Category Archives: Business

To the Future : Industry 4.0

เรื่องของอุตสาหกรรม 4.0 เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากมาย คำถามที่น่าสนใจคือ มันเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเราขนาดนั้นเลยหรือเปล่า และทำไมเราจึงต้องให้ความใส่ใจกับมัน เราจะมาพูดคุยเรื่องนี้กันค่ะ

 

The failure of income distribution’s equality 2 : Debt

สาเหตุความล้มเหลวของการกระจายรายได้ภาค 2 : การก่อหนี้ 

.

ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงเรื่อง ‘เงินเฟ้อ’ ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของความล้มเหลวของการกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้การกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมนั้นเป็นไปได้ยากมากถึงมากที่สุด และสาเหตุนั้นก็คือ ‘หนี้’ หรือถ้าจะให้พูดอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็คือ ‘ความเข้าใจและความสามารถของการใช้ประโยชน์จากหนี้’ นั่นเอง

.

การเป็นหนี้นั้น อันที่จริงสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ได้สองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ หนี้ สามารถเป็นเครื่องมือ ‘ลด’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้ หรือจะเป็นเครื่องมือเพื่อ ‘เพิ่ม’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้เหมือนกัน

.

ในเคสของการก่อหนี้บนการบริโภคของคนทั่วไปนั้น สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายว่าเพราะเหตุใดหนี้จึงทำให้ความมั่งคั่งที่สะสมไว้หายไปได้ สาเหตุหลักมาจาก ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ ที่มาพร้อมกับการขอสินเชื่อต่างๆ เพราะมันแปลว่านอกจากค่าสินค้าที่คุณต้องจ่ายแล้ว คุณยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติมให้กับสถาบันทางการเงินอีกด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นจะแพงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ กล่าวคือ ในขณะที่คุณฝากเงินในธนาคารและได้ดอกเบี้ยเงินฝากกลับมานั้น ดอกเบี้ยเงินฝากของคุณจะไม่มีวันเพียงพอสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเด็ดขาด

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความหมายที่ซ่อนอยู่ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากที่มีผลต่อความมั่งคั่งของบุคคลทั่วไป สมมติว่าคุณกู้ยืมเงินมา 100 บาท บนอัตราดอกเบี้ยธนาคารทั่วไปที่ประมาณ 7% ต่อปี หมายถึงพอสิ้นปี คุณจะมีค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืม 7 บาท หากคุณนำเงิน 100 บาทนี้ไปฝากธนาคาร อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% ต่อปี (อัตราสมมติ) พอสิ้นปี คุณจะได้รับดอกเบี้ย 1 บาท ดังนั้น เพื่อที่จะมีรายได้จากการฝากเงินที่เพียงพอต่อการชำระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ คุณจะต้องมีเงินต้นอย่างต่ำเป็น 7 เท่าของจำนวนเงินต้นที่กู้มา คุณถึงจะสามารถปกป้องความมั่งคั่งในกระเป๋าเงินของคุณได้  (เงินต้น 700 บาท ได้รับดอกเบี้ย 7 บาท เท่ากับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้พอดี)  

.

อย่างไรก็ดี หากคุณไม่มีเงินต้นที่เพียงพอ และคุณกู้เงิน 100 บาทมาเพื่อใช้จ่ายโดยไม่ก่อเกิด productivity ใดๆ ขึ้นมา คุณจะสูญเงิน 100 บาทนั้นไป แถมยังต้องหาเงินใหม่มาชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย หากไม่สามารถหาเงินใหม่มาชำระได้ ความมั่งคั่งเดิมที่คุณเคยมีอยู่ ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาผูกพันการชดใช้หนี้ เป็นสาเหตุว่าทำไมคนที่กู้เงินมาใช้จ่าย แต่ไม่สามารถหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ จึงค่อยๆ จนลงเรื่อยๆ จากการเป็นหนี้ ในขณะเดียวกัน แม้จะหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ แต่ผลที่ตามมาคือการไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งใหม่เพิ่มขึ้นมาได้ ทำให้ฐานะทางการเงินนั้นหยุดอยู่กับที่ไปโดยปริยาย 

.

ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงคำว่า ‘การสร้าง productivity ใหม่’ และคำว่า ‘การหาเงินใหม่’ 

.

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าการเป็นหนี้ไม่ได้เพียงแต่จะลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่ง แต่ยังสามารถเพิ่มความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ด้วย ซึ่งการจะสร้างความมั่งคั่งจากหนี้ได้นั้น ทริกของมันอยู่ที่ 1. ความสามารถในการสร้างผลิตผล (Productivity) ใหม่ และ 2. ความสามารถในการสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เกิดจากการก่อหนี้  ซึ่งการที่จะทำ 2 ข้อนี้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความรู้อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ด้านการบริหารเงิน ดังนั้น เรามาลองทำความเข้าใจให้มากขึ้นเกี่ยวกับ 2 ข้อที่เพิ่งเอ่ยถึงทางด้านบนกันดีกว่า  

.

  1. การกู้เงินกับการเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ 

.

การกู้เงิน ความหมายก็คือการที่ตัวบุคคล หรือบริษัท ได้รับเงินจำนวนหนึ่งมาโดยมีข้อสัญญาว่าจะต้องชำระเงินคืนเจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่สัญญาไว้ ซึ่งหากดูตามระยะเวลา นั่นแปลว่า บุคคลหรือบริษัท จะได้รับเงินมาใช้ก่อน หลังจากนั้นค่อยชำระเงินคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้ทีหลัง

.

คำถามคือ แล้วเงื่อนเวลาตรงนี้มันสำคัญอย่างไร และส่งผลกระทบต่อการสร้างผลิตผลใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไรบ้าง ซึ่งคำตอบของตรงนี้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเงิน ว่าเมื่อได้เงินมาแล้ว บุคคลหรือบริษัท ได้นำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง หากเงินที่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตใหม่ เช่น สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร หรือนำไปจ้างแรงงาน และการลงทุนนั้นทำให้เกิดผลิตผลใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม เมื่อนั้น ผลจากการกู้เงินจะเป็นผลบวกต่อสภาพเศรษฐกิจในระยะต้น คือในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่ต้องนำเงินกลับไปชำระหนี้คืน ส่งผลถึง GDP โดยรวมของประเทศที่จะเจริญเติบโต และส่งผลถึงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่จะเจริญเติบโตตามความสามารถในการสร้างผลิตผลที่มีมูลค่าใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

.

2.  การเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่

.

เมื่อบุคคลหรือบริษัท สามารถสร้างมูลค่าใหม่ๆ จากเงินกู้ได้แล้ว คำถามสำคัญต่อไปก็คือ สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้น สามารถนำมาสร้าง ‘เงิน’ หรือ ‘ผลตอบแทน’ หรือ ‘ผลกำไร’ ได้เท่าไหร่ ??

.

บางครั้ง ผลิตผลที่สร้างขึ้นมา สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินกลับมาในมูลค่าที่สมเหตุสมผล บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้มากกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผล แต่บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้น้อยกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผลเช่นกัน นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายในการผลิต หากค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนว่ามันสามารถส่งผลกระทบต่อผลกำไรได้ คำถามที่สำคัญคือ แล้วเราต้องการผลกำไรเท่าไหร่จึงจะสามารถสร้างความมั่งคั่งจากการเป็นหนี้ได้

.

คำตอบนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า อย่างน้อยที่สุด ผลกำไรที่ได้รับ จะต้องไม่ต่ำกว่า ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยจ่าย’ เพราะการที่สามารถมีกำไรที่มากพอในการจ่ายค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ มันหมายถึงการที่บุคคล หรือบริษัท ไม่ต้องใช้เงินตัวเองในการสร้างผลผลิตใหม่ๆ ส่วนการใช้ประโยชน์จาก ‘หนี้’ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง จะทำได้กี่มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่จากผลกำไรในการลงทุน ว่าบุคคลหรือบริษัทนั้นๆ สามารถสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่จะต้องชำระคืนได้มากเท่าไหร่ 

.

เพราะเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่าบริษัทที่มีความสามารถในการกู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อจากธนาคาร หรือการออกหุ้นกู้ประเภทต่างๆ ได้ จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ ผิดกับบริษัทที่ใช้เงินของตัวเอง 100% ที่จะไม่สามารถสร้างความเจริญเติบโตได้รวดเร็วเหมือนกับบริษัทที่ใช้หนี้เข้ามาช่วย อย่างไรก็ดี การใช้หนี้เข้ามาสร้างความเจริณเติบโตและความมั่งคั่งในอัตราเร่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ในเชิงบริหารภาพรวมและการบริหารเงิน เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน รวมทั้งมีความสามารถที่จะสร้างผลิตผลที่สร้างผลกำไรได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การสร้างความมั่งคั่งจากการใช้หนี้ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทุกคนมีความสามารถที่จะทำได้ เพราะหากกู้หนี้มา แต่ไม่อาจสร้างผลกำไรที่มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ เมื่อนั้น แทนที่จะสามารถใช้หนี้เพื่อเพิ่มอัตราเร่งให้ความมั่งคั่ง ก็จะกลายเป็นการลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งไปแทน 

.

แล้วทำไมการเกิดขึ้นของ ‘หนี้’ จึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การกระจายรายได้ล้มเหลว ??

.

คำตอบของเรื่องนี้นั้นง่ายมาก เพราะการเกิดขึ้นของหนี้ มีคนเพียงแค่หยิบมือเดียวที่เข้าใจกลไกการทำงานของมัน และสามารถฉกฉวยโอกาสเพื่อสร้างความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ เพราะอย่างที่อธิบายไว้ด้านบนว่า เพื่อที่จะทำให้การก่อหนี้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น เราจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการบริหาร โดยเฉพาะการบริหารเงิน คำถามสำคัญคือ แล้วคนในประเทศเรามีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ??

.

ในทางกลับกัน บนความไม่รู้ของทักษะด้านการบริหาร หนี้จำนวนมากถูกก่อขึ้นเพื่อใช้ในการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก และสินค้าแบรนด์เนมอีกมากมาย ซึ่งการเป็นหนี้เพื่อซื้อสินค้าต่างๆ โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงผลิตผล แถมยังต้องมีค่าใช้จ่ายทางการเงินอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนมากมีความมั่งคั่งส่วนบุคคลที่ลดลง ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ในระบบทุนนิยมที่สนับสนุนการก่อหนี้เพื่อสร้างการบริโภคล่วงหน้า แล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง มันเป็นการสร้างพฤติกรรมให้คนในสังคมมีการออมเงินที่น้อยลง เมื่อออมน้อยลง แต่มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นบนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมรักษาความมั่งคั่งได้อย่างยากลำบาก 

.

ผิดกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าออกมาให้คนบริโภค แถมยังมีการสนับสนุนการบริโภคล่วงหน้าด้วยหนี้บัตรเครดิต และบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้เอง ก็เข้าใจกลไกการทำงานของการก่อหนี้ จึงเท่ากับว่าบริษัทใหญ่เหล่านี้ สามารถดูดเงินจากผู้บริโภคได้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคต้องรับเงินเดือนก่อน อีกทั้งในด้านการลงทุนและการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังสามารถใช้ประโยชน์จากการก่อหนี้ ขยายบริษัท เพิ่มผลผลิตด้วยเงินที่ทำการกู้ยืมมา เพราะเหตุนี้ ความมั่งคั่งของบริษัทจะขยายและเติบโตด้วยอัตราความเร่ง ในขณะที่ฟากที่ก่อหนี้มาเพื่อซื้อสินค้า กลับเป็นฝ่ายที่ความมั่งคั่งค่อยๆ ลดลงและหดหาย

.

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมคนรวยจึงยิ่งรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง ในระบบทุนนิยมที่ใช้ ‘หนี้’ ในการผลักดันเศรษฐกิจ การพูดถึง ‘การกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม’ จึงเป็นอะไรที่ขัดกับระบบเศรษฐกิจและนโยบายรัฐที่ใช้ระบบทุนนิยมบริหารประเทศอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบนกุศโลบายการผลักดัน GDP โดยการใช้หนี้ แบบที่ประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกาทำ ยิ่งเป็นการสร้างความล้มเหลวให้กับการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้นอย่างยากที่จะหันหลังกลับ

.

Mei

When Degree is not the answer for tech company.

การสมัครงานบนยุค 4.0 กับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ของวงการการศึกษา 

.

เชื่อว่าหลายๆ คนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการสมัครงานในบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่ในวันนี้ไม่ได้ต้องการการศึกษาขั้นปริญญาตรีจากในรั้วมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงคุณมีความสามารถแบบที่บริษัทต้องการ เพียงเท่านั้นก็ไม่มีปัญหา จริงอยู่ว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นกับบริษัทเพียงไม่กี่บริษัทในโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการเติบโตมหาศาล เช่น Apple, Google หรือแม้แต่ IBM ก็ตาม 

.

เรื่องราวเหล่านี้กระทบกับอะไรบ้าง ?? ที่แน่นอนที่สุด มันย่อมกระทบต่อวงการการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในมหาวิทยาลัย เพราะหากต่อไปบริษัทต่างๆ ต้องการความสามารถมากกว่าปริญญา คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วเด็กนักเรียนรุ่นต่อไปจะต้องเรียนหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ใบปริญญาที่อาจจะไม่มีความหมายในสายตาของบริษัทผู้ว่าจ้างไปทำไม ?? 

.

ในวันนี้ ปัญหาส่วนมากที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่นในประเทศไทยประสบคือการที่เด็กนักเรียนมีจำนวนลดลง แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาด้านประชากรส่วนหนึ่งที่อัตราเด็กเกิดใหม่นั้นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แต่ถ้าหากเทรนของบริษัทในอนาคตต้องการทักษะและความสามารถที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปจากโปรแกรมเดิมๆ ที่มหาวิทยาลัยปัจจุบันสอนอยู่ ปัญหาที่มหาวิทยาลัยต้องเจอจะไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนประชากร แต่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่านั้น คือ มหาวิทยาลัยไม่สามารถปรับตัวกับชุดความรู้ที่ตลาดแรงงานต้องการ และบนแพลตฟอร์มการศึกษาในปัจจุบันนี้ เราพบว่ามีหลายแพลตฟอร์มที่เปิดสอนโปรแกรมที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานมากกว่า มีทั้งแพลตฟอร์มที่เปิดสอนแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน แต่ถ้าหากต้องการใบรับรองการศึกษา หรือ Certificate ผู้เรียนจะต้องชำระเงินเพื่อให้ได้ใบรับรองนั้นมา 

.

บนสภาพแวดล้อมของตลาดแรงงานในปัจจุบันที่บริษัทใหญ่ยินดีจะเสนอเงินเดือนสูงๆ เพื่อแลกกับคนที่มีทักษะและความสามารถที่บริษัทต้องการ เช่น ความรู้ทางด้าน AI, Machine Learning, Blockchain, Data Science ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนที่มีความรู้ทางด้านนี้มีจำนวนที่จำกัด ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงาน คำที่ได้ยินกันบ่อยคือคำว่า Talent Hunting ซึ่งก็คือความหมายที่บริษัทใหญ่ระดับโลกกำลังต้องการแรงงานคนในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน คำถามที่น่าสนใจในวงการการศึกษาคือ เรามีสถาบันการศึกษาที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากเท่าไหร่ เพราะเหตุนี้เอง จึงทำให้มหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พากันเข็นเอาโปรแกรมออนไลน์ที่สอนทักษะเหล่านี้ออกมาขาย ข้อดีคือใครที่สนใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เรียนได้ แม้ใบรับรองจะไม่ใช่ปริญญา แต่ในยุคที่บริษัทให้ความสนใจกับทักษะมากกว่าปริญญา การเรียนจบได้ปริญญาในสาขาวิชาชีพที่ไม่ตอบโจทย์ อาจจะมีประโยชน์น้อยกว่าใบรับรองการศึกษาบนทักษะความรู้ที่บริษัทต้องการก็เป็นได้

.

นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังมีแพลตฟอร์มเพื่อสร้างโพรไฟล์การสมัครงานแบบออนไลน์ (Linkedin) มันสามารถเก็บประวัติทั้งการศึกษาและการทำงานได้ และเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่บริษัททั่วโลกใช้เพื่อเสาะหาคนที่มีความสามารถ ไม่เพียงเท่านั้น ตอนนี้ยังมีหน่วยงานกลางที่ออกใบรับรองการศึกษาให้กับสถาบันทั่วโลกแบบออนไลน์ พูดง่ายๆ ว่าถ้าคุณเรียนจบและสอบผ่านตามเกณฑ์ที่สถาบันการศึกษากำหนด คุณจะได้รับใบรับรอง และสามารถแชร์ใบรับรองนี้เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าตอนนี้คุณได้เพิ่มทักษะบางอย่างขึ้นมาแล้วนะ หากใครสนใจความสามารถนี้ของคุณก็สามารถติดต่อกันเข้ามาได้ หรือหากคุณอยากจะสมัครงานต่างประเทศ แพลตฟอร์มนี้ก็จะเป็น Resume ชั้นดีของคุณที่สามารถใช้สมัครงานได้ทั่วโลก 

.

แพลตฟอร์มที่เสนอคอร์สการศึกษาในปัจจุบันนี้มีเยอะมาก เช่น Udamy, Getsmarter และ Edx แต่ละแพลตฟอร์มมีมหาวิทยาลัยดังที่นำเสนอโปรแกรมต่างๆ ที่หลากหลายกันไป หรือบางครั้งก็เป็นสถาบันการศึกษาเปิดแพลตฟอร์มของตัวเอง ดังนั้น การศึกษาในปัจจุบันนี้จึงเปิดกว้างและเข้าถึงคนจำนวนมากทั่วโลกผ่านทาง Internet และนี่เป็นความท้าทายสำคัญของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองด้วย ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

.

Mei 

 

Jobs : Gain or Loss when AI is coming

 

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันตลอดมาว่า การมาของ AI และ Robot นั้น ทำให้คนต้องตกงาน และต่อไปมนุษย์จะไม่มีงานทำเพราะงานส่วนใหญ่ถูกเหล่าหุ่นยนต์แย่งเอาไปทำแทน คำถามเหล่านี้มีมาให้เห็นโดยตลอด พอๆ กับความคิดเห็นด้านที่สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตลาดแรงงาน ที่พบเจอได้มากมายบนโลกเซเชียล

.

แต่เมื่อคำถามนี้ ได้นำไปถามบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Jeff แห่ง Amazon // Jack แห่ง Alibaba หรือ Masayoshi แห่ง Softbank  ทุกคนก็จะพูดเหมือนกันหมดว่า พวกเขาไม่ห่วงเลยว่าหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ และที่น่าประหลาดใจคือ เหตุผลที่ไม่เป็นห่วง ก็มีความเหมือนกันอย่างน่าประหลาดใจ 

.

งานบางอย่างจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ แต่ในขณะเดียวกัน โลกเราจะผลิตงานใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นงานที่มีแต่มนุษย์ที่ทำได้ นี่คือคำตอบของเหล่าซีอีโอและฝ่ายบริหารของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และเป็นคำตอบที่คลาสสิคที่สุด ถ้าลองไปฟังคำสัมภาษณ์ในคำถามที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน คุณก็จะได้รับคำตอบประมาณนี้กลับมาทุกครั้ง คำถามที่น่าสนใจคือ คำตอบนี้เป็นความจริง หรือเป็นเพียงการพยายามหาความชอบธรรมให้กับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาโดยการสร้างขึ้นของพวกเขา ??

.

1 โลกที่หมุนไปโดยไม่อาจขัดขวางได้ 

.

ไม่ว่าจะโอดครวญแค่ไหน ความเป็นจริงของโลกใบนี้คือการก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หยุดรอคนข้างหลังอยู่ดี การก้าวไปข้างหน้าหมายความถึงความพยายามที่จะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ซึ่งในแง่ของตลาดแรงงาน มันคือการแก้ปัญหาในงานที่มีความอันตราย งานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เช่นงานในสายพานของโรงงานที่กระทำซ้ำเดิมๆ โดยไม่ต้องใช้สมองคิด ซึ่งงานประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะเกิด Turnover ของพนักงานสูง เพราะมนุษย์เอง ก็ไม่ได้ชอบการทำงานซ้ำๆ เช่นกัน ยังไม่นับถึงสุขภาพของแรงงานที่มีแนวโน้มจะแย่ลงจากการทำงานที่เป็นรูทีนซ้ำๆ 

เมื่องานเป็นงานที่มีอันตราย ต้องทำซ้ำๆ โดยไม่ใช่หัวสมอง และไม่ดีต่อสุขภาพ การคิดค้นหุ่นยนต์เพื่อมาทดแทนงานที่มนุษย์หลีกเลี่ยงจึงเกิดขึ้น แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีของหุ่นยนต์และ AI ก็พัฒนามากขึ้น คุกคามงานอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังกระจายไปคุกคามงานในหลายๆ อุตสาหกรรม 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้มนุษย์จะเริ่มตระหนักถึงการคุกคามของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่การจะไปหยุดเทคโนโลยีเหล่านี้แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เมื่อหยุดเทคโนโลยีไม่ได้ สิ่งที่น่าสนใจถัดมาคือ เราจะอยู่อย่างไรบนโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเหมือนอวัยวะส่วนใหม่ของมนุษย์ เหมือนกับที่ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว 

.

2 งานอะไรจะหายไป 

.

แจ็ค หม่า เคยพูดไว้ว่า มนุษย์จะไม่อาจสู้หุ่นยนต์ในเรื่องของความทรงจำ การคำนวน และการประมวลผลได้ บนเทคโนโลยี Cloud และ Internet สมองมนุษย์ไม่สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลในอากาศได้ แต่ AI สามารถเข้าถึงเหล่า Big Data ที่อยู่ในอากาศ และประมวลผลออกมาได้อย่างรวดเร็ว ในแง่นี้ มนุษย์นั้นแพ้หุ่นยนต์อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น งานที่จะหายไป ย่อมเป็นงานที่มีการทำซ้ำๆ ตลอดเวลา เช่นงานบนสายพานของโรงงาน  รวมไปถึงงานที่ต้องอาศัยการคำนวนแบบตรงไปตรงมาเพื่อใช้ผลลัพธ์ในการตัดสินใจ เช่น Robo Advisor บนแพลตฟอร์มการบริหารความมั่งคั่ง (WealthTech) ซึ่งจะมาแทนที่พนักงานระดับปฏิบัติการในอุตสาหกรรมการเงินการลงทุน ดังนั้น งานใดที่เป็นงานระดับปฏิบัติการที่มีลักษณะงานซึ่งต้องกระทำซ้ำๆ โดยไม่ต้องใช้ความคิดเพื่อก่อให้เกิด Value ใหม่ๆ มีแนวโน้มที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ได้สูง 

.

3 งานอะไรที่ขาดแคลน

.

แม้ในด้านหนึ่งจะมีงานที่มีความเสี่ยงในการถูกทดแทนสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับมีงานอีกหลายอย่างที่กำลังขาดแคลนอยู่ในปัจจุบันนี้ 

.

ตำแหน่งงานที่ปัจจุบันนี้ขาดแคลนอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่งานที่เกี่ยวข้องกับ AI / Machine Learning / Blockchain / Data Scient  และอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อผู้ที่มีความรู้ด้านนี้ขาดแคลน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแย่งชิงตัวคนที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมาทำงานด้วย ผลักให้เงินเดือนของสาขาวิชาชีพทางด้านนี้พุ่งสูงทะลุเพดานไปทั่วโลก

.

อย่างไรก็ดี แม้งานในสายเทคโนโลยีจะเป็นที่ต้องการสูง แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาที่จบในสายเทคโนโลยีมาจะมีอนาคตสดใสกันทุกคน สิ่งที่สำคัญมากกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัยคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทัศนคติ’ เพราะในสายเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่รุดหน้าไปตลอดเวลา หลายๆ ศาสตร์ เป็นองค์ความรู้ที่เกิดใหม่ ทำให้บริษัทต้องการทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถในการคิดค้นและพัฒนาทักษะต่างๆ ไปข้างหน้า และใครที่ยึดติดกับความคิดและทักษะเดิมๆ ก็มีแนวโน้มที่จะถูกทดแทนได้เช่นกัน 

.

4 จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

.

บนการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งในด้านตลาดและเทคโนโลยี ต่างก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ เพราะทุกธุรกิจต่างพัฒนาขึ้นบนความต้องการแก้ไขปัญหาบางสิ่งบางอย่าง รวมไปถึงนำเสนอความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาอาศัยแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้คือกุญแจอีกดอกหนึ่งสู่ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์และบริการ ที่สำคัญ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มีเพียงมนุษย์ที่จะพัฒนาเรื่องนี้ได้ แต่หุ่นยนต์ไม่สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ได้เลย

.

5 การก่อกำเนิดของธุรกิจใหม่และงานใหม่

.

ในขณะที่คนในสังคมส่วนใหญ่กำลังคร่ำครวญถึงงานที่จะถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ กลับมีคนอีกหนึ่งจำพวก ที่มองการมาของหุ่นยนต์ และ AI ด้วยความหวัง

.

การเติบโตของ StartUp ในปัจจุบัน กำลังเป็นแรงสำคัญในการสร้างงานใหม่ๆ บนโลกนี้ โดยอาศัยโอกาสของการเติบโตบนเทคโนโลยีและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับมัน แต่ปัญหาสำคัญคือ ในขณะที่ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง มีปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะอันเหมาะสมนั้น ธุรกิจเก่าที่มีศักยภาพในการเติบโตถดถอย กลับต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างงาน ดังนั้นเราจึงได้เห็นว่าในธุรกิจเก่าๆ มีการใช้ software เพื่อช่วยทำงาน ลดขนาดบริษัท ไปจนถึงได้เห็นโรงงานที่นำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยผลิต และลดจำนวนพนักงานลงไปจำนวนมากดังที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่างทุกวันนี้

.

ดังนั้น ในปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่า งานที่เกิดขึ้นมาใหม่ในอุตสาหกรรมใหม่นั้นมีจำนวนไม่น้อย แต่ปัญหาคือแรงงานไม่อาจปรับตัวรับงานที่เกิดขึ้นใหม่ได้ แรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาทักษะและองค์ความรู้เพื่อหันไปทำงานที่เกิดขึ้นใหม่บนโลกใบนี้ เพราะปัจจัยทางการศึกษาก็ดี ปัจจัยด้านความสามารถในการเรียนรู้ก็ดี หรือปัจจัยทางด้านอายุก็ดี ทั้งหมดนั้น ทำให้โลกเราในฝั่งหนึ่งกำลังขาดแคลนแรงงานเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกด้าน กลับมีแรงงานล้นเกินไปจากการมาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่ ถือเป็นสภาวะที่น่าอึดอัดไม่น้อย และนี่คือปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรม จาก 3.0 ไปยังยุค 4.0

.

Mei

RISE Conference 2018

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 Jul) โชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสไปดูงาน RISE Conference ที่ฮ่องกง ซึ่งงานนี้นับได้ว่าเป็น Tech Conference ที่ใหญ่มากงานหนึ่งเลยทีเดียว แถมบรรดา Speaker ที่มาในงานแต่ละคนก็มีความไม่ธรรมดามากๆ ไม่ว่าจะเป็น ซีอีโอ ไมโครซอฟท์ / Grab / Ping An หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารระดับสูง CTO / COO  และ Founder ทั้งหลายของบริษัทเทคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในเวลานี้อีกมากมายก่ายกอง เรียกว่างานนี้เป็นการรวมตัวกันของบริษัทเทคชั้นนำในโลกนี้เอาไว้โดยแท้

เนื่องจากงาน RISE Conf 2018 นี้ จัดขึ้นที่ฮ่องกง ดังนั้นบรรดาผู้ที่มาเข้าร่วมงานจึงเต็มไปด้วยฝั่งเอเชียจำนวนมาก อ๊ะๆ แต่ฝั่งตะวันตกก็มากันไม่น้อยนะเออ แถมฝรั่งตาน้ำข้าวหลายๆ คนงานนี้ยังสามารถพูดภาษาจีนได้เป็นต่อยหอยอีกด้วย เห็นแล้วก็อดอึ้งๆ ทึ่งๆ ไม่ได้ ประมาณว่า นี่พวกนายข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงทุนในประเทศจีนยาวนานขนาดพัฒนาสกิลด้านภาษาจนพูดจีนกันคล่องขนาดนี้กันเลยเรอะ ??

ที่จริงแล้ว งาน RISE Conf เมื่อเทียบกับงาน Techsauce บ้านเราแล้ว โดยหลักการมันคือคล้ายๆ กัน คือทำ Expo Startup และมีเวที จัด Speaker ที่มาจากบริษัทสาย Tech ในหัวข้อต่างๆ มากมายและหลากหลาย แต่ความต่างระหว่าง RISE กับ Techsauce คือ ความอลังของ Speaker ค่ะ ในขณะที่งาน Techsauce เป็นงานระดับ SEA แต่ RISE เป็นงานระดับ Asia ที่ได้รับความสนใจจากบริษัทเทคฟากตะวันตกไม่น้อย ดังนั้นใครที่เคยไฟงาน Techsauce และคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากแล้ว มาเจอ RISE เข้าไป ใครที่เป็นติ่งบริษัทเทคระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Amazon / Google / Microsoft / Tencent / Ping An / Grab และอื่นๆ จะพบว่างานนี้คืองานที่เติมเต็มตัวเองได้มากมายอย่างน่ามหัศจรรย์

เกริ่นมายาวนาน เข้าเรื่องดีกว่า ว่านอกจากการเติมเต็มในเชิงของอารมณ์แล้ว เราได้อะไรอีกบ้างจากการมาร่วมงาน RISE ในครั้งนี้

//////////////////////////////////////////

1 หัวใจของการเจริญเติบโตของธุรกิจคือ Vision หรือ วิสัยทัศน์

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ สิ่งที่ผู้บริหารเหล่านี้มีคือ การมองไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น สังคมไร้เงินสด ในวันนี้ ประเทศจีนสามารถทำตัวเองให้เป็นสังคมไร้เงินสดได้แล้ว ผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Tencent และ Alibaba  ซึ่งหากเราพูดถึงเรื่องนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ต้องไม่แคล้วถูกหาว่าบ้าอย่างแน่นอน แต่เพราะการมองไปข้างหน้า และความสามารถที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำให้ในวันนี้เมื่อสังคมไร้เงินสดเกิดขึ้น ทั้ง Tencent และ Alibaba จึงกลายเป็นผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ผ่านวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร  แม้แต่ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI / Blockchain หรือ Self-Driving Car  สังคมก็ยังมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินจินตนาการ แต่หากวันข้างหน้า เมื่อโลกเดินไปถึงอนาคตที่อุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้บริษัทที่มีวิสัยทัศน์เหล่านี้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

2 คุณค่าของการมีอยู่ของธุรกิจ คือความสามารถในการแก้ปัญหา

เหมือนที่ แจ็ค หม่า ณ อลีบาบา เคยกล่าวไว้ว่า การมีปัญหาคือโอกาสของการสร้างธุรกิจ หากไม่มีปัญหา ธุรกิจก็ไม่เกิด เพราะไม่รู้ว่าจะสร้างคุณค่า (Value) ได้จากตรงไหน เช่นเดียวกับเหล่า StartUp และ บริษัทเทคทั้งหลาย ที่พากันเติบโตจากการแก้ปัญหาบางอย่างให้หมดไป ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากคือตัวอย่างจากประเทศจีน Good Doctor ซึ่งเพิ่งจะ IPO ไปได้ไม่นาน เติบโตอย่างรวดเร็วเพราะเห็นปัญหาการขาดแคลนหมอในหลายพื้นที่ของประเทศจีน และสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้คนที่อยู่ห่างไกลสามารถพบแพทย์ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ หรือเคสคลาสสิคอย่างเหล่าบริษัท P2P Lending ที่ใช้แพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนจีนที่เข้าไม่ถึงสถาบันทางการเงิน เพราะเหตุนี้ บน Traditional Business ที่เต็มไปด้วยปัญหา เมื่อเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะได้เห็น Traditional Business หยุดการเติบโต ในขณะที่บริษัทเทคที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด

3 เมื่อบริษัท StartUp Tech พึ่งพา Venture Capital มากขึ้น และพึ่งพาธนาคารน้อยลง

ถ้าเป็นธุรกิจแต่ดั้งเดิม แหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้น ‘ธนาคาร’ แต่ในปัจจุบันนี้ เหล่า Startup ทั้งหลาย กลับให้ความสนใจหาเงินทุนจาก Venture Capital มากกว่า และความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ธุรกิจที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทในกลุ่ม Startup Tech ซึ่งเหล่าธนาคารในปัจจุบันนี้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถให้เงินกู้แก่บริษัทเหล่านี้ได้มากนัก เพราะบริษัทเทคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็น Visual Asset เช่น แพลตฟอร์ม หรือบางบริษัทมีเพียงเครดิตของเจ้าของ ทีมและ Business model ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับธนาคารที่จะให้เงินกู้กับบริษัทเหล่านี้ ผิดกับ VC ที่พิจารณาลงทุนบนธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีบทบาทในบริษัทที่มีความเติบโตบน Real Asset แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกปัจจุบันนี้ ด้วยการมาของ VC ที่มีเม็ดเงินมากขึ้น รวมทั้งการมาของเหล่า Fintech ล้วนแล้วแต่ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องปรับตัว แต่ข้อดีของการมี VC และ Fintech คือ ด้วยเงินทุนเหล่านี้ จะสามารถผลักดันให้บริษัทเล็กเติบโตได้เร็วขึ้น และเมื่อบริษัทเล็กเติบโตเป็นบริษัทใหญ่ เมื่อนั้นก็จะเป็นโอกาสของธนาคาร ที่แม้จะได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงปริมาณเงินในระบบที่มีมากขึ้นเพื่อผลักดันเหล่า Startup ให้เติบโตแข่งกับธุรกิจแบบเดิมๆ ส่งผลให้บริษัทที่เป็น Traditional Business เติบโตน้อยลง และในอนาคต หาก Traditional Business เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวได้บนสภาพแวดล้อมใหม่จนต้องปิดกิจการลง คำถามที่น่าสนใจคือ ธนาคาร ที่มีลูกค้าเป็น Traditional Business เหล่านี้ จะมีการปรับตัวตามอย่างไร

4 ประเทศจีน จ้าวแห่ง Tech Implementation

ถ้าบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เราขอบอกไว้ ณ ที่นี้เลยว่า พี่จีนของเรา แม้จะไม่ใช่จ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่พี่จีนนั้นเป็นจ้าวแห่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพที่แท้ทรู

เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะขายได้ก็ต่อเมื่อนำมาปรับใช้งานให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าและพฤติกรรมของตลาด และจีนนั้นเก่งมากๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ E-Bike ที่ใช้ประโยชน์จากระบบ Payment ที่เปลี่ยนไป การนำระบบ Face Recognition มาใช้งานจริงในการจับผู้ร้าย หรือใช้ระบุตัวตน ในสังคมจริงๆ เพื่อทำให้สังคมมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การนำ Self Driving Car มาทดลองใช้จริงในระบบขนส่งมวลชนในบางพื้นที่ เรียกได้ว่า จีนนั้นเป็นประเทศที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในสังคมจริงๆ เป็นประเทศแรกๆ ของโลก แม้ตัวเทคโนโลยีต้นฉบับอาจจะไม่ได้มาจากจีน แต่หากพูดถึงการนำมาใช้ล่ะก็ ตอนนี้คงไม่มีใครก้าวได้เร็วกว่าประเทศจีนอีกแล้ว

5 การแข่งขันแบบทะเลเดือดในกลุ่มธุรกิจ Tech ของจีน

การได้ไปงาน RISE ครั้งนี้ สิ่งที่ได้สัมผัสอีกอย่างหนึ่งคือการแข่งขันด้านธุรกิจในประเทศจีน ผู้ที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสการลงทุนจริงในประเทศจีน เช่น VC หลายๆ เจ้า ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการแข่งขันของธุรกิจในจีนนั้นเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาก และนั่นนำมาซึ่งการค้นหาสิ่งที่ตลาดต้องการ การค้นหาปัญหาของตลาด และการต่อยอดสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คนอย่างไม่หยุดยั้งในประเทศจีน ใครที่พัฒนาช้า คิดช้า และลงมือช้า ไม่อาจจะอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรงนี้

แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งของการแข่งขันอันรุนแรง มาจากรากฐานความคิดที่จะเป็นผู้ประกอบการของคนจีนที่พบได้อยู่ทั่วไป แม้แต่ประเทศไทยเอง เราก็จะพบได้ว่าผู้ประกอบการไทยเอง ส่วนมากก็มาจากเชื้อสายจีน ในขณะที่คนไทยแท้นั้นถูกสอนให้เป็นข้าราชการ แต่คนจีนถูกสอนให้ค้าขาย และจากแนวคิดนี้นี่เอง ยิ่งทำให้สมรภูมิรบในธุรกิจที่ประเทศจีนนั้นยิ่งรุนแรง

แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศจีนเต็มไปด้วยผู้ประกอบการ แถมยังเป็นผู้ประกอบการที่โฟกัสในอุตสาหกรรม 4.0 นั้น คือประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาไปข้างหน้าเร็วมาก มันเป็นการพัฒนาตั้งแต่ระดับท้องถิ่น หรือจากรากฐานปิรามิด ไปสู่ด้านบนของปิรามิด การพัฒนาแบบนี้ส่งผลถึงความมั่งคั่งของประเทศจีนที่พุ่งสูงขึ้น จากระดับรากหญ้าที่ยากจนบนฐานปิรามิดที่ใหญ่ที่สุด มาสู่คนชนชั้นระดับกลางแบบยกประเทศ ผ่านการเข้าถึงของไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต

ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศส่งออก ในขณะนี้ ประเทศจีนก็กำลังสร้างความต้องการซื้อ และกำลังซื้อ ให้กับคนจีนทั้งประเทศ ผ่านการยกระดับฐานปิรามิดแบบยกประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องมือ และบริษัทจีนเอง ก็สร้างตัวเองจากตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ก่อนที่จะ Scaling สู่ระดับโลก

เรียกได้ว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่น่าจับตามองในเชิงของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

//////////////////////////////////////////////

ที่จริงไปงานแบบนี้ได้อะไรอีกหลายอย่างที่เขียนออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ อธิบายไปก็อาจไม่เข้าใจ เช่น การได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของหลายๆ อุตสาหกรรมในอนาคต การได้ตระหนักว่าจะมีบริษัทใหญ่มากมายต้องบ๊ายบายไปเพราะปรับตัวบนความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และจะมีบริษัทเล็กในวันนี้อีกมากมายที่จะเติบโตจนสามารถเข้าตลาดหุ้นไปแทนที่บริษัทใหญ่ๆ ได้

บางคนบอกว่าเรื่องพวกนี้มันอีกนาน แต่เอาเข้าจริงๆ เวลา 10-20 ปี นั้นไม่ได้นับว่านานอะไรมากเลย หากลองเอาเลข 20 บวกอายุตัวเอง ณ ปัจจุบันเข้าไป และคิดถึงความจริงที่ว่า เราจะสามารถปรับตัวตอนอายุขนาดนั้นได้หรือเปล่า หากคำตอบคือ ณ 20 ปี ข้างหน้า เราอาจจะแก่เกินกว่าจะปรับตัวเองได้ มันจะดีกว่าไหมที่เราจะเริ่มพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อรองรับในอีก 20 ปีข้างหน้า

มันน่าจะง่ายกว่ารอให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสร็จเรียบร้อยในอีก 20 ปีข้างหน้า แล้วเราค่อยมาคิดจะเปลี่ยนแปลง หากถึงวันนั้น ด้วยอายุขนาดนั้น สุดท้าย เราอาจจะต้องพ่ายแพ้ให้กับโลกที่เปลี่ยนไป เพราะในวันนี้ เราไม่ตระหนักว่าระยะเวลา 20 ปีนั้น ความจริงมันสั้นแค่นิดเดียวเอง

อยากฝากไว้ให้ผู้อ่านทุกคนลองไปคิดสนุกๆ ดูค่ะ

และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้คิดและตระหนัก หลังจากได้ไปงาน RISE Conference 2018 มาจร้าา~~~

 

Mei

 

 

 

 

Venture Capital or ICO

 

Business Scaling : VC or ICO
.

หากพูดถึงการขยายธุรกิจจากขนาดเล็ก ไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่นั้น หากเป็นเมื่อก่อนเราคงนึกถึงการขยายบริษัทโดยการใช้ทรัพยากรของบริษัทเป็นหลัก หากทรัพยากรของบริษัทมีไม่พอ แหล่งเงินทุนที่ทุกบริษัทจะคิดถึง ก็คงหนีไม่พ้นธนาคาร
.

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ดูเหมือนว่า บริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นจะมีทางเลือกมากกว่าแค่ธนาคาร บริษัทเทคเล็กๆ ที่เริ่มก่อสร้างตัวเองขึ้นมาและเริ่มมีผู้ใช้งานบนเทคโนโลยีที่สร้างขึ้น การขอเงินกู้จากธนาคารอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพราะการไม่มีทรัพย์สินที่จับต้องได้ ดังนั้น บริษัทเทคเล็กๆ ที่ต้องการเงินทุนมาขยายกิจการ จึงหันไปหา VC หรือ Venture Capital แทน
.

Venture Capital คืออะไร
.

Venture Capital คือบริษัท หรือหน่วยของบริษัท ที่มีเป้าหมายนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโตในอนาคต และสามารถทำสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตนั้นได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือองค์ความรู้ใหม่ๆ จากธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรใหญ่ๆ ในปัจจุบันนี้เลือกลงทุนบนบริษัทเทคเล็กๆ ที่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ มากกว่าที่จะต้องมาพัฒนาองค์ความรู้ใหม่บนการเปลี่ยนแปลงเองทั้งหมด
.

นอกจากการให้เงินทุนแล้ว เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจเล็กเติบโต Venture Capital ได้ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ตลอดจนเป็นแหล่งคอนเน็คชันที่สำคัญสำหรับ Startup ที่ต้องการสายสัมพันธ์ใหม่ๆ เพราะการเติบโตของ Startup ในพอร์ตที่ VC เข้าไปลงทุน หมายถึงผลตอบแทนที่ VC จะได้รับในอนาคต ดังนั้น หากจะมองว่า VC เป็นหนึ่งตัวเร่งที่ทำให้ Startup มีโอกาสประสบความสำเร็จก็คงไม่ผิดนัก
.

การระดมทุนด้วยวิธี ICO
.

ในกรณีที่บริษัทเทคนั้นเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ วิธีการหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมบล็อคเชน คือการทำ ICO หรือ Initial Coin Offering ซึ่งในคอนเซ็ปต์ก็คล้ายๆ กับการทำ IPO ที่เป็นการระดมทุนในตลาดหุ้น แต่ความแตกต่างคือ ในขณะที่ IPO มีกฏหมายดูแลที่ชัดเจน และ IPO มีหุ้นของบริษัทเป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง ICO กลับยังไม่มีกฏหมายที่เข้ามาดูแลอย่างชัดเจน และ ICO ไม่มีหุ้นบริษัทเป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง แต่มีเหรียญ หรือ Coin เป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนใน ICO จึงควรหาข้อมูลเพื่อสร้างฐานความรู้ของตัวเองสำหรับการลงทุน เพราะไม่เหมือน IPO ที่มีการกลั่นกรองมาแล้วขั้นหนึ่งจาก กลต ICO นั้น นักลงทุนจำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ของตัวเอง 100%
.

ข้อดีของการหาเงินทุนด้วยวิธี ICO คือ สามารถหาเงินทุนได้เยอะในครั้งเดียว แต่ข้อเสียที่มาพร้อมกับความสามารถในการหาเงินได้เยอะในครั้งเดียวคือ หากบริษัทขาดความสามารถในการบริหารเงิน ก็จะไม่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว เพราะว่าไม่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายได้ โอกาสที่เงินทุนจะหมดไปในระยะเวลาอันรวดเร็วจึงมีอยู่สูง
.

VC VS ICO
.

ระหว่างการได้รับเงินทุนจาก VC กับการทำการระดมทุนด้วยตัวเองผ่าน ICO มีข้อถกเถียงมากมายว่าวิธีการไหนเป็นวิธีที่ดีกว่ากัน อย่างไรก็ตาม VC และ ICO ต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่เหมือนและแตกต่างกันออกไป
.

ในขณะที่ ICO สามารถระดมทุนได้เฉพาะบริษัทเทคที่มีเทคโนโลยีเบื้องหลังเป็น Blockchain แต่ VC ไม่มีข้อจำกัดเช่นนั้น ตรงข้าม VC ส่วนใหญ่ไม่สามารถลงทุนในเหรียญได้ และหลาย VC ยังคงระมัดระวังในการเข้าลงทุนในบริษัทที่เป็น Blockchain และมีการออกเหรียญ Token ออกมาเทรดบนตลาด
.

สาเหตุหลักที่ VC ให้ความระมัดระวังในเรื่องบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่มีลักษณะเป็น Public Blockchain เป็นเพราะความไม่ชัดเจนของผู้ออกกฏหมาย เมื่อกฏหมายมีความไม่ชัดเจน จึงถือเป็นความเสี่ยงที่ยังควบคุมไม่ได้ VC จึงยังไม่อยากเข้าไปยุ่งกับธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้จนกว่าจะมีกฏหมายที่ชัดเจน
.

อย่างไรก็ตาม ในด้านของบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนด้วยวิธี ICO ในด้านหนึ่ง บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนได้จำนวนมหาศาลในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ในอีกด้าน การที่บริษัทนำ Blockchain เข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะนำมาซึ่งความล้มเหลวของบริษัทในระยะยาวได้ เพราะบางธุรกิจเหมาะกับการนำ Blockchain เข้ามาใช้ก็จริง แต่บางธุรกิจอาจจะไม่มีความจำเป็นเลย ดังนั้น ก่อนที่บริษัทจะคิดระดมทุนด้วย ICO จึงควรถามตัวเองก่อนว่า Blockchain จะเข้ามาตอบโจทย์ของธุรกิจได้อย่างไร Blockchain จำเป็นจริงๆ หรือไม่ ซึ่งหากคำตอบที่ได้คือ Blockchain ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ การระดมทุนด้วย ICO อาจเป็นความเสี่ยงมากกว่าเป็นโอกาส
.

นอกจากนั้น บริษัทที่ทำ ICO อาจจะไม่มีโอกาสสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ VC สามารถนำเสนอให้ได้ หนึ่งในความสำคัญของ VC คือ VC เป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นเงินทุนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Smart Money กลุ่มเครือข่ายเหล่านี้อาจเป็นขุมทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่าการทำ ICO ที่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริษัทที่ต้องการ Scaling ตนเองจากขนาดเล็กไปขนาดกลางและใหญ่ ซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้ กลยุทธ์ และเครือข่าย แต่ถ้าหากบริษัทมีความสามารถที่จะสร้างเครือข่ายทางธุรกิจได้ด้วยตนเอง และมั่นใจว่าตนเองสามารถ Scaling ธุรกิจได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้และเครือข่ายจาก VC ในวงการ Blockchain เองก็มีเครือข่ายเฉพาะอันทรงพลังที่ VC อาจจะยังเข้าไม่ถึงเครือข่ายเฉพาะทางเหล่านี้ ซึ่งทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวบริษัทเองล้วนๆ
.

ดังนั้น สุดท้ายแล้วจึงขึ้นอยู่กับทรัพยากรของบริษัทที่มีว่าขาดเหลืออะไรบ้าง บริษัทต้องการอะไรเพื่อขับเคลื่อนตนเองไปข้างหน้า เพื่อนำมาพิจารณาว่าระหว่างการหาเงินทุนจาก VC กับการหาเงินทุนจากการทำ ICO อะไรจะเป็นผลดีที่สุดต่อการขยายธุรกิจให้เติบใหญ่ในอนาคต

.

Mei