการสร้างรายได้ของคนในประเทศมีการกระจายตัวที่ไม่เท่ากัน คนที่จนมีแนวโน้มจนลงเพราะมีรายได้ที่เติบโตแพ้รายจ่ายที่ต้องจ่าย ในขณะที่คนรวยรวยขึ้นบนการเจริญเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่พวกเขาลงทุน 

.

บางคนอาจเถียงว่าเงินเฟ้อในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่บริษัทเพิ่มเงินเดือนให้ 5-10% ในทุกๆ ปี แปลว่ารายได้ควรจะชนะรายจ่ายสิ ประโยคนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อคนเราใช้จ่ายเงินเฉพาะในส่วนของค่าครองชีพพื้นฐานเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีความจำเป็นในการซื้อบ้าน ประโยคนี้จะเป็นเท็จไปในทันที เพราะค่าใช้จ่ายจากการผ่อนบ้าน ดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับบ้านหลังนั้น เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต และอีกสารพัดรายจ่าย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมอัตราเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์คำนวนไม่สามารถนำมาอ้างอิงกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นได้ เพราะความเป็นจริงคือ สินค้าและบริการบางอย่างนั้นถูกขึ้นราคามากกว่าเงินเฟ้อที่ประกาศโดยกระทรวงฯ และการเป็นหนี้บนการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือซื้อโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รายได้ของคนทั่วไปไม่เคยเพียงพอต่อรายจ่ายเลย 

.

ดังนั้น การมีอยู่ของเงินเฟ้อจึงทำให้การกระจายรายได้และความมั่งคั่งของคนในประเทศมีความแตกต่างกัน ผู้ที่ถือเงินสดคือผู้ที่ถือความเสี่ยงเพราะเงินสดมีความสามารถในการเสื่อมมูลค่า แต่หากต้องการเลี่ยงความเสี่ยงจากการเสื่อมมูลค่าของเงิน ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ด้านการเงินและการลงทุนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงในการถือสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยที่ผู้ลงทุนควรหวังผลตอบแทนที่ชนะการเติบโตในฟากค่าใช้จ่าย เพื่อให้ความมั่งคั่งของตนไม่สูญหายไปกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี นั่นเอง 

.

Mei 

Economics Crisis Trigger : Dollar

 

มีคำกล่าวสุดคลาสสิคคำหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘เงินก็เหมือนกับน้ำ สูบน้ำเข้า ปลาก็ร่าเริง สูบน้ำออก ปลาก็ตาย’ นี่เป็นคำกล่าวที่ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างไรในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หลักฐานที่เห็นได้ชัดและใกล้ตัวคนไทยมากที่สุดคือการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ต่างชาติพากันสูบเงินจากประเทศไทยออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวและภาคธุรกิจค่อยๆ ล้มหายตายจากไปมากมายในช่วงนั้น 

.

ส่วนดอลล่าร์ บางคนอาจเห็นมันเป็นเพียงค่าเงินสกุลหนึ่งบนโลกนี้ที่มีความสำคัญมากกว่าค่าเงินอื่นๆ อยู่นิดหน่อยเพราะเป็นค่าเงินของประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ความเป็นจริงคือ ในโลกที่เปรียบเงินเสมือนกับสายน้ำนั้น ดอลล่าร์ก็คือสายน้ำสายหลักที่เมื่อพัดไปในทางใด ทางนั้นก็จะเต็มไปด้วยปลาที่เริงร่า ในขณะที่เมื่อสายน้ำที่เรียกว่าดอลล่าร์เหือดหาย เมื่อนั้นเหล่าปลาก็จะมีอาการขาดอากาศหายใจและล้มตายกันไปทีละตัว ดังนั้น ดอลล่าร์จึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญมากในวงจรของการลงทุน หากเข้าใจดอลล่าร์ จะสามารถเข้าใจเศรษฐกิจภาพใหญ่ได้ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเห็นโอกาสและความเสี่ยงที่มากับดอลล่าร์ด้วย 

.

ประเด็นสำคัญที่สุดที่นักลงทุนควรเข้าใจคือ เมื่อเงินทุนบนโลกใบนี้กำเนิดมาจาก ‘ดอลล่าร์’ 

.

ดอลล่าร์ เป็นค่าเงินที่มีสิทธิพิเศษหลายอย่าง และหนึ่งในสิทธิพิเศษนั้นคือ สิทธิ์ของการเป็น ‘เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ’ 

.

แล้วสิทธิ์นี้มันสำคัญไฉน ?? 

.

ก่อนจะรู้ว่าสิทธิ์ของการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมันสำคัญอย่างไร เราต้องมาเข้าใจหลักการการสร้าง Supply ของเงินในระบบ หรือพูดให้ง่ายเข้า Supply ของเงินในระบบก็คือสภาพคล่องของเงินที่ถูกสร้าง หรือพิมพ์ เข้ามาในระบบ ให้พวกเราได้ใช้กัน

.

เรื่องนี้ แม้มันอาจจะรู้สึกเหมือนสลับซับซ้อน แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก หากจะพูดเรื่องการสร้างสภาพคล่องของเงินในระบบ (Money Supply) มันก็คือการที่ธนาคารกลางในแต่ละประเทศ ไปซื้อทรัพย์สินที่มีความสามารถในการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งหลักๆ ก็คือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือดอลล่าร์ เข้ามาวางเป็นเหมือนหลักทรัพย์ค้ำประกัน จากนั้นค่อยพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นออกมาตามปริมาณเงินทุนสำรอง ในกระบวนการนี้ เราเรียกปริมาณเงินก้อนนี้ว่า M0 (M Zero) 

.

จาก M0 ซึ่งเป็น Supply เงินก้อนแรก เมื่อไหลเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านธนาคารพาณิชย์ ไหลมายังบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ จวบจนกระทั่งถึงมือรายย่อยซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป การที่เงินเปลี่ยนมือจากสถาบันหนึ่งไปอีกสถาบันหนึ่ง จากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง กระบวนการนี้ในระบบเศรษฐกิจเรียกว่าการหมุนของเงิน ยิ่งเงินมีการเปลี่ยนมือ มีการหมุนเร็วเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงิน หรือ Supply ของเงิน ใหญ่โตมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจประเทศโดยรวมเติบโตได้มากขึ้นผ่านสภาพคล่องทางการเงินที่ใหญ่ขึ้น 

.

เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเรา ?? 

.

จากกระบวนการการสร้างสกุลเงินท้องถิ่นที่เล่ามาข้างบน แปลว่า หากต้องการพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นขึ้นมา คุณต้องมีดอลล่าร์มาหนุนอยู่ข้างหลัง ถ้าไม่มีดอลล่าร์ จะไม่เกิด M0 ไม่เกิด M0 แปลว่าไม่เกิดเงินสกุลท้องถิ่น ถ้าเปรียบกับสมัยก่อน เงินสกุลท้องถิ่นใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ปัจจุบัน ดอลล่าร์กลับกลายเป็นสินทรัพย์หนุนหลังที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากสาเหตุนี้นี่เอง หากจะพูดว่า เงินสกุลท้องถิ่นบนโลกนี้ถือกำเนิดจากดอลล่าร์ก็คงจะไม่ผิดนัก 

.

นอกจากนี้ Supply หรือสภาพคล่องของดอลล่าร์ เมื่อถูกผูกติดกับสภาพคล่องของเงินสกุลท้องถิ่นประเทศต่างๆ บนโลก จึงกลายเป็นว่า หากสภาพคล่องดอลล่าร์สูง สภาพคล่องเงินท้องถิ่นก็ย่อมสูงตามไปด้วย ในทางกลับกัน เมื่อสภาพคล่องดอลล่าร์ต่ำลง สภาพคล่องเงินท้องถิ่นก็ย่อมต้องตกต่ำลง

อีกทั้งสภาพคล่องของดอลล่าร์ยังส่งผลต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นต่างๆ บนโลกอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อสภาพคล่องดอลล่าร์ต่ำลง ดอลล่าร์ที่อยู่ภายนอกสหรัฐก็ย่อมต้องถูกโยกย้ายกลับบ้านเพื่อมาทดแทนเม็ดเงินที่หายไป ดอลล่าร์หายากขึ้นและมีราคาแพงขึ้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่อยู่บน Dollar Ecosystem ยังคงต้องการใช้ดอลล่าร์เพื่อเป็นเงินทุนสำรอง รวมทั้งใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ การที่ดอลล่าร์แพงขึ้นจึงกระทบกับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ทันที ด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงเท่านี้ก็ทำให้ราคาค่าเงินประเทศอื่นๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ได้แล้ว

.

หรือหากจะเปรียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็อาจจะเปรียบได้ว่า เมื่อประเทศสหรัฐเป็นผู้ส่งออกดอลล่าร์ไปสร้างความเติบโตให้ประเทศอื่นๆ ในทางกลับกัน ยามที่สหรัฐทวงดอลล่าร์คืน ก็ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ประเทศอื่นๆ ต้องประสบกับการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างช่วยไม่ได้นั่นเอง

.

 

เมื่อเราเข้าใจถึงความสำคัญของความมีอยู่และสภาพคล่องของดอลล่าร์แล้ว สิ่งที่เราควรจะรู้เพิ่มเติมต่อไปก็คือ แล้วมีปัจจัยอะไรบ้าง ที่จะส่งผลต่อปริมาณดอลล่าร์ นักลงทุนหลายสำนักใช้เงื่อนไขสภาพคล่องของดอลล่าร์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุน คนไทยมักได้ยินคำว่า ‘Fund Flow’ หรือ เงินลงทุนจากต่างชาติ เงินเหล่านี้คือเงินร้อนที่พร้อมจะมาและพร้อมจะไปบนการหากำไรจากตลาดเงินตลาดทุนในประเทศต่างๆ แน่นอนว่าการแข็งค่าและการอ่อนตัวของดอลล่าร์เป็นปัจจัยหนึ่งในขนเงินเข้าและขนเงินออก ซึ่งมีผลโดยตรงกับราคาทรัพย์สินในตลาดเงินและตลาดทุน 

.

ปัจจัยแรกที่ส่งผลต่อสภาพคล่องดอลล่าร์คืออัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับเพิ่มและลดสภาพคล่องในระบบอยู่แล้ว ยามที่เศรษฐกิจดี มีความร้อนแรงมากเกินไป รัฐบาลควรยับยั้งความร้อนแรงนั้นๆ เพราะหากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปอาจนำมาซึ่งความชะล่าใจและการก่อหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นทันที และคนเริ่มหันมาให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลที่มีดอกเบี้ยสูงขึ้น การที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นก็ดี หรือคนทั่วไปหันมาเก็บเงินในพันธบัตรมากขึ้นก็ดี เหล่านี้ล้วนเป็นการดูดเงินออกมาจากกระเป๋าตังค์ภาคส่วนต่างๆ ทำให้สภาพคล่องในระบบมีขนาดลดลง เป็นการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจได้ ดังนั้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐออกนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงแปลความหมายได้ว่าสภาพคล่องกำลังถูกดูดออกจากระบบ และดอลล่าร์ควรจะค่อยๆ มีความตึงตัวมากขึ้น

.

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา แม้สหรัฐจะใช้นโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ดอลล่าร์ในระบบกลับไม่ได้ตึงตัวอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุเพราะหลังจากสหรัฐประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยุโรปก็ประกาศต่อว่าจะเป็นผู้ทำ QE และกำหนดนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ด้วยเหตุนี้ เงินลงทุนจากยุโรปจึงหันไปหาพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอย่างพร้อมเพรียง เพราะสุดท้าย การลงทุนก็ย่อมต้องหวังผลตอบแทน การที่ยุโรปพิมพ์เงินและใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นการผลักเงินลงทุนจำนวนมากในยุโรปไปยังสหรัฐทันที ความท้าทายคือ โปรแกรมการพิมพ์เงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังจะสิ้นสุดลงในปีนี้ ถ้าดอลล่าร์ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและมีความตึงตัวเพิ่มมากขึ้น กลุ่มประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม Emerging Market (กลุ่มประเทศเกิดใหม่ – EM) จะทนรับมือการไหลออกของดอลล่าร์ได้ถึงขนาดไหน 

.

นอกจากนั้น ปัจจัยที่จะเพิ่มและลดสภาพคล่องของดอลล่าร์ ก็มีเรื่องของนโยบายการเพิ่ม หรือลด ขนาดของงบบัญชีธนาคารกลาง หรือที่เราได้ยินบ่อยๆ ในข่าวเกี่ยวกับการลดบาลานซ์ชีท (Balance Sheet) ก่อนหน้านี้ งบบัญชีธนาคารกลางบวมขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะนโยบายการทำ QE หรือ การพิมพ์เงินเพิ่ม เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องในระบบ ในช่วงเวลานั้นเราจะเห็นได้ชัดว่า สินทรัพย์ทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจทั่วโลกเจริญเติบโต เพราะดอลล่าร์จำนวนมหาศาลที่ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์ใส่เข้ามา ทำให้เหล่าปลาทั้งหลายมีความร่าเริงเป็นอันมาก ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงขึ้นทันตาเห็น 

.

แต่เมื่อในขณะนี้ ธนาคารกลางกลับจะลดขนาดของงบบัญชี แปลได้ว่าธนาคารกลางจะไม่เติมเงินกลับเข้าไปในระบบอีก แม้พันธบัตรรัฐบาลและเอกชนที่อยู่ในมือธนาคารกลางสหรัฐจะหมดอายุ แต่ธนาคารกลางจะไม่กลับเข้าไปซื้อใหม่ ทำให้ขนาดของทรัพย์สินที่ธนาคารกลางสหรัฐถือไว้ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ และการที่เจ้าของพันธบัตรต้องหาผู้ซื้อรายใหม่มาทดแทน ก็เป็นการดูดสภาพคล่องของเงินในระบบออกไปอย่างแนบเนียน 

.

อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจคือการดำเนินนโยบายขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา นี่เป็นวิธีในการส่งออกดอลล่าร์วิธีหนึ่ง หากสหรัฐดำเนินนโยบายขาดดุลการค้า แปลว่าประเทศอื่นย่อมได้กระแสดอลล่าร์กลับไปสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต ขับดันตัวเลข GDP ในประเทศนอกสหรัฐให้สูงขึ้น พลอยทำให้ตลาดเงินตลาดทุนภายนอกสหรัฐมีความคึกคักและเติบโตขึ้น เรียกให้นักลงทุนไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐ 

.

ในทางกลับกัน เมื่อสหรัฐมีความต้องการดำเนินนโยบายเกินดุลการค้า แปลว่ากระแสของดอลล่าร์ถูกดูดให้กลับประเทศผ่านการค้าที่เกินดุล เป็นการดูดสภาพคล่องจากกลุ่มประเทศภายนอกสหรัฐ พลอยทำให้นักลงทุนพากันย้ายเงินลงทุนจากประเทศอื่นๆ กลับสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาไปด้วย

.

บน Dollar Ecosystem ที่โลกของเราใช้กันมานานถึง 100 ปี โลกเราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กหรือลูกใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดซ้ำไปซ้ำมาตลอดเวลาคือ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มันคือช่วงเวลาที่ดอลล่าร์ไหลออกจากประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสาเหตุของการไหลออกของดอลล่าร์มันคืออะไร แต่การไหลออกของดอลล่าร์ย่อมแปลได้ว่าความมั่งคั่งที่อยู่ในตลาดเงินตลาดทุน และความมั่งคั่งของรัฐบาล รวมไปถึงภาคเอกชน ถูกรีดออกไปในนามของดอลล่าร์ เพราะเหตุนี้ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ การกลับของเศรษฐกิจมักขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการขายสินทรัพย์ภายในประเทศ เพื่อแลกกับเงินใหม่ สภาพคล่องใหม่ ที่จะกลับมาเติมให้กับระบบ ซึ่งทุกครั้งมักมาในรูปของการช่วยเหลือผ่าน IMF ที่มีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย

.

และเหตุการณ์เหล่านี้ก็เกิดขึ้นวนไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเข็มนาฬิกาที่เดินวนเป็นวงกลมซ้ำๆ อยู่ที่เดิม

.

Mei

 

New World Order Strategy in Play : Turkey Crisis

 

หากใครติดตามสถานการณ์โลกในตอนนี้ เรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจมากที่สุดในสายตาของนักลงทุนคงหนีไม่พ้นเรื่องของวิกฤติค่าเงิน ‘ลีลา’ ของประเทศตุรกี ที่อ่อนตัวลงไปมากกว่า 40% ในปีนี้ 

.

ความจริงแล้ว ปัจจัยพื้นฐานที่ผลักให้ตุรกีต้องเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนต่างชาตินั้นมีอยู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่สูง อัตราเงินเฟ้อที่สูง ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกากดปุ่มดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับตุรกี โดยเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 50% และ ภาษีอลูมิเนียมเป็น 20% ประเทศตุรกีจึงอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เมื่อรวมเข้ากับปัจจัยการแข็งตัวของดอลล่าร์ด้วยแล้ว จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรที่ ‘เงินร้อน’ ภายในประเทศตุรกีจะพากันไหลออกอย่างรวดเร็วจนกระทบถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตุรกีอย่างที่เห็นในวันนี้

.

แต่ถึงจะมีปัจจัยรองรับการเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจในตุรกีอยู่ครบถ้วนก็ตาม คำถามที่น่าสนใจคือ การเกิดวิกฤติครั้งนี้มีปัจจัยอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะดูจากท่าทีของผู้นำตุรกีแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการรับความช่วยเหลือจาก IMF อย่างสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยเมื่อปี 1997 แตกต่างจากกรีซ ในปี 2009 และล่าสุด แตกต่างจากอาเจนติน่าซึ่งประสบปัญหาเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง IMF ก็เข้ามาให้เงินช่วยเหลือพร้อมเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนั้น การที่ตุรกีไม่ต้องการความช่วยเหลือจาก IMF นั้น มันกำลังแปลความหมายได้ว่าไม่ต้องการอยู่ในเงื่อนไขใดๆ ของ IMF ใช่หรือไม่ ?? 

.

ถึงแม้ตุรกีจะไม่สนใจขอความช่วยเหลือจาก IMF แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตุรกีจะไม่มองหาความช่วยเหลือจากประเทศอื่น และเมื่อมองเหล่าพันธมิตรของตุรกีแล้ว ก็ต้องบอกว่ามันน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นระหว่างตุรกีกับรัสเซีย เงินลงทุนช่วยเหลือจากประเทศกาตาร์ ตลอดจนเงินลงทุนช่วยเหลือจากประเทศจีน ทั้งหมดนี้กำลังบอกว่าประเทศตุรกีกำลังบอกลา dollar ecosystem และหันมาซบอกระบบ non-dollar ecosystem หรือเปล่า เราลองมาพิจารณาผลกระทบจากการย้ายข้างของตุรกีดู ว่าทำไมพฤติกรรมของตุรกีเช่นนี้ จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาถึงกับเต้นผาง ประกาศจะไม่ผ่อนปรนมาตรการใดๆ กับตุรกีโดยเด็ดขาด 

. 

1. NATO VS Russia 

.

ก่อนหน้านี้ ตุรกีนับว่าเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด รวมทั้งตุรกียังเป็นหนึ่งในสมาชิกของนาโต แต่ทั้งหมดก็มาถึงจุดเปลี่ยนในปี 2016 เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ตุรกีแบบที่ประธานาธิบดี แอร์โดอัน ไม่ทันตั้งตัว และไม่ได้รับคำเตือนจากฝั่งพันธมิตรฝ่ายนาโต โดยสิ้นเชิง โชคยังดี ที่แม้จะไม่ได้รับคำเตือนจากฝ่ายพันธมิตร แต่เขากลับได้รับคำเตือนจากทางรัสเซียเกี่ยวกับการรัฐประหาร ประธานาธิบดี แอร์โดอัน จึงเป็นฝ่ายชนะการทำรัฐประหารครั้งนั้นอย่างหวุดหวิด ผลจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ ตุรกี-สหรัฐอเมริกา ค่อยๆ ย่ำแย่ลง ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ตุรกี-รัสเซีย กลับดีวันดีคืนขึ้นอย่างรวดเร็ว 

.

หลายคนคงสงสัยว่า แล้วเรื่องนี้สำคัญอย่างไรต่อสหรัฐอเมริกาถึงขั้นทำให้ประเทศพี่ใหญ่เต้นผางได้ คำตอบนั้นไม่ยากเลย มันถูกเขียนไว้อยู่บนแผนที่โลกใบนี้ ในเชิงการค้า ประเทศตุรกีเป็นประเทศที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งของโลก เพราะเป็นประเทศที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างยุโรปและตะวันออกกลาง มาจนถึงเอเชีย ส่วนในเชิงการทหาร นาโต มีกองกำลังปิดล้อมรัสเซียที่ยุโรปตะวันออกและที่ตุรกี อีกทั้งการมีฐานทัพที่ตุรกี ทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนพลไปยังบริเวณตะวันออกกลางอีกด้วย แต่เมื่อตุรกีเริ่มหันไปเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ทำให้กองกำลังทหารของนาโตที่ตุรกีไม่เข้มแข็งเหมือนเดิมอีก อีกทั้งตุรกียังได้เจรจาขอซื้ออาวุธจากทางรัสเซีย ซึ่งระบบการใช้งานมีความแตกต่างจากกลุ่มนาโต ดังนั้นการสูญเสียตุรกีในฐานะพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐ จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงในสายตาของประเทศสหรัฐอเมริกา 

.

2. Energy Landscape 

.

การเป็นพันธมิตรกันระหว่างตุรกีและรัสเซีย ทำให้โครงการก่อสร้างท่อแก๊ส South Stream ที่เชื่อมระหว่าง รัสเซีย-ตุรกี ที่ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้ ถูกรื้อฟื้น และก่อสร้างใหม่อีกครั้งในชื่อ Turkstream ซึ่งการก่อสร้างท่อแก๊ซนี้จะทำให้ตุรกีสามารถส่งออกแก๊ซไปยังยุโรปได้มากขึ้น โดยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้

.

นอกจากนี้ หากมองตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค เส้นทางที่ใกล้ที่สุดที่จะส่งพลังงานไปยังยุโรป คือเส้นทางที่ผ่านตุรกี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะนี้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในฝั่งตะวันออกกลางมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิรัค ซีเรีย หรืออิหร่าน การเกิดขึ้นของพันธมิตรภายในตะวันออกกลางนำโดย รัสเซีย อิหร่าน และตุรกี ซึ่งมีการขายพลังงานโดยไม่ใช่เปโตรดอลล่าร์เรียบร้อยแล้ว ก็กำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา 

. 

3. Dollar VS Non Dollar Ecosystem

.

เห็นได้ชัดว่าขณะนี้ ดอลล่าร์ถือว่าเป็นสาเหตุของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่ระบาดไปทั่วโลก การที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถพิมพ์เงินได้จำนวนไม่จำกัด และนำเงินนั้นไปฝากไว้กับประเทศต่างๆ ในนามของเงินสำรองระหว่างประเทศ และเงินลงทุนต่างชาติ ทำให้โลกนี้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีบางประเทศต้องการลดอำนาจของดอลล่าร์ที่มีต่อประเทศตัวเองลง โดยการเริ่มทำการค้าแบบทวิภาคี และใช้เงินสกุลท้องถิ่นของตนแทนที่เงินดอลล่าร์ รวมไปถึงมีการซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศที่ใช้วิธีนี้มากที่สุดประเทศหนึ่ง คงหนีไม่พ้นประเทศรัสเซีย ที่ทยอยขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซื้อทองคำ และซื้อขายพลังงานด้วยเงินที่ไม่ใช่เปโตรดอลล่าร์ 

.

จีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สร้างระบบทางการเงินเป็นของตนเอง รวมถึงมีนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน อีกทั้งมีการซื้อขายกับประเทศต่างๆ ในระดับทวิภาคีโดยใช้เงินสกุลท้องถิ่น เป็นประเทศที่สหรัฐอเมริกามองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐ จนนำมาสู่นโยบายการกีดกันทางการค้าที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนั้น เป็นผลมาจากการพัฒนาระบบการค้าที่มองข้ามดอลล่าร์ รวมไปถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่มีโอกาสจะก้าวข้ามสหรัฐในอนาคตได้

.

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตุรกี?? 

.

หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและสหรัฐกำลังเผชิญกับความล้มเหลว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกี รัสเซีย อิหร่าน และจีน กลับดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่ม รัสเซียและจีน คือผู้นำทางด้านเศรษฐกิจใหม่ซึ่งลดบทบาทของดอลล่าร์ลง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ส่วนอิหร่าน คือประเทศที่ถูกประเทศสหรัฐอเมริกาแทรกแซงมาโดยตลอดและไม่สามารถค้าขายผ่านระบบดอลล่าร์ได้ ดังนั้นอิหร่านจึงจำเป็นต้องมองหาระบบที่ไม่ใช่ดอลล่าร์เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ดังนั้น กลุ่มพันธมิตร รัสเซีย อิหร่าน และจีน จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของดอลล่าร์ ยิ่งเมื่อรวมเอาตุรกีซึ่งมีที่ตั้งประเทศอยู่ในจุดยุทธศาสตร์มาเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม นั่นยิ่งทำให้สหรัฐอเมริกามองว่าสกุลเงินของตนกำลังถูกท้าทายอย่างมีนัยยะสำคัญ 

.

ดังนั้น เมื่อประเทศตุรกีมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเกิดวิกฤติ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงไม่รอช้าที่จะกดปุ่มเพื่อรุกฆาตตุรกีเพื่อให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เคยสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศสหรัฐฯ 

.

4. The way out or No way out ?? 

.

แล้วตุรกีจะหาทางออกจากปัญหานี้ได้อย่างไร และมีทางให้ตุรกีหาทางออกได้หรือไม่?? คำตอบตายตัวคงไม่มี เพราะความเป็นจริงคือเศรษฐกิจตุรกีนั้นเกิดความเสียหายอย่างมากไปแล้ว และมีแนวโน้มที่จะเสียหายมากกว่านี้ เพราะตุรกียังอยู่ในระบบของดอลล่าร์ ยิ่งสหรัฐดำเนินมาตรการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ ยิ่งส่งผลให้ตุรกีมีปัญหามากขึ้นจากการที่ดอลล่าร์อยู่ในภาวะแข็งค่า รวมกับภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ทั้งหมดนั้นทำให้หนี้ของตุรกีมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยที่แนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจลดลง 

.

อย่างไรก็ตาม ตุรกีเป็นประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของบรรดาประเทศที่อยู่ในแกนตรงกันข้ามของสหรัฐอเมริกา ความสำคัญเช่นนี้ทำให้ประเทศตุรกีจะไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนประเทศเวเนซุเอลลา รวมทั้งไม่อาจปล่อยให้ตุรกีถึงทางตันจนต้องกลับไปซบอก IMF ได้ เพราะการกลับไปหา IMF เท่ากับเป็นการบอกให้รู้กลายๆ ว่าประเทศตุรกีจะต้องยอมทุกข้อตกลงที่ IMF ต้องการ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะรวมถึงข้อตกลงทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองและภูมิศาสตร์เศรษฐกิจโลก ที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาด้วย

.

ดังนั้น วิกฤติเศรษฐกิจตุรกีในรอบนี้ ไม่ใช่แค่สนามรบระหว่างยักษ์กับมดเท่านั้น ตรงข้าม มันเป็นสนามรบระหว่างยักษ์ตัวเดิม กับว่าที่ยักษ์ตัวใหม่ งานนี้ หญ้าแพรกอย่างเราๆ จึงควรจะติดตามข่าวสารและระมัดระวังการลงทุนให้ดีๆ เพราะศึกครั้งนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งศึกที่ไม่จบง่ายๆ 

.

Mei  

 

US Economics : Defying Gravity

//เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาบนการต่อต้านกฏแรงโน้มถ่วง//  

.

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีกระแสความหวาดกลัวว่าสหรัฐอเมริกาจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจากหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องหนี้ของสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ทะลุ 21 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ผนวกกับนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าตลาดสหรัฐนั้นกำลังใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว 

.

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่านอกจากตลาดหุ้นสหรัฐจะไม่ crash แล้ว ยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป จนในขณะนี้ ตลาดเริ่มมีความคลายกังวลมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่มีวันเกิดวิกฤติ และหลายฝ่ายเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งเกร่งมากขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจสหรัฐจะไม่มีวันเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่จริงหรือ ทั้งๆ ที่สหรัฐนั้นมีวงจรการเกิดวิกฤติทุกๆ ประมาณ 8-10 ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ Black Monday ปี 1987 เหตุการณ์ Dot-Com Bubble ปี 2000 และครั้งล่าสุดคือ Subprime Crisis ปี 2008 ซึ่งหากนับจำนวนปี ถือได้ว่าสหรัฐไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว สหรัฐจะสามารถพาเศรษฐกิจผ่านวงโคจร Boom-Bust ของเศรษฐกิจไปได้หรือไม่ เรามาลองดูปัจจัยต่างๆ กัน 

.

.

1 การปะทะกันของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานเก่า 

.

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเก่าไปสู่ระบบใหม่ มีอะไรหลายอย่างที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่เด็กรุ่นใหม่ๆ มีอัตราการเกิดที่น้อยลง ในขณะที่คนรุ่นเบบี้บูม ซึ่งค่อยๆ ทยอยเกษียณอายุออกไปนั้น มีจำนวนมหาศาล ดังนั้น หากโครงสร้างประชากรยังเป็นแบบนี้ต่อไป กลุ่มผู้ทำงานและมีรายได้จะค่อยๆ ลดจำนวนลง สวนทางกับผู้เกษียณอายุที่ไม่มีรายได้และต้องพึ่งพารัฐ จะมีจำนวนที่มากขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

.

อย่างไรก็ดี บนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร กลับมีการเคลื่อนที่ของแรงงานจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพิ่มมากขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายเข้าของแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากที่สุดอีกประเทศหนึ่ง การดูดแรงงานเข้าประเทศนี่เอง จะไปเพิ่มการบริโภคในประเทศให้เจริญเติบโตมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐเติบโตเร็วขึ้นบนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ปัญหาหนึ่งเดียวของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานคือเรื่องของกฏหมายที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยของทรัพป์ ที่ใช้นโยบาย American First ซึ่งล่าสุด ก็มีกฏหมายใหม่ออกมาเพื่อกีดกันไม่ให้นักเรียนจีนทำงานในสหรัฐ รวมไปถึงคนจีนที่ทำงานในสหรัฐเองก็มีแนวโน้มในการต่อวีซ่าเพื่อทำงานใหม่ได้ยากขึ้น ด้วยกฏหมายใหม่แบบนี้ ทำให้คนจีนเก่งๆ กลับประเทศ และนำความรู้ไปพัฒนาในประเทศจีนมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าปริมาณแรงงานที่ย้ายเข้าประเทศสหรัฐ จะสามารถทดแทนแรงงานที่เกษียณออกจากระบบ และมีปริมาณเพียงพอต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้หรือไม่ 

.

นอกจากเรื่องโครงสร้างประชากรแล้ว ยังมีเรื่องโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป จากอุตสาหกรรมเก่า ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ การถือกำเนิดของสตาร์ทอัพที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า เป็นการสร้างงานใหม่ สร้างความต้องการใหม่ และสร้างการใช้จ่ายใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น โดยมีโลกทั้งใบเป็นตลาดรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความท้าทายในประเด็นนี้คือ ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีความต้องการซื้ออยู่เต็มไปหมด กำลังมาแทนที่อุตสาหกรรมเก่าที่กำลังถดถอย หากอัตราการเติบโตไปข้างหน้าก้าวไปไม่ทันอัตราการถดถอย และอุตสาหกรรมใหม่เติบโตได้ไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานปัญหาที่เกิดจากการเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมเก่า สุดท้ายก็อาจหนีไม่พ้นการเกิดวิกฤตของระบบเศรษฐกิจ เพื่อเคลียร์ระบบพื้นฐานเก่า ก่อนจะสร้างระบบพื้นฐานใหม่บนการเติบโตของเศรษฐกิจรอบใหม่ในอนาคตข้างหน้า

.

นี่จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลาง ว่าจะสามารถปรับสมดุลระหว่างโครงสร้างเก่าและโครงสร้างใหม่ได้หรือไม่ หากทำได้ วิกฤตเศรษฐกิจก็จะไม่เกิด แต่ถ้าไม่อาจรักษาสมดุลได้ โอกาสที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจก็จะมีความเป็นไปได้ในระยะของการผลัดเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ 

.

.

2 การปะทะกันระหว่าง Dollar Ecosystem และ Non – Dollar Ecosystem 

.

ปัจจุบัน เมื่อมองไปยังระบบการเงินโลกนั้น ในขณะนี้ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ ฟากหนึ่งคือกลุ่มอำนาจเก่า คือ Dollar Ecosystem และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่กำลังพยายามหาทางออกจากระบบเก่า คือ Non – Dollar Ecosystem ซึ่งมีแกนนำสำคัญอันได้แก่ จีน รัสเซีย และอิหร่าน 

.

ดอลล่าร์ เป็น World Currency ของโลก เป็นสกุลเงินที่สามารถพิมพ์ได้เสกได้จากอากาศโดยไม่ต้องมีเงินทุนสำรองเหมือนประเทศอื่นๆ สาเหตุที่ดอลล่าร์มีอิทธิพลขนาดนี้ เนื่องมาจาก 3 ปัจจัยใหญ่ นั่นคือ 

1 การต้องใช้ดอลล่าร์ในการซื้อน้ำมัน หรือที่เรียกว่า เปโตรดอลล่าร์ โดยเมื่อก่อน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะต้องรับเงินเป็นดอลล่าร์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อขายน้ำมันผ่านเงินตราสกุลอื่นๆ ได้

2 การต้องใช้ดอลล่าร์เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศทุกครั้ง จะต้องเปลี่ยนผ่านดอลล่าร์ก่อนเสมอ เช่น หากโอนเงินบาทไทยไปเป็นเงินเยนญี่ปุ่น เงินบาทไทยต้องถูกเปลี่ยนเป็นดอลล่าร์ ก่อนที่จะนำดอลล่าร์นั้นไปเปลี่ยนเป็นเยน

3 การต้องใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 

.

จากเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ดอลล่าร์กลายเป็นเงินตราที่มีความสำคัญที่สุดของโลกใบนี้ และดอลล่าร์เองก็มีความสำคัญมากบนระบบการค้าการลงทุนโลก เงินดอลล่าร์สามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศหนึ่งเติบโตได้ ในขณะเดียวกัน ดอลล่าร์ก็สามารถทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศอาเจนติน่ามีปัญหาค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อ เนื่องมาจากเงินดอลล่าร์ไหลออกจากประเทศจำนวนมาก ส่งผลต่อปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ค่าเงิน   ดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ เพราะเหตุนี้จึงมีกลุ่มประเทศที่ไม่ต้องการจะพึ่งพิงระบบของดอลล่าร์ ที่มีอิทธิพลมหาศาลขนาดนี้อีกต่อไป 

.

จะด้วยเหตุผลด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ หรือด้วยเหตุผลด้านผลประโยชน์ของประเทศก็ตามที ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่เริ่มสร้างระบบของตัวเองขึ้นมา นับตั้งแต่การสร้างพันธมิตรระดับทวิภาคีกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันให้สามารถใช้เปโตรหยวนได้ หรือการตั้งหน่วยงานเพื่อกำหนดราคาทองคำด้วยตัวเอง ตลอดจนการสร้างระบบการโอนเงินระหว่างประเทศของตัวเองแทนการใช้ระบบ swift เดิม  ทั้งหมดนั้นเป็นการสร้างโครงสร้างทางการเงินใหม่แทนที่โครงสร้างเดิมซึ่งเป็นของดอลล่าร์ อีกทั้งนโยบาย Made in China 2025 และ นโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ ที่มีธนาคาร AIIB ซึ่งมีประเทศจีนเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่ เป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่จะเพิ่มการไหลเวียนของเงินหยวนในอนาคต เมื่อรวมเข้ากับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วของจีน สุดท้าย การปะทะกันระหว่างกลุ่ม Ecosystem เก่าและใหม่จึงเกิดขึ้น เกิดเป็นนโยบายการกีดกันทางการค้าอย่างที่เราเห็น

.

แน่นอนว่านโยบายการกีดกันทางการค้าส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ และเราได้เห็นว่าตอนนี้ประเทศจีนกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักผ่านทางตลาดหุ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นว่าประเทศจีนยังคงเดินหน้าสร้าง Ecosystem ใหม่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง การกดดันจากสหรัฐไม่สามารถยับยั้งการสร้างพันธมิตรใหม่ของประเทศจีนได้ ตรงข้าม การกดดันจากทางสหรัฐดูเหมือนจะไปกระตุ้นให้กระบวนการสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย 

.

สิ่งที่เราควรติดตามต่อไปคือนโยบายการรับมือของประเทศจีน ความจริงแล้วประเทศจีนถือเป็นประเทศที่อยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ในขณะที่ดอลล่าร์เป็นระบบที่อยู่มากว่าร้อยปีแล้ว ความน่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีนจะสามารถรักษาโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้ไว้ได้หรือไม่ และนานแค่ไหนที่ผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าจะส่งผลถึงคนอเมริกันอย่างชัดเจน หากประเทศจีนสามารถยื้อไว้ได้นานพอที่นโยบายนี้จะกลับไปส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงหนีไม่พ้นสภาพเศรษฐกิจที่ถูกทำร้ายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนอาจส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่นั่นเอง 

.

.

3 การไล่ตามของ Valuation ในบริษัทเทคโนโลยีที่ราคาถูกผลักดันด้วยความคาดหวัง

.

บริษัทเทคโนโลยีหลายๆ บริษัทของสหรัฐอเมริกา ราคาหุ้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มูลค่าจริงของบริษัทนั้นตั้งอยู่บนความคาดหวังของการเติบโตในอนาคต 

.

หลายๆ บริษัทที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีนั้นเป็นบริษัทที่มีเรื่องราวที่ดี มีความน่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ของการเติบโต แต่ถึงกระนั้น ด้วยกระแสข่าวและกระแสความนิยม ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทถูกผลักดันจนมีราคาที่สูงเกินไป ไม่ว่าจะเป็น Amazon ที่มีค่า PE ที่ 147 เท่า Netflix ที่มี PE 159 เท่า หรือ Tesla ที่มีผลกำไรต่อหุ้นที่ติดลบ และไม่สามารถมาคำนวนหาค่า PE ได้ 

.

การที่ราคาหุ้นแพงเกินไปนั้น อาจจะจบที่การเกิดฟองสบู่ในตัวหุ้นบริษัทจนราคาตกก็ได้ หรืออาจจะจบที่ยอดขายบริษัทเติบโตอย่างมากจนทำให้ค่า PE ต่ำลง แต่บนสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่ยอดขายบริษัทจะลดลง สร้างความผิดหวังแก่ผู้ถือหุ้นจนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น

.

ตอนนี้ ในหมู่นักวิเคราะห์บางกลุ่มเริ่มเพ่งเล็งความกังวลไปที่ฟองสบู่ในบริษัทเทคโนโลยี มีการพูดถึง Tech Bubble เปรียบเทียบกับช่วง Dot-Com Crisis ว่าบริษัทนั้นอาจจะไม่สามารถเติบโตได้บนอัตราความเร็วที่ตลาดคาดหวัง มีความเป็นห่วงในการปั่นกระแสเกี่ยวกับเรื่องราวในแง่ดีของบริษัทที่มีความเกินจริง จนอาจจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอบช่วงปี 2000 

.

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงแสดงความเป็นห่วง แต่ในอีกฟากของนักลงทุนก็มองว่าบริษัทเทคโนโลยีนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้นทัดเทียมกับความคาดหวัง ซึ่งหากบริษัทสามารถเติบโตและสร้างผลกำไรได้เหมาะสมกับความคาดหวัง ราคาของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็จะเจริญเติบโตขึ้นไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน 

.

.

4 ไม่มีที่ว่างสำหรับการผิดพลาดของธนาคารกลางสหรัฐ 

.

หนึ่งในสาเหตุของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และการลดขนาดงบการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นเพราะต้องการเพิ่มกระสุนให้กับตัวเองในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งต่อไป เพราะหากเฟดไม่ลดขนาดงบการเงิน และไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ย ในวันที่เศรษฐกิจเกิดปัญหา เฟดจะไม่มีเครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจสหรัฐอีกเลย ดังนั้น เฟดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบาย Quantitative Tightening (QT) หรือ นโยบายตึงตัวทางการเงิน และใช้เครื่องมือใหม่ คือใช้นโยบายทางการคลัง มากระตุ้นเศรษฐกิจแทนการใช้นโยบายทางการเงินที่มีเฟดเป็นแกนนำมาโดยตลอด

.

ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย QT นั้นจะมีก็ต่อเมื่อรากฐานเศรษฐกิจไม่แข็งแรงเพียงพอ และการทำนโยบาย QT ซึ่งเป็นการดูดเงินออกจากระบบ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบขาดสภาพคล่อง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินดอลล่าร์ทั่วโลกไหลกลับสหรัฐ เพราะทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต้องการเงินที่จะมาซื้อพันธบัตรใหม่ และเมื่อเฟดไม่มีนโยบายซื้อพันธบัตรใหม่ และไม่ต่ออายุพันธบัตรเก่า เงินดอลล่าร์จากที่อื่นจึงต้องมาซื้อพันธบัตรเหล่านี้แทน ประกอบกับนโยบายการกีดกันทางการค้าและสภาพเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอ ยิ่งเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการขายทรัพย์สินทั่วโลกเพื่อนำเงินกลับไปซื้อทรัพย์สินของสหรัฐที่มีแนวโน้มเข้มแข็งที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ที่มีปัญหา 

.

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ามาจนถึงตอนนี้ ด้วยระบบดอลล่าร์ ทำให้ประเทศสหรัฐยังคงความแข็งแกร่งอยู่ได้เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงบางประการบนระบบที่ควรระวังคือ ปัญหาเรื่องหนี้ ทั้งหนี้ภาคประชาชน ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนี้ภาครัฐบาล 

.

หากมองเผินๆ เรื่องหนี้อาจเป็นปัญหาเล็กก็ได้ ตราบใดที่ยังมีเงินกลับเข้ามาซื้อหนี้ในระบบได้ ตราบนั้นปัญหาจะไม่เกิด แต่เพราะการไหลกลับของดอลล่าร์ ส่งผลให้ดอลล่าร์แข็งค่า ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออก บริษัทส่งออกจะได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงเพราะการแข็งค่าของดอลล่าร์ อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์ยังได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีที่ประเทศต่างๆ ทำการตอบโต้สหรัฐด้วย ในขณะเดียวกัน ในบริษัทนำเข้า ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และส่งต่อผลกระทบนั้นไปยังผู้ซื้อ ซึ่งก็คือประชาชนคนอเมริกันนั่นเอง

.

ทั้งหมดเป็นเรื่องของการหาสมดุลบนระบบ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีความเปราะบางมากบนการเคลื่อนที่ของดอลล่าร์ ในขณะนี้จากนโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐ สมดุลนั้นยังคงอยู่ได้ แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้สมดุลนี้ของเศรษฐกิจสหรัฐไม่สูญเสียไปบนปัญหาของสมดุลเศรษฐกิจโลก เพราะหากสหรัฐสูญเสียสมดุลนี้ จนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ โอกาสที่ดอลล่าร์จะสูญเสียความน่าเชื่อถือนั้นมีสูงบนปริมาณหนี้ที่มหาศาล และเฟดในเวลานี้ยังไม่พร้อมที่จะอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐเหมือนเมื่อครั้งปี 2008 จึงไม่ผิดนักที่จะพูดได้ว่าเฟดและรัฐบาลสหรัฐ ไม่มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่สำหรับข้อผิดพลาดใดๆ ที่จะนำมาซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจ 

.

เพราะในตอนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ ไม่มีกระสุนเพียงพออีกแล้วที่จะอุ้มเศรษฐกิจทั้งระบบได้เป็นครั้งที่ 2 

 

Macro Economics : US Analysis  

 

Macro Economics : US Analysis  

.

ถ้าจะกล่าวว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจของทั้งโลกมีความปั่นป่วนยุ่งเหยิงมากที่สุด ก็คงไม่ใช่คำพูดที่กล่าวเกินจริงไปนัก โดยจะเห็นได้จากในช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนบนนโยบายทางการเงิน การคลัง ที่แตกต่างจากในช่วงเวลาเดิมๆ ที่ผ่านมา รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกยุ่งเหยิงและคาดเดาได้ลำบากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เราลองมาดูปัจจัยสำคัญแต่ละปัจจัยกัน ว่าหากเราต้องการคาดเดาเศรษฐกิจข้างหน้า เราควรจะหยิบปัจจัยอะไรขึ้นมาคิดวิเคราะห์บ้าง

.

1 นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ : Quantitative Tightening (QT) 

.

หากพูดง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้าน สำหรับนโยบาย QT สามารถแปลความหมายได้ว่า นโยบายดูดเงินออกจากระบบ ที่จริง ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายนี้มาประมาณหนึ่งปีครึ่งแล้ว นับตั้งแต่เริ่มดึงอัตราดอกเบี้ยขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งธนาคารกลางจะไม่ซื้อพันธบัตรใหม่อีกต่อไป แต่จะปล่อยให้พันธบัตรเก่านั้นหมดอายุไปเรื่อยๆ โดยไม่ซื้อเพิ่ม 

.

เรื่องนี้ส่งผลกระทบอะไรต่อตลาดบ้าง?? เนื่องจากระบบการเงินบนโลกนี้ใช้ดอลล่าร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก ดอลล่าร์ก็เปรียบเสมือนน้ำที่ไหลไปในระบบ มีสภาพคล่องสูงเพราะทุกประเทศในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ใช้ดอลล่าร์ และมีดอลล่าร์เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้น การลดลงของดอลล่าร์ในระบบจึงมีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม บางคนเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘Dollar Shortage’ ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเทขายทรัพย์สินอื่น เพื่อนำเงินกลับมาซื้อพันธบัตรออกใหม่แทนที่พันธบัตรเก่าที่หมดอายุไปแล้ว และไม่มีธนาคารกลางสหรัฐเป็นผู้ช่วยซื้ออีกต่อไป เป็นเหตุให้เงินทุนจำนวนมากไหลออกจากทองคำ รวมไปถึงหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ จนเกิดเหตุการณ์วิกฤติค่าเงินในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้ เช่นประเทศอาเจนติน่า เป็นต้น 

.

เงินที่ไหลออกจากประเทศทั่วโลกเพื่อเข้าสู่ประเทศอเมริกา ทำให้มีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่หุ้นตก ค่าเงินอ่อน และกลุ่มประเทศทางฝั่งยุโรปที่มีปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะความมั่นคงของธนาคารยุโรปเช่น Deutshe Bank ที่สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก ทั้งหมดนี้ยิ่งส่งให้เงินทั่วโลกไหลกลับสหรัฐอเมริกา ผลักให้สินทรัพย์ในสหรัฐอเมริกามีราคาสูงขึ้น รวมไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐด้วย 

.

2 นโยบายการกีดกันทางการค้า

.

ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายอันโด่งดังที่ไม่มีใครไม่พูดถึงในขณะนี้ คือ นโยบายการกีดกันทางการค้า โดยมีเป้าหมายหลักคือประเทศจีน.

.

ไม่ว่าทางสหรัฐจะใช้ข้ออ้างอะไรในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับประเทศจีน แต่เราจะเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการจากประเทศจีน คือการหยุดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบาย Made in China 2025 ซึ่งโฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค 10 อุตสาหกรรม โดยมีงบประมาณสนับสนุนถึง 10,000 ล้านหยวน แต่จากการเจรจาที่ผ่านๆ มา เห็นได้ชัดว่าจีนจะยังคงเดินหน้าตามนโยบาย Made in China 2025 ต่อไปโดยไม่ฟังเสียงอเมริกา นอกจากนั้น จากท่าทีของประเทศจีน เห็นได้ชัดว่าประเทศจีนไม่กลัวที่จะปะทะกับสหรัฐในเรื่องของการค้าบนเวทีโลก แม้ประเทศจีนจะบอกเสมอว่า การทำสงครามทางการค้านั้นจะส่งผลกระทบในเชิงลบกับทั้งสองฝ่าย แต่ประเทศจีนก็ไม่กลัวที่จะทำสงครามทางการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

.

ผลจากการทำสงครามทางการค้าในขณะนี้ ทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นจีน ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว บริษัทที่ไม่แข็งแรงมีปัญหาเรื่องภาระหนี้สิน และธนาคารกลางจีนออกมาประกาศเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจีนด้วยวิธี QE สไตล์จีน 

.

ในขณะเดียวกันกับที่เศรษฐกิจภายในของจีนกำลังปั่นป่วน ทางการจีนก็เดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐอเมริกาบอยคอตต์อยู่ ประเทศรัสเซีย ที่ล่าสุดก็ประกาศเทขายพันธบัตรสหรัฐครั้งใหญ่ รวมไปถึงประเทศในฝั่งยุโรปและอาฟริกา และผลักดันโครงการ One Belt One Road ผ่านธนาคาร AIIB 

.

ผลจากการกีดกันทางการค้านี้ ทำให้บริษัทจีนได้รับผลกระทบก็จริง แต่บริษัทอเมริกันก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบ Supply Chain ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างสหรัฐและจีน ในขณะที่บริษัทจากสหรัฐอาจจะรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นบนอัตราภาษีใหม่ไม่ได้ และยอดขายของโรงงานจากประเทศจีนลดน้อยลง แต่บริษัทจากสหรัฐก็จำเป็นต้องหา Supply Chain ใหม่จากที่อื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการกีดกันทางการค้า แน่นอนว่าการสร้างโรงงานด้วยตัวเองอาจเป็นหนึ่งทางเลือก แต่การสร้างโรงงานใหม่นั้นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และใช้ระยะเวลาอีก 2-3 ปี ทีเดียว 

.

แต่ไม่ว่าบริษัทเอกชนจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยทางเลือกไหนก็ตาม ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะราคาสูงขึ้นแน่นอน เป็นผลให้แนวโน้มตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นตามไปด้วย

.

3 การเติบโตของบริษัทเทคโนโลยี

.

มาถึงตอนนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีได้ เพราะในขณะที่บริษัทที่ดำเนินการบริหารแบบเก่าๆ นั้น มีตัวเลขการเติบโตที่ลดลง แต่บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย เช่น Apple / Alphabet / Netflix และ Amazon กลับมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งการเติบโตของบริษัทเหล่านี้ ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังคงยืนอยู่ต่อได้ และได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเรื่องนวัตกรรมอีกด้วย

.

เพราะสภาพประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป คนหนุ่มสาวที่อยู่ในตลาดแรงงานมีจำนวนน้อยลง ในขณะที่ผู้เกษียณอายุและผู้ที่อยู่นอกตลาดแรงงานมีจำนวนมาก ทำให้ตัวเลข GDP มีแนวโน้มจะลดน้อยลง ด้วยสภาพการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันทั่วโลก ทำให้ประเทศที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่ต้องการแรงงานมีคุณภาพ ในสายงานด้านเทคโนโลยีที่ขาดแคลน ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็เป็นประเทศหนึ่งที่นำเข้าประชากรเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากในบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ พนักงานจำนวนไม่น้อยมีเชื้อสายมาจากเอเชีย แต่เข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งการนำเข้าประชากรที่มีรายได้สูงเหล่านี้เข้ามาในประเทศ เป็นการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการไหลเวียนของเงิน ทำให้ตัวเลข GDP สามารถเติบโตได้มากขึ้น

.

นอกจากการนำเข้าประชากรแล้ว บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ยังเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบริษัทเทคขนาดเล็ก หรือที่เราเรียกกันว่าบริษัท Startup ซึ่งในปัจจุบันนี้ บริษัท Startup นั้นมีจำนวนเยอะมาก และทั้งหมดนั้นใช้วิธีการหาเงินลงทุนโดยการระดมทุนด้วยตนเองเป็นหลัก ผ่านบริษัท Capital Venture  ข้อดีของการเติบโตของบริษัท Startup ที่มีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมคือ เมื่อบริษัทเล็กเติบโตจนสามารถมีรายได้และกำไรเกิดขึ้น เท่ากับว่าจะมีการสร้างงานเพิ่มขึ้น คนกลุ่มใหม่มีรายได้ที่มากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

.

เพราะเหตุนี้ การเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ การเติบโตของบริษัท Capital Venture และการเติบโตของบริษัท Startup เหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำธุรกิจและการลงทุน เป็นเครื่องจักรอีกตัวหนึ่งที่สามารถสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐได้ 

.

4 GDP VS Inflation 

.

ตัวเลขที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐ คือตัวเลข GDP และ อัตราเงินเฟ้อ 

.

จริงอยู่ที่อุตสาหกรรมใหม่ การนำเข้าประชากร และการไหลกลับของเงินดอลล่าร์ จะเป็นปัจจัยที่ผลักดัน GDP ของสหรัฐให้ไปข้างหน้า แต่ตัวเลขที่เคียงคู่กันมาก็คือ อัตราเงินเฟ้อ ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐต้องการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ แต่ความเสี่ยงของการพยายามดันอัตราเงินเฟ้อคือ หากควบคุมตัวเลขนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะฟื้นตัว อาจจะทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบมีปัญหาใหญ่ได้ 

.

อัตราเงินเฟ้อนั้น สำหรับสหรัฐตอนนี้มีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นการไหลกลับของดอลล่าร์ ที่จะเข้าไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ในสหรัฐและผลักให้ราคาทรัพย์สินสูงขึ้น ยิ่งประเทศภายนอกสหรัฐต้องเผชิญกับปัญหาการไหลออกของเงินทุน และการอ่อนค่าของค่าเงินมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ดอลล่าร์นั้นหนีกลับประเทศมาซื้อสินทรัพย์ในประเทศมากขึ้นเท่านั้น 

.

ยังมีมาตรการกีดกันทางการค้า ที่คนอเมริกันต้องรับภาระจากภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น และสินค้าส่วนใหญ่ที่คนอเมริกันใช้ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีนแทบทั้งสิ้น การมาของนโยบายกีดกันทางการค้าจะทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเหล่านี้ราคาสูงขึ้น กระทบคนอเมริกันทั้งระดับกลางและระดับล่าง 

.

อย่างไรก็ดี ตราบใดหากตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมกับตัวเลข GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงเงินในกระเป๋าของคนในประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐจะยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้นโดยที่ตัวเลข GDP เติบโตตามไม่ทัน เมื่อนั้นปัญหาจะเริ่มเกิด เพราะมันสะท้อนถึงรายได้ที่โตไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตอย่างมั่นคงหรือไม่ ตัวชี้วัดที่ดูง่ายที่สุดคือ ตัวเลข GDP เทียบกับอัตราเงินเฟ้อนั่นเอง   

.

Mei

RISE Conference 2018

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 Jul) โชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสไปดูงาน RISE Conference ที่ฮ่องกง ซึ่งงานนี้นับได้ว่าเป็น Tech Conference ที่ใหญ่มากงานหนึ่งเลยทีเดียว แถมบรรดา Speaker ที่มาในงานแต่ละคนก็มีความไม่ธรรมดามากๆ ไม่ว่าจะเป็น ซีอีโอ ไมโครซอฟท์ / Grab / Ping An หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารระดับสูง CTO / COO  และ Founder ทั้งหลายของบริษัทเทคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในเวลานี้อีกมากมายก่ายกอง เรียกว่างานนี้เป็นการรวมตัวกันของบริษัทเทคชั้นนำในโลกนี้เอาไว้โดยแท้

เนื่องจากงาน RISE Conf 2018 นี้ จัดขึ้นที่ฮ่องกง ดังนั้นบรรดาผู้ที่มาเข้าร่วมงานจึงเต็มไปด้วยฝั่งเอเชียจำนวนมาก อ๊ะๆ แต่ฝั่งตะวันตกก็มากันไม่น้อยนะเออ แถมฝรั่งตาน้ำข้าวหลายๆ คนงานนี้ยังสามารถพูดภาษาจีนได้เป็นต่อยหอยอีกด้วย เห็นแล้วก็อดอึ้งๆ ทึ่งๆ ไม่ได้ ประมาณว่า นี่พวกนายข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงทุนในประเทศจีนยาวนานขนาดพัฒนาสกิลด้านภาษาจนพูดจีนกันคล่องขนาดนี้กันเลยเรอะ ??

ที่จริงแล้ว งาน RISE Conf เมื่อเทียบกับงาน Techsauce บ้านเราแล้ว โดยหลักการมันคือคล้ายๆ กัน คือทำ Expo Startup และมีเวที จัด Speaker ที่มาจากบริษัทสาย Tech ในหัวข้อต่างๆ มากมายและหลากหลาย แต่ความต่างระหว่าง RISE กับ Techsauce คือ ความอลังของ Speaker ค่ะ ในขณะที่งาน Techsauce เป็นงานระดับ SEA แต่ RISE เป็นงานระดับ Asia ที่ได้รับความสนใจจากบริษัทเทคฟากตะวันตกไม่น้อย ดังนั้นใครที่เคยไฟงาน Techsauce และคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากแล้ว มาเจอ RISE เข้าไป ใครที่เป็นติ่งบริษัทเทคระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Amazon / Google / Microsoft / Tencent / Ping An / Grab และอื่นๆ จะพบว่างานนี้คืองานที่เติมเต็มตัวเองได้มากมายอย่างน่ามหัศจรรย์

เกริ่นมายาวนาน เข้าเรื่องดีกว่า ว่านอกจากการเติมเต็มในเชิงของอารมณ์แล้ว เราได้อะไรอีกบ้างจากการมาร่วมงาน RISE ในครั้งนี้

//////////////////////////////////////////

1 หัวใจของการเจริญเติบโตของธุรกิจคือ Vision หรือ วิสัยทัศน์

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ สิ่งที่ผู้บริหารเหล่านี้มีคือ การมองไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น สังคมไร้เงินสด ในวันนี้ ประเทศจีนสามารถทำตัวเองให้เป็นสังคมไร้เงินสดได้แล้ว ผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Tencent และ Alibaba  ซึ่งหากเราพูดถึงเรื่องนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ต้องไม่แคล้วถูกหาว่าบ้าอย่างแน่นอน แต่เพราะการมองไปข้างหน้า และความสามารถที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำให้ในวันนี้เมื่อสังคมไร้เงินสดเกิดขึ้น ทั้ง Tencent และ Alibaba จึงกลายเป็นผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ผ่านวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร  แม้แต่ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI / Blockchain หรือ Self-Driving Car  สังคมก็ยังมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินจินตนาการ แต่หากวันข้างหน้า เมื่อโลกเดินไปถึงอนาคตที่อุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้บริษัทที่มีวิสัยทัศน์เหล่านี้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

2 คุณค่าของการมีอยู่ของธุรกิจ คือความสามารถในการแก้ปัญหา

เหมือนที่ แจ็ค หม่า ณ อลีบาบา เคยกล่าวไว้ว่า การมีปัญหาคือโอกาสของการสร้างธุรกิจ หากไม่มีปัญหา ธุรกิจก็ไม่เกิด เพราะไม่รู้ว่าจะสร้างคุณค่า (Value) ได้จากตรงไหน เช่นเดียวกับเหล่า StartUp และ บริษัทเทคทั้งหลาย ที่พากันเติบโตจากการแก้ปัญหาบางอย่างให้หมดไป ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากคือตัวอย่างจากประเทศจีน Good Doctor ซึ่งเพิ่งจะ IPO ไปได้ไม่นาน เติบโตอย่างรวดเร็วเพราะเห็นปัญหาการขาดแคลนหมอในหลายพื้นที่ของประเทศจีน และสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้คนที่อยู่ห่างไกลสามารถพบแพทย์ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ หรือเคสคลาสสิคอย่างเหล่าบริษัท P2P Lending ที่ใช้แพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนจีนที่เข้าไม่ถึงสถาบันทางการเงิน เพราะเหตุนี้ บน Traditional Business ที่เต็มไปด้วยปัญหา เมื่อเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะได้เห็น Traditional Business หยุดการเติบโต ในขณะที่บริษัทเทคที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด

3 เมื่อบริษัท StartUp Tech พึ่งพา Venture Capital มากขึ้น และพึ่งพาธนาคารน้อยลง

ถ้าเป็นธุรกิจแต่ดั้งเดิม แหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้น ‘ธนาคาร’ แต่ในปัจจุบันนี้ เหล่า Startup ทั้งหลาย กลับให้ความสนใจหาเงินทุนจาก Venture Capital มากกว่า และความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ธุรกิจที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทในกลุ่ม Startup Tech ซึ่งเหล่าธนาคารในปัจจุบันนี้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถให้เงินกู้แก่บริษัทเหล่านี้ได้มากนัก เพราะบริษัทเทคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็น Visual Asset เช่น แพลตฟอร์ม หรือบางบริษัทมีเพียงเครดิตของเจ้าของ ทีมและ Business model ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับธนาคารที่จะให้เงินกู้กับบริษัทเหล่านี้ ผิดกับ VC ที่พิจารณาลงทุนบนธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีบทบาทในบริษัทที่มีความเติบโตบน Real Asset แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกปัจจุบันนี้ ด้วยการมาของ VC ที่มีเม็ดเงินมากขึ้น รวมทั้งการมาของเหล่า Fintech ล้วนแล้วแต่ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องปรับตัว แต่ข้อดีของการมี VC และ Fintech คือ ด้วยเงินทุนเหล่านี้ จะสามารถผลักดันให้บริษัทเล็กเติบโตได้เร็วขึ้น และเมื่อบริษัทเล็กเติบโตเป็นบริษัทใหญ่ เมื่อนั้นก็จะเป็นโอกาสของธนาคาร ที่แม้จะได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงปริมาณเงินในระบบที่มีมากขึ้นเพื่อผลักดันเหล่า Startup ให้เติบโตแข่งกับธุรกิจแบบเดิมๆ ส่งผลให้บริษัทที่เป็น Traditional Business เติบโตน้อยลง และในอนาคต หาก Traditional Business เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวได้บนสภาพแวดล้อมใหม่จนต้องปิดกิจการลง คำถามที่น่าสนใจคือ ธนาคาร ที่มีลูกค้าเป็น Traditional Business เหล่านี้ จะมีการปรับตัวตามอย่างไร

4 ประเทศจีน จ้าวแห่ง Tech Implementation

ถ้าบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เราขอบอกไว้ ณ ที่นี้เลยว่า พี่จีนของเรา แม้จะไม่ใช่จ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่พี่จีนนั้นเป็นจ้าวแห่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพที่แท้ทรู

เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะขายได้ก็ต่อเมื่อนำมาปรับใช้งานให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าและพฤติกรรมของตลาด และจีนนั้นเก่งมากๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ E-Bike ที่ใช้ประโยชน์จากระบบ Payment ที่เปลี่ยนไป การนำระบบ Face Recognition มาใช้งานจริงในการจับผู้ร้าย หรือใช้ระบุตัวตน ในสังคมจริงๆ เพื่อทำให้สังคมมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การนำ Self Driving Car มาทดลองใช้จริงในระบบขนส่งมวลชนในบางพื้นที่ เรียกได้ว่า จีนนั้นเป็นประเทศที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในสังคมจริงๆ เป็นประเทศแรกๆ ของโลก แม้ตัวเทคโนโลยีต้นฉบับอาจจะไม่ได้มาจากจีน แต่หากพูดถึงการนำมาใช้ล่ะก็ ตอนนี้คงไม่มีใครก้าวได้เร็วกว่าประเทศจีนอีกแล้ว

5 การแข่งขันแบบทะเลเดือดในกลุ่มธุรกิจ Tech ของจีน

การได้ไปงาน RISE ครั้งนี้ สิ่งที่ได้สัมผัสอีกอย่างหนึ่งคือการแข่งขันด้านธุรกิจในประเทศจีน ผู้ที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสการลงทุนจริงในประเทศจีน เช่น VC หลายๆ เจ้า ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการแข่งขันของธุรกิจในจีนนั้นเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาก และนั่นนำมาซึ่งการค้นหาสิ่งที่ตลาดต้องการ การค้นหาปัญหาของตลาด และการต่อยอดสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คนอย่างไม่หยุดยั้งในประเทศจีน ใครที่พัฒนาช้า คิดช้า และลงมือช้า ไม่อาจจะอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรงนี้

แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งของการแข่งขันอันรุนแรง มาจากรากฐานความคิดที่จะเป็นผู้ประกอบการของคนจีนที่พบได้อยู่ทั่วไป แม้แต่ประเทศไทยเอง เราก็จะพบได้ว่าผู้ประกอบการไทยเอง ส่วนมากก็มาจากเชื้อสายจีน ในขณะที่คนไทยแท้นั้นถูกสอนให้เป็นข้าราชการ แต่คนจีนถูกสอนให้ค้าขาย และจากแนวคิดนี้นี่เอง ยิ่งทำให้สมรภูมิรบในธุรกิจที่ประเทศจีนนั้นยิ่งรุนแรง

แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศจีนเต็มไปด้วยผู้ประกอบการ แถมยังเป็นผู้ประกอบการที่โฟกัสในอุตสาหกรรม 4.0 นั้น คือประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาไปข้างหน้าเร็วมาก มันเป็นการพัฒนาตั้งแต่ระดับท้องถิ่น หรือจากรากฐานปิรามิด ไปสู่ด้านบนของปิรามิด การพัฒนาแบบนี้ส่งผลถึงความมั่งคั่งของประเทศจีนที่พุ่งสูงขึ้น จากระดับรากหญ้าที่ยากจนบนฐานปิรามิดที่ใหญ่ที่สุด มาสู่คนชนชั้นระดับกลางแบบยกประเทศ ผ่านการเข้าถึงของไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต

ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศส่งออก ในขณะนี้ ประเทศจีนก็กำลังสร้างความต้องการซื้อ และกำลังซื้อ ให้กับคนจีนทั้งประเทศ ผ่านการยกระดับฐานปิรามิดแบบยกประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องมือ และบริษัทจีนเอง ก็สร้างตัวเองจากตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ก่อนที่จะ Scaling สู่ระดับโลก

เรียกได้ว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่น่าจับตามองในเชิงของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

//////////////////////////////////////////////

ที่จริงไปงานแบบนี้ได้อะไรอีกหลายอย่างที่เขียนออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ อธิบายไปก็อาจไม่เข้าใจ เช่น การได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของหลายๆ อุตสาหกรรมในอนาคต การได้ตระหนักว่าจะมีบริษัทใหญ่มากมายต้องบ๊ายบายไปเพราะปรับตัวบนความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และจะมีบริษัทเล็กในวันนี้อีกมากมายที่จะเติบโตจนสามารถเข้าตลาดหุ้นไปแทนที่บริษัทใหญ่ๆ ได้

บางคนบอกว่าเรื่องพวกนี้มันอีกนาน แต่เอาเข้าจริงๆ เวลา 10-20 ปี นั้นไม่ได้นับว่านานอะไรมากเลย หากลองเอาเลข 20 บวกอายุตัวเอง ณ ปัจจุบันเข้าไป และคิดถึงความจริงที่ว่า เราจะสามารถปรับตัวตอนอายุขนาดนั้นได้หรือเปล่า หากคำตอบคือ ณ 20 ปี ข้างหน้า เราอาจจะแก่เกินกว่าจะปรับตัวเองได้ มันจะดีกว่าไหมที่เราจะเริ่มพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อรองรับในอีก 20 ปีข้างหน้า

มันน่าจะง่ายกว่ารอให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสร็จเรียบร้อยในอีก 20 ปีข้างหน้า แล้วเราค่อยมาคิดจะเปลี่ยนแปลง หากถึงวันนั้น ด้วยอายุขนาดนั้น สุดท้าย เราอาจจะต้องพ่ายแพ้ให้กับโลกที่เปลี่ยนไป เพราะในวันนี้ เราไม่ตระหนักว่าระยะเวลา 20 ปีนั้น ความจริงมันสั้นแค่นิดเดียวเอง

อยากฝากไว้ให้ผู้อ่านทุกคนลองไปคิดสนุกๆ ดูค่ะ

และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้คิดและตระหนัก หลังจากได้ไปงาน RISE Conference 2018 มาจร้าา~~~

 

Mei

 

 

 

 

When you are slapped

 

เมื่อไม่นานมานี้โชคดีได้มีโอกาสฟังบทสัมภาษณ์ Ronnie Chan มหาเศรษฐีชาวฮ่องกงที่มีสัญชาติอเมริกัน มีหลายอย่างที่ฟังแล้วรู้สึกชอบมากๆ แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นความเห็นของเขาที่มีต่อสหรัฐอเมริกา เขากล่าวโดยรวมๆ ได้ใจความประมาณนี้ว่า

‘มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนมากๆ ว่าประเทศจีนไม่ได้ต้องการเป็นอันดับ 1 บนโลกใบนี้ ทูตจีนเองก็เคยกล่าวว่าจีนนั้นไม่อยากเป็นอันดับ 1 เพราะต้นทุนของการเป็นอันดับ 1 นั้นมันสูงมาก สิ่งที่ประเทศจีนทำก็แค่ต้องการพัฒนาตัวเองขึ้นมา ประเทศจีนเคยเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุด จึงต้องตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาประเทศ แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็พบว่าตนเองกลายเป็นประเทศอันดับ 2 ไปแล้ว

เมื่อเป็นอันดับ 2 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หันไปทางซ้าย ก็ถูกเบอร์หนึ่งตบกลับ หันไปทางขวา ก็ถูกเบอร์หนึ่งตบกลับมา ประเด็นคือ เมื่อคนเราถูกตบหลายๆ ครั้งเข้า ความอดทนมันก็หมดลงเช่นกัน

ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประเทศจีนไม่มองหาความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา ตอนแรก ประเทศจีนก็รู้ดีว่าเรื่อง Innovation นั้น สหรัฐอเมริกาเก่งที่สุด จึงได้เข้าไปซื้อชิพต่างๆ จากบริษัทสหรัฐ แต่เมื่อบริษัทจีนเริ่มเติบโตและมีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สหรัฐก็เริ่มกีดกันไม่ให้บริษัทชิพจากสหรัฐขายให้กับจีน คำถามคือ แล้วจะให้ประเทศจีนทำอย่างไรถ้าไม่ใช่เริ่มพัฒนาเองผลิตเอง พอจีนเริ่มพัฒนาเองผลิตเอง คราวนี้ สหรัฐก็ไร้สิทธิ์ไร้เสียงต่อประเทศจีนโดยสิ้นเชิง

เคสนี้ไม่ใช่แค่เคสเดียว แต่ยังมีเรื่องราวแบบนี้อีกหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้น การพัฒนาทางเทคโนโลยีอันรวดเร็วของจีน จะว่าไปก็ต้องขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่เป็นหนึ่งในตัวช่วยผลักดัน’

ที่ลุงแกพูดมาทั้งหมดก็มีเหตุผลฟังได้เลยทีเดียว การทำ Trade Wars ล่าสุดนี้ก็เป็นการรุมตบจีนครั้งใหญ่จากสหรัฐอเมริกา การผลักดันครั้งนี้จะทำให้เกิดผลอะไรขึ้นบ้างในอนาคตเป็นเรื่องที่น่าติดตามมาก

ล่าสุด มีรายงานข่าวออกมาแล้วว่าเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองของสหรัฐกำลังเผชิญปัญหาราคาถั่วเหลืองตกต่ำ และหวงงวดนี้ไปตกที่บราซิล ซึ่งถั่วเหลืองราคาพุ่งสูง งานนี้ใครเพลี่ยงพล้ำก่อนมีสิทธิ์ถึงฆาตได้เลยเชียว น่าสนุกไม่เบาเนอะ หึหึ

 

Mei

 

 

US Debt vs China Debt

 

The Analysis : USA Debt VS China Debt

.

เรื่องของหนี้ เป็นหัวข้อสำคัญที่บรรดาสื่อกระแสหลักของทางฝั่งตะวันตกมักนำมาพาดพิงถึงประเทศจีนเสมอ ว่าหนี้สินในส่วนของภาคเอกชนจีนนั้นกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง และเศรษฐกิจจีนกำลังเป็นฟองสบู่ลูกโตที่กำลังรอวันแตก 

.

อย่างไรก็ดี ในขณะที่ประเทศจีนกำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สินภาคเอกชนที่มีเพิ่มสูงขึ้นในอัตราความเร็วที่น่าตกใจ แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีปริมาณหนี้สินที่สูงมากเช่นเดียวกัน แต่ปริมาณหนี้สินนั้นไปอยู่ที่ภาครัฐบาล โดยมาถึงปัจจุบันนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกามีหนี้สินภาครัฐบาลทั้งหมดประมาณ 20 ล้านล้านดอลล่าร์ นับเป็นประเทศที่มีปริมาณหนี้สินที่ใหญ่ที่สุดของโลกใบนี้ 

.

ความสัมพันธ์ระหว่างหนี้ภาครัฐบาลและหนี้ภาคธุรกิจ

.

ในปี 2540 เป็นปีซึ่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่มีชื่อเรียกว่า วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ในขณะนั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตคือการก่อหนี้ของภาคเอกชนที่สูงมาก รวมไปถึงการกู้ยืมเงินต่างประเทศระยะสั้น เพื่อมาปล่อยเงินกู้ระยะยาวภายในประเทศ ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินภาคธุรกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว และฟองสบู่นี้ก็แตก เกิดการลอยตัวของค่าเงินบาท ซึ่งยิ่งส่งผลกระทบต่อหนี้สินที่สูงอยู่แล้วให้ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลตัดสินใจกู้เงินจาก IMF เพื่อมาอุ้มธุรกิจภายในประเทศ และรัฐบาลมีการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้าการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยมีงบประมาณที่เกินดุลมาโดยตลอด จึงไม่มีความจำเป็นในการออกพันธบัตรมากนัก แต่หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยก็มีการออกพันธบัตรมากขึ้นเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาทางการเงินภายในประเทศ ซึ่งทั้งการกู้เงินจาก IMF ก็ดี หรือการออกพันธบัตรก็ดี เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างหนี้ทางภาครัฐทั้งสิ้น และรัฐบาลก็ใช้เงินเหล่านี้เข้ามาช่วยอุ้ม หรือหรือเข้ามาจัดการปัญหาหนี้สินของภาคเอกชนให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 

.

จากกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2540 จะเห็นได้ว่าในขณะนั้น ภาครัฐบาลมีปริมาณหนี้ที่ต่ำ แต่ภาคเอกชนมีหนี้ที่สูง ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาในภาคธุรกิจจนส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ รัฐบาลจึงมีความสามารถในการก่อหนี้เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาให้กับประเทศได้ กรณีที่เห็นได้ชัดนอกจากนี้ คือการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสินเชื่อบ้านของสหรัฐอเมริกา หรือ Hamberger Crisis ที่เกิดขึ้นเพราะสินเชื่อในตลาดอสังหาริมทรัพย์แตก จนส่งผลให้เกิดความแตกตื่นในตลาดพันธบัตรสินเชื่อบ้าน (Mortgage Back Security – MBS) จนเกิดการเทขายขนาดหนัก และวาณิชธนกิจ Bear Sterns รวมทั้ง Lehman Brothers ต้องล้มละลายไป ซึ่งก่อนที่จะมีสถาบันทางการเงินแห่งอื่นๆ ล้มละลายไปมากกว่านี้ ในที่สุด สหรัฐอเมริกานำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็เข้ามาแก้ปัญหาโดยการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เข้าซื้อพันธบัตรสินเชื่อบ้านรวมถีงซื้อพันธบัตรสหรัฐอเมริกาจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ปี 2009 – 2014 ซึ่งมาตรการนี้ ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถออกพันธบัตรได้จำนวนมากตามโปรแกรมการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลาง โดยการออกพันธบัตรนั้นหมายถึงการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาล เพื่อนำมาอุ้มภาคธุรกิจให้ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้นั่นเอง

.

หนี้สินภาคธุรกิจของประเทศจีน

.

จากข้อมูลของ Bloomberg  กลางปี 2017 ที่ผ่านมา หนี้สินของภาคธุรกิจในประเทศจีนมีจำนวนสูงถึง 256% เมื่อเทียบกับ GDP และในการประชุม World Economic Forum ที่ Davos เมื่อต้นปี 2018 รองประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ยอมรับถึงปริมาณหนี้ที่มีแนวโน้มจะสร้างปัญหาในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน ก็กล่าวถึงมาตรการการแก้ปัญหาหนี้สินเหล่านี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่นิ่งนอนใจของภาครัฐบาลจีนที่เล็งเห็น และพร้อมจะเข้าแก้ปัญหาหนี้สินเหล่านี้ อย่างไรก็ดี เนื่องจากปริมาณหนี้สินภาครัฐบาลของประเทศจีนมีเพียง 44.3% ของ GDP นั่นชี้ให้เห็นว่าประเทศจีนยังมีศักยภาพที่จะดูแลภาคธุรกิจภายในประเทศได้อีกมาก 

. 

สังคมไร้เงินสดกับความสามารถในการสร้างหนี้ของประเทศจีน

.

หนึ่งในสาเหตุที่รัฐบาลจีนต้องการเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นสังคมไร้เงินสด คือเพื่อขจัดปัญหาการฟองเงิน และการทำธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฏหมาย การที่ประเทศจีนจะกลายเป็นประเทศที่ไร้เงินสดแปลว่าประเทศจีนกำลังจะนำทุกภาคส่วนของประเทศเข้าสู่ระบบการชำระเงินที่รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ เมื่อรัฐบาลตรวจสอบได้ ก็หมายถึงขนาดการบริโภคภายในประเทศที่ใหญ่ขึ้น หรือ GDP ที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงความสามารถในการเก็บภาษีที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการออกพันธบัตร หรือสร้างหนี้ ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศจีนถือได้ว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากในการพัฒนาระบบสังคมไร้เงินสด ดังนั้น อัตราหนี้สินภาครัฐบาลที่แท้จริงของประเทศจีนในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะน้อยลง และรัฐบาลจีนมีความสามารถก่อหนี้ได้เพิ่มขึ้น

.

หนี้สินภาครัฐบาลของสหรัฐอเมริกา

.

ในขณะที่หนี้สินภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกามีปริมาณราวๆ 45% ต่อ GDP แต่กลับมีหนี้สินภาครัฐบาลถึง 107% ต่อ GDP ด้วยปริมาณเกือบๆ 20 ล้านล้านดอลล่าร์ ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณหนี้สินภาครัฐสูงที่สุดในโลก การที่รัฐบาลมีหนี้ในระดับที่สูงมาก แปลได้ว่า หากภาคธุรกิจเกิดการสะดุด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามจนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเกิดปัญหาเรื่องการระดมทุนเพื่อเข้าช่วยเหลือภาคธุรกิจทันที การขอกู้ยืมเงินจากต่างประเทศจะเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะปริมาณหนี้ที่สูงติดเพดาน และความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดราคาพันธบัตรตกต่ำ มีแต่คนต้องการเทขาย แต่ไม่มีใครต้องการซื้อพันธบัตรของประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

.

หนี้สินภาคเอกชนบนอัตราดอกเบี้ย 0.25

.

หนี้สินภาคธุรกิจจะเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ก็ต่อเมื่อหนี้สินนั้นทำให้บริษัทเกิดกำไรและมีความสามารถในการชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม หนี้สินที่ภาคธุรกิจก่อขึ้นนั้น เป็นหนี้สินบนต้นทุนที่ต่ำระดับ 0.25% ซึ่งเป็นระดับที่เข้าใกล้ศูนย์มากๆ ทว่า ในขณะนี้ เป็นช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบาย Quantitative Tightening หรือนโยบายดึงสภาพคล่องทางการเงินกลับ โดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จาก 0.25% จนมาถึงขณะนี้ที่ 1.5%  และธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังมีนโยบายที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก 3-4 ครั้งในปี 2018  ซึ่งการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะไปส่งผลกระทบโดยตรงกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรภาคธุรกิจ เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น พันธบัตรของภาคธุรกิจก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามเพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุน ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ตัวเลขหนี้สินภาคธุรกิจที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกาอาจต้องมีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน  ซึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ภาคธุรกิจจะมีความสามารถในการรักษากำไรของบริษัทได้หรือไม่เมื่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น ท่ามกลางอำนาจการซื้อของตลาดที่จะหายไปจากการดึงสภาพคล่องทางการเงินกลับโดยธนาคารกลาง

.

นอกจากภาคธุรกิจจะถูกกระทบจากการดำเนินนโยบายดึงเงินกลับของธนาคารกลางแล้ว รัฐบาลสหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยหนี้สินที่สูงอยู่แล้วของสหรัฐอเมริกา เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น หมายถึงต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลสหรัฐก็ต้องสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาจะต้องออกพันธบัตรใหม่ที่มีดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่เก็บภาษีได้น้อยลงจากนโยบายลดอัตราภาษี อีกทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว ไม่เหมือนประเทศจีนที่ยังมีช่องว่างอยู่ ทำให้โอกาสที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีรายได้ประเทศเพิ่มขึ้นนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น หนี้สินที่มีขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาจึงนับได้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศเลยทีเดียว

.

เมื่อเทียบกันแล้ว ระหว่างหนี้สินของสหรัฐอเมริกาและหนี้สินของประเทศจีน แม้จะใช้คำว่า ‘หนี้’ เหมือนกัน แต่เนื่องจากเป็นหนี้ที่เกิดจากคนละภาคส่วน จึงมีนัยยะที่แตกต่างกันด้วย ประเทศจีนอาจมีการเกิดฟองสบู่แตกได้จากการที่มีหนี้ภาคธุรกิจที่สูง แต่ในแง่ของความมั่นคงทางการเงินของประเทศแล้ว ประเทศจีนยังมีทางออกของการแก้ปัญหาได้อีกหลายทาง ในขณะที่ทางฟากสหรัฐอเมริกานั้น แม้ภาคธุรกิจจะมีการก่อหนี้บนอัตราส่วนที่ยังไม่อันตราย แต่นโยบายทางการเงินขณะนี้กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ให้กับธุรกิจ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดปัญหากับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ โอกาสที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือนั้นดูจะมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะตัวเลขหนี้ของภาครัฐบาลที่สูงมากจนอาจจะมีปัญหาในการหาเงินมาช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศตนเองในอนาคต

.

Mei

 

 

โครงสร้างประชากรกับสภาวะเศรษฐกิจ

 

Demographic Shift : โครงสร้างประชากรที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา

.

หัวข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจที่จะพูดถึงกันมากนัก คือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก และเมื่อเกิดการกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมจะเกิดแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

.

โครงสร้างประชากรกับการเกษียณอายุ

.

เศรษฐกิจทั่วโลกในอดีตจนมาถึงปัจจุบันนี้ ถูกผลักดันไปข้างหน้าด้วยคนในรุ่นเบบี้บูม มาจนถึงคนรุ่น Generation X  มาจนถึงรุ่นมิลเลเนียล ตามลำดับ ในประเทศสหรัฐเอง การขยายขนาดของประชากรในคนรุ่นเบบี้บูม เริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งปีที่คนรุ่นเบบี้บูมมีอายุ 20 ปี และกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงยุคของประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งได้รับการเปรียบเทียบอย่างกว้างขวางว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมพ์นั้น มีความคล้ายคลึงกับช่วงยุคของประธานาธิบดีเรแกนเป็นอย่างมาก 

.

คนรุ่นเบบี้บูมในสหรัฐคือรุ่นที่เกิดมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้เห็นความขัดสนของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ดังนั้น คนรุ่นเบบี้บูมในสหรัฐจึงเข้าตลาดแรงงานมาพร้อมกับความต้องการที่จะทำชีวิตให้ดีขึ้น คนรุ่นนี้สร้างทุกอย่างจากศูนย์ แปลว่าในแง่ของการบริโภค ทันทีที่พวกเขาได้เงินเดือน สิ่งที่พวกเขาจะทำคือการซื้อ บ้านหลังแรก รถคันแรก โทรทัศน์เครื่องแรก ตู้เย็นเครื่องแรก และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นของสิ่งแรกในชีวิตพวกเขา ดังนั้น เมื่อมีความต้องการบริโภคมาก แต่เงินเดือนมีจำกัด Wall Street และรัฐบาลจึงมีสร้าง 2 นโยบาย ที่ผลักดันให้คนกลุ่มนี้สามารถบริโภคได้มากกว่าเงินที่เขาหามาได้ นั่นคือ นโยบายกองทุนเกษียณอายุ และนโยบายการให้สินเชื่อแก่บุคคลทั่วไป

.

คนยุคก่อนเบบี้บูมคือคนกลุ่มที่พบกับความยากลำบากและรู้ว่าจะต้องเก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามที่ตนเองแก่เฒ่าหรือทำงานไม่ได้แล้ว ในขณะที่คนยุคเบบี้บูม ได้รับข้อเสนอจากวอลล์สตรีต ว่าแทนที่พวกคุณจะต้องเก็บเงินไว้กับตัวเองในปริมาณมากๆ มันจะดีกว่าหรือไม่ที่จะนำเงินจำนวนที่น้อยกว่ามาให้วอลสตรีตช่วยดูแล เพราะวอลลสตรีท สามารถเปลี่ยนเงินจำนวนน้อยของคุณ​ให้กลายเป็นเงินจำนวนมากในยามเกษียณอายุได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนในตลาดแรงงาน ปันเงินบางส่วนจากเงินเดือนไปให้วอลสตรีทบริหารในนามของ กองทุนเกษียณอายุ พวกเขาเก็บเงินน้อยลง เพื่อหวังเงินที่มากขึ้นในอนาคต และยังสามารถใช้จ่ายเงินในวันนี้ได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

.

นอกจากจะได้รับข้อเสนอจากวอลสตรีทแล้ว ในช่วงปี 1970s ประธานาธิบดีเรแกนได้ออกกฏหมาย อนุญาติให้ธนาคารสามารถให้เครดิตกับประชาชนทั่วไป ทำให้คนอเมริกันสามารถใช้จ่ายเงินในอนาคตได้ ผลของการออกกฏเช่นนี้คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดเครดิต หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ หนี้ภาคครัวเรือนเติบโตขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการกำเนิดของกองทุนเกษียณอายุ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด รวมไปถึงตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน

.

ดังนั้น ในสหรัฐอเมริกา เราจะพบว่าสิ่งที่คนในตลาดแรงงานหวังจะพึ่งพิงในกลุ่มคนยุคเบบี้บูมมาจนถึงเจนเนอเรชั่น X และเจน Y ส่วนใหญ่ คือกองทุนเกษียณอายุ ไม่ว่าจะเป็น Pension Fund หรือโปรแกรม 401(k)s พวกเขาหวังว่าการเก็บเงินของพวกเขาจะทำให้พวกเขามีชีวิตดีในยามเกษียณโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน แต่ความเป็นจริงคือ หลังจากฟองสบู่สินเชื่อบ้านแตกในปี 2008 พอร์ตการลงทุนของพวกเขารวมถึงพอร์ตเพื่อการเกษียณอายุขาดทุน โดยจะเห็นได้จากตัวเลขผลตอบแทนจากกองทุนเกษียณอายุในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 23,000 เหรียญ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่อปีโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันอยู่ที่ 44,000 เหรียญ ซึ่งแปลว่า หากพวกเขาเกษียณอายุที่ 60 ปี พวกเขาจะมีรายได้ไม่พอจ่ายรายจ่ายขั้นพื้นฐานไปโดยปริยาย เมื่อเงินเพื่อการเกษียณไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต พวกเขาจึงไม่สามารถจะเกษียณอายุได้ ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือเพื่อจะทำให้ตัวเองมีเงินเพียงพอสำหรับการเกษียณ พวกเขาเริ่มลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหวังผลตอบแทนที่มากขึ้นเพียงพอให้พวกเขาเกษียณอายุได้ในเวลาที่พวกเขาต้องการ 

.

พฤติกรรมการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นถูกส่งต่อมายังคนรุ่นเจน X และ Y ด้วย เพราะพวกเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นเบบี้บูมที่ทำงานมาทั้งชีวิต แต่ไม่อาจมีความสุขกับชีวิตหลังวัยเกษียณได้ เมื่อนับรวมกับปัจจัยการใช้ชีวิตที่มีความหรูหรามากขึ้นของคนเจน X และ Y ทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องการเงินที่มากขึ้นไปอีก เงินจำนวนเท่ากันที่คนรุ่นเบบี้บูมเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ ไม่เพียงพอกับคนรุ่นเจน X และ Y อีกต่อไป ที่แย่ไปกว่านั้น คือปริมาณหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายเพื่อสร้างชีวิตที่สุขสบายอย่างที่ตัวเองอยากมี ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเดียวกันกับประเทศไทยที่พบว่าคนเจน Y นั้นมีภาระหนี้สินส่วนบุคคลที่มากที่สุด เพราะมันเกิดจากการมีความคาดหวังต่อการใช้ชีวิตบนระดับที่สูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง

.

โครงสร้างประชากรกับการขยายตัวของธุรกิจ

.

โดยปกติแล้ว ปัจจัยในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจมาจาก 3 ปัจจัย คือ 1 ปัจจัยด้านเงินทุน 2 ปัจจัยด้านแรงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของแรงงาน และ 3 ปัจจัยทางด้านผลผลิต (Productivity)  จากโครงสร้างประชากรที่คนส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาคือคนรุ่นเบบี้บูม เจน X และ เจน Y ตามลำดับ เราจะพบว่า จำนวนแรงงานที่เข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐนั้นมีปริมาณที่น้อยลง ในขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ของตลาดมีอายุที่มากขึ้น แปลความได้ว่า ในแง่แรงงานนั้น แรงงานใหม่ที่มีอายุน้อยในสหรัฐ มีปริมาณน้อยลง ในขณะที่แรงงานจำนวนมากเป็นแรงงานที่มีอายุเยอะ และมีแนวโน้มที่จะสร้างผลผลิต (Productivity) ได้น้อยลง เมื่อทั้งปัจจัยทางด้านแรงงานและผลผลิตมีปัญหา ย่อมสร้างปัญหาให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย 

.

หากเราเปรียบเทียบโครงสร้างประชากรในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐผลักดันให้เศรษฐกิจกลับเป็นขาขึ้น เทียบกับสมัยเรแกน ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ทำให้เศรษฐกิจจากที่เคยติดลบ 0.3 กลับมาเป็นบวก 4 ได้ เราจะเห็นว่า ในสมัยเรแกนนั้นมีชนชั้นกลุ่มที่เป็นแรงงานคือรุ่นเบบี้บูมที่มีปริมาณเยอะ และเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 2% ในขณะที่ในตอนนี้ ตลาดแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้ามาทดแทนคนที่เกษียณออกไปนั้นไม่ได้ทำให้ตลาดแรงงานขยายตัวเลย ตรงกันข้าม จากเหตุการณ์ฟองสบู่สินเชื่อบ้านแตกเมื่อปี 2008 กลับทำให้ตลาดแรงงานนั้นหดตัวลงไปอย่างมาก เมื่อแรงงานหด และ ประสิทธิภาพการสร้างผลผลิตหดหาย จึงส่งผลทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจอเมริกาไม่เคยเติบโตได้เท่ากับที่คาดการณ์เลยสักครั้งเดียว แม้ว่าจะมีความพยายามในการเพิ่ม Capital ผ่านการทำ QE ซึ่งเป็นการเติมเงินเข้าไปในระบบจำนวนมหาศาลก็ตาม 

.

โครงสร้างประชากรกับพฤติกรรมการลงทุน

.

เมื่อรวมสองปัจจัย คือ การไม่สามารถสร้างเงินเก็บในวัยเกษียณได้ และการไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แม้บริษัทใหญ่ในสหรัฐจะมีการเติบโต แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นกลับไม่มีส่วนร่วมในการเติบโตของเศรษฐกิจนี้ โดยดูได้จากตัวเลขเงินเก็บเฉลี่ย (Average) ของคนทั้งประเทศ คือ 107,000 เหรียญ เทียบกับ เงินเก็บเฉลี่ยของคนส่วนมากในประเทศ (Median)  คือ 18,000 เหรียญ เราจะพบว่าในสหรัฐนั้นก็เกิดเหตุการณ์ รวยกระจุก จนกระจาย ไม่ได้ต่างอะไรกับประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในยามเกษียณ คนรุ่นเบบี้บูมเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เจน X และ Y มีทั้งหนี้ และไม่มีเงินเกษียณ และคนเจนถัดมาเต็มไปด้วยหนี้สินจากการศึกษา ในช่วงเวลาที่สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกนี้แพงทั้งหมด ทำให้คนรุ่นมิลเลเนียมเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พวกเขาจะเก็บเงินในตลาดหุ้น ในกองทุน น้อยลง แต่หันมาเป็นผู้ประกอบการแทน 

.

การมาของ startup ในปัจจุบัน คือผลกระทบจากการที่คนรุ่นมิลเลเนียมเห็นความล้มเหลวของคนในรุ่นเบบี้บูม เจน X และ เจน Y ส่วนใหญ่ รวมถึงผลกระทบจากการที่พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะลงทุนบนสินทรัพย์ที่มีราคาแพงในปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้น เราจึงได้เห็นการเติบโตของสินทรัพย์ใหม่อย่างคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งแม้จะยังไม่มีใครรู้อนาคต แต่อย่างน้อย มันเป็นสินทรัพย์ที่พวกเขามีความสามารถที่จะลงทุนได้ เราได้เห็นผู้ประกอบการใหม่จำนวนมากในทุกๆ ประเทศ เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าตลาดแรงงานไม่ได้ให้ความมั่นคงกับชีวิต ดังนั้น ในประชากรรุ่นถัดไปคือรุ่นมิลเลเนียล พวกเขาจะสร้างธุรกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นของพวกเขา โดยแนวโน้มคือการทำธุรกิจที่มีขนาดเล็กลง ใช้แรงงานน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพที่จะสร้างผลผลิตได้มากขึ้น ทำให้การเคลื่อนที่ของเศรษฐกิจในอนาคตสามารถที่จะเติบโตได้บนจำนวนประชากรที่ลดน้อยลง

.

สรุป

.

ไม่ใช่เฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนจากรุ่นเบบี้บูม ซึ่งมีจำนวนมหาศาล มาสู่ประชากรรุ่นมิลเลเนียมที่มีจำนวนลดลง ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ญี่ปุ่น จีน หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ก็กำลังจะเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน คือคนเกษียณอายุที่มีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เงินกองทุนประกันสังคมถูกเบิกถอนออกไปเป็นจำนวนมาก แต่เพราะแรงงานที่เข้าโครงการประกันสังคมมีน้อยลง ก็จะทำให้กองทุนนี้มีแนวโน้มจะลดขนาดลงไปเรื่อยๆ ปัญหาคือ กองทุนมีขนาดเล็กลง แต่จำนวนประชากรที่ต้องใช้รัฐสวัสดิการมีมากขึ้น จึงเป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาลทุกประเทศที่จะจัดการกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุนี้ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในสภาวะที่จำนวนประชากรลดน้อยลงอีกด้วย แต่ในสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของคนรุ่นต่อไป อาจจะเป็นกุญแจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของโลกใบนี้ได้ เพราะด้วยสมการเดียวกัน คือการเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยด้าน เงินทุน แรงงาน และผลผลิต หากประเทศใดสามารถสร้างประชากรรุ่นถัดไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ จนทำให้แรงงานจำนวนน้อยสามารถสร้างผลผลิตจำนวนทวีคูณได้ ประเทศนั้นก็จะสามารถเจริญเติบโตบนโครงสร้างประชากรใหม่ที่เปลี่ยนไปได้ในอนาคต บนยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0   

.

Mei

.

Big Credit to Raoul Pal@Realvision