Author Archives: In-Mei

About In-Mei

Writer@Dinotech5.0 >>> https://www.facebook.com/dinotech5.0/ My interesting around : Macro Economics Industry Evolution4.0 Figure Skating Asian Entertainment Fiction and so on...

ยุค 4.0 งานจะหมดไปจริงๆ หรือ ??

 

เป็นที่ถกเถียงกันมากว่ามนุษย์จะถูกแย่งงานไปในยุค 4.0 คำถามที่น่าสนใจคือ งานไหนที่จะถูกแทนที่บ้าง และบนความไม่แน่นอนในยุคนี้ เราจะปรับตัวเข้ากับมันได้อย่างไร หาคำตอบได้จากที่นี่ค่ะ

 

เทคโนโลยี ไกลหรือใกล้ตัวเรา

บางคนคิดว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งไกลตัว… ว่าแต่ มันไกลตัวจริงๆ น่ะหรือ ?? หรือว่ามันใกล้เสียจนเราไม่ทันคิดถึงมันกันแน่ ??

 

To the Future : Industry 4.0

เรื่องของอุตสาหกรรม 4.0 เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากมาย คำถามที่น่าสนใจคือ มันเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเราขนาดนั้นเลยหรือเปล่า และทำไมเราจึงต้องให้ความใส่ใจกับมัน เราจะมาพูดคุยเรื่องนี้กันค่ะ

 

The failure of income distribution’s equality 2 : Debt

สาเหตุความล้มเหลวของการกระจายรายได้ภาค 2 : การก่อหนี้ 

.

ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงเรื่อง ‘เงินเฟ้อ’ ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของความล้มเหลวของการกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้การกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมนั้นเป็นไปได้ยากมากถึงมากที่สุด และสาเหตุนั้นก็คือ ‘หนี้’ หรือถ้าจะให้พูดอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็คือ ‘ความเข้าใจและความสามารถของการใช้ประโยชน์จากหนี้’ นั่นเอง

.

การเป็นหนี้นั้น อันที่จริงสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ได้สองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ หนี้ สามารถเป็นเครื่องมือ ‘ลด’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้ หรือจะเป็นเครื่องมือเพื่อ ‘เพิ่ม’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้เหมือนกัน

.

ในเคสของการก่อหนี้บนการบริโภคของคนทั่วไปนั้น สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายว่าเพราะเหตุใดหนี้จึงทำให้ความมั่งคั่งที่สะสมไว้หายไปได้ สาเหตุหลักมาจาก ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ ที่มาพร้อมกับการขอสินเชื่อต่างๆ เพราะมันแปลว่านอกจากค่าสินค้าที่คุณต้องจ่ายแล้ว คุณยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติมให้กับสถาบันทางการเงินอีกด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นจะแพงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ กล่าวคือ ในขณะที่คุณฝากเงินในธนาคารและได้ดอกเบี้ยเงินฝากกลับมานั้น ดอกเบี้ยเงินฝากของคุณจะไม่มีวันเพียงพอสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเด็ดขาด

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความหมายที่ซ่อนอยู่ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากที่มีผลต่อความมั่งคั่งของบุคคลทั่วไป สมมติว่าคุณกู้ยืมเงินมา 100 บาท บนอัตราดอกเบี้ยธนาคารทั่วไปที่ประมาณ 7% ต่อปี หมายถึงพอสิ้นปี คุณจะมีค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืม 7 บาท หากคุณนำเงิน 100 บาทนี้ไปฝากธนาคาร อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% ต่อปี (อัตราสมมติ) พอสิ้นปี คุณจะได้รับดอกเบี้ย 1 บาท ดังนั้น เพื่อที่จะมีรายได้จากการฝากเงินที่เพียงพอต่อการชำระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ คุณจะต้องมีเงินต้นอย่างต่ำเป็น 7 เท่าของจำนวนเงินต้นที่กู้มา คุณถึงจะสามารถปกป้องความมั่งคั่งในกระเป๋าเงินของคุณได้  (เงินต้น 700 บาท ได้รับดอกเบี้ย 7 บาท เท่ากับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้พอดี)  

.

อย่างไรก็ดี หากคุณไม่มีเงินต้นที่เพียงพอ และคุณกู้เงิน 100 บาทมาเพื่อใช้จ่ายโดยไม่ก่อเกิด productivity ใดๆ ขึ้นมา คุณจะสูญเงิน 100 บาทนั้นไป แถมยังต้องหาเงินใหม่มาชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย หากไม่สามารถหาเงินใหม่มาชำระได้ ความมั่งคั่งเดิมที่คุณเคยมีอยู่ ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาผูกพันการชดใช้หนี้ เป็นสาเหตุว่าทำไมคนที่กู้เงินมาใช้จ่าย แต่ไม่สามารถหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ จึงค่อยๆ จนลงเรื่อยๆ จากการเป็นหนี้ ในขณะเดียวกัน แม้จะหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ แต่ผลที่ตามมาคือการไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งใหม่เพิ่มขึ้นมาได้ ทำให้ฐานะทางการเงินนั้นหยุดอยู่กับที่ไปโดยปริยาย 

.

ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงคำว่า ‘การสร้าง productivity ใหม่’ และคำว่า ‘การหาเงินใหม่’ 

.

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าการเป็นหนี้ไม่ได้เพียงแต่จะลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่ง แต่ยังสามารถเพิ่มความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ด้วย ซึ่งการจะสร้างความมั่งคั่งจากหนี้ได้นั้น ทริกของมันอยู่ที่ 1. ความสามารถในการสร้างผลิตผล (Productivity) ใหม่ และ 2. ความสามารถในการสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เกิดจากการก่อหนี้  ซึ่งการที่จะทำ 2 ข้อนี้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความรู้อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ด้านการบริหารเงิน ดังนั้น เรามาลองทำความเข้าใจให้มากขึ้นเกี่ยวกับ 2 ข้อที่เพิ่งเอ่ยถึงทางด้านบนกันดีกว่า  

.

  1. การกู้เงินกับการเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ 

.

การกู้เงิน ความหมายก็คือการที่ตัวบุคคล หรือบริษัท ได้รับเงินจำนวนหนึ่งมาโดยมีข้อสัญญาว่าจะต้องชำระเงินคืนเจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่สัญญาไว้ ซึ่งหากดูตามระยะเวลา นั่นแปลว่า บุคคลหรือบริษัท จะได้รับเงินมาใช้ก่อน หลังจากนั้นค่อยชำระเงินคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้ทีหลัง

.

คำถามคือ แล้วเงื่อนเวลาตรงนี้มันสำคัญอย่างไร และส่งผลกระทบต่อการสร้างผลิตผลใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไรบ้าง ซึ่งคำตอบของตรงนี้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเงิน ว่าเมื่อได้เงินมาแล้ว บุคคลหรือบริษัท ได้นำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง หากเงินที่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตใหม่ เช่น สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร หรือนำไปจ้างแรงงาน และการลงทุนนั้นทำให้เกิดผลิตผลใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม เมื่อนั้น ผลจากการกู้เงินจะเป็นผลบวกต่อสภาพเศรษฐกิจในระยะต้น คือในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่ต้องนำเงินกลับไปชำระหนี้คืน ส่งผลถึง GDP โดยรวมของประเทศที่จะเจริญเติบโต และส่งผลถึงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่จะเจริญเติบโตตามความสามารถในการสร้างผลิตผลที่มีมูลค่าใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

.

2.  การเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่

.

เมื่อบุคคลหรือบริษัท สามารถสร้างมูลค่าใหม่ๆ จากเงินกู้ได้แล้ว คำถามสำคัญต่อไปก็คือ สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้น สามารถนำมาสร้าง ‘เงิน’ หรือ ‘ผลตอบแทน’ หรือ ‘ผลกำไร’ ได้เท่าไหร่ ??

.

บางครั้ง ผลิตผลที่สร้างขึ้นมา สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินกลับมาในมูลค่าที่สมเหตุสมผล บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้มากกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผล แต่บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้น้อยกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผลเช่นกัน นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายในการผลิต หากค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนว่ามันสามารถส่งผลกระทบต่อผลกำไรได้ คำถามที่สำคัญคือ แล้วเราต้องการผลกำไรเท่าไหร่จึงจะสามารถสร้างความมั่งคั่งจากการเป็นหนี้ได้

.

คำตอบนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า อย่างน้อยที่สุด ผลกำไรที่ได้รับ จะต้องไม่ต่ำกว่า ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยจ่าย’ เพราะการที่สามารถมีกำไรที่มากพอในการจ่ายค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ มันหมายถึงการที่บุคคล หรือบริษัท ไม่ต้องใช้เงินตัวเองในการสร้างผลผลิตใหม่ๆ ส่วนการใช้ประโยชน์จาก ‘หนี้’ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง จะทำได้กี่มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่จากผลกำไรในการลงทุน ว่าบุคคลหรือบริษัทนั้นๆ สามารถสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่จะต้องชำระคืนได้มากเท่าไหร่ 

.

เพราะเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่าบริษัทที่มีความสามารถในการกู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อจากธนาคาร หรือการออกหุ้นกู้ประเภทต่างๆ ได้ จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ ผิดกับบริษัทที่ใช้เงินของตัวเอง 100% ที่จะไม่สามารถสร้างความเจริญเติบโตได้รวดเร็วเหมือนกับบริษัทที่ใช้หนี้เข้ามาช่วย อย่างไรก็ดี การใช้หนี้เข้ามาสร้างความเจริณเติบโตและความมั่งคั่งในอัตราเร่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ในเชิงบริหารภาพรวมและการบริหารเงิน เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน รวมทั้งมีความสามารถที่จะสร้างผลิตผลที่สร้างผลกำไรได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การสร้างความมั่งคั่งจากการใช้หนี้ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทุกคนมีความสามารถที่จะทำได้ เพราะหากกู้หนี้มา แต่ไม่อาจสร้างผลกำไรที่มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ เมื่อนั้น แทนที่จะสามารถใช้หนี้เพื่อเพิ่มอัตราเร่งให้ความมั่งคั่ง ก็จะกลายเป็นการลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งไปแทน 

.

แล้วทำไมการเกิดขึ้นของ ‘หนี้’ จึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การกระจายรายได้ล้มเหลว ??

.

คำตอบของเรื่องนี้นั้นง่ายมาก เพราะการเกิดขึ้นของหนี้ มีคนเพียงแค่หยิบมือเดียวที่เข้าใจกลไกการทำงานของมัน และสามารถฉกฉวยโอกาสเพื่อสร้างความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ เพราะอย่างที่อธิบายไว้ด้านบนว่า เพื่อที่จะทำให้การก่อหนี้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น เราจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการบริหาร โดยเฉพาะการบริหารเงิน คำถามสำคัญคือ แล้วคนในประเทศเรามีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ??

.

ในทางกลับกัน บนความไม่รู้ของทักษะด้านการบริหาร หนี้จำนวนมากถูกก่อขึ้นเพื่อใช้ในการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก และสินค้าแบรนด์เนมอีกมากมาย ซึ่งการเป็นหนี้เพื่อซื้อสินค้าต่างๆ โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงผลิตผล แถมยังต้องมีค่าใช้จ่ายทางการเงินอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนมากมีความมั่งคั่งส่วนบุคคลที่ลดลง ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ในระบบทุนนิยมที่สนับสนุนการก่อหนี้เพื่อสร้างการบริโภคล่วงหน้า แล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง มันเป็นการสร้างพฤติกรรมให้คนในสังคมมีการออมเงินที่น้อยลง เมื่อออมน้อยลง แต่มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นบนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมรักษาความมั่งคั่งได้อย่างยากลำบาก 

.

ผิดกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าออกมาให้คนบริโภค แถมยังมีการสนับสนุนการบริโภคล่วงหน้าด้วยหนี้บัตรเครดิต และบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้เอง ก็เข้าใจกลไกการทำงานของการก่อหนี้ จึงเท่ากับว่าบริษัทใหญ่เหล่านี้ สามารถดูดเงินจากผู้บริโภคได้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคต้องรับเงินเดือนก่อน อีกทั้งในด้านการลงทุนและการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังสามารถใช้ประโยชน์จากการก่อหนี้ ขยายบริษัท เพิ่มผลผลิตด้วยเงินที่ทำการกู้ยืมมา เพราะเหตุนี้ ความมั่งคั่งของบริษัทจะขยายและเติบโตด้วยอัตราความเร่ง ในขณะที่ฟากที่ก่อหนี้มาเพื่อซื้อสินค้า กลับเป็นฝ่ายที่ความมั่งคั่งค่อยๆ ลดลงและหดหาย

.

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมคนรวยจึงยิ่งรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง ในระบบทุนนิยมที่ใช้ ‘หนี้’ ในการผลักดันเศรษฐกิจ การพูดถึง ‘การกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม’ จึงเป็นอะไรที่ขัดกับระบบเศรษฐกิจและนโยบายรัฐที่ใช้ระบบทุนนิยมบริหารประเทศอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบนกุศโลบายการผลักดัน GDP โดยการใช้หนี้ แบบที่ประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกาทำ ยิ่งเป็นการสร้างความล้มเหลวให้กับการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้นอย่างยากที่จะหันหลังกลับ

.

Mei

The failure of income distribution’s equality 1 : Inflation

สาเหตุความล้มเหลวของการกระจายรายได้ : เงินเฟ้อ 

.

ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเริ่มต้นขึ้น คำว่า ‘เงินเฟ้อ’ ก็กลายมาเป็นหนึ่งตัวชี้วัดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นกันอย่างชัดเจนคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เงินเฟ้อเป็นหนึ่งปัจจัยในการเริ่มขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยที่จะตัดสินว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ในสถานะที่กำลังฟื้นตัวแล้วหรือยัง 

.

อย่างไรก็ตาม การคำนวนอัตราเงินเฟ้อที่หน่วยงานรัฐใช้นั้น อ้างอิงจากค่า CPI  (Consumer Price Index) เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นค่าที่ใช้วัดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว บนความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ เงินเฟ้อคือตัวเลขที่บ่งบอกถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ยิ่งราคาสินค้าราคาสูงขึ้นมากเท่าไหร่ นั่นยิ่งแสดงถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้นเท่านั้น 

.

ความหมายที่แท้จริงของเงินเฟ้อ

.

สำหรับความหมายทั่วๆ ไป เงินเฟ้อคือการที่สินค้ามีราคาแพงขึ้น แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดี การที่สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นทุกปี มันแปลว่า เงินจำนวนเท่าเดิมที่เราถืออยู่ในมือปีนี้ ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าในจำนวนเท่าเดิมบนคุณภาพเดิมในปีต่อไปได้อีกแล้ว หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ เงินที่เราทำมาหาได้มาอย่างยากลำบากนั้น มันเสื่อมมูลค่าลงไปในทุกๆ ปี นี่เป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมการออมเงินในธนาคารจึงกลายเป็นความเสี่ยง นั่นเป็นเพราะเงินสามารถเสื่อมมูลค่าได้ผ่านกระบวนการสำคัญที่เรียกว่า ‘เงินเฟ้อ’ นั่นเอง 

.

เงินเฟ้อเกิดจากอะไร

.

หลายคนอาจสงสัยว่าอยู่ดีๆ ทำไมในโลกนี้ถึงมีเงินเฟ้อเกิดขึ้นมาได้ ทำไมข้าวของเครื่องใช้ ข้าวปลาอาหารถึงต้องมีราคาที่สูงขึ้นในทุกๆ ปี คำตอบนั้นอันที่จริงมันง่ายมาก สาเหตุของเงินเฟ้อเกิดมาจาก Supply หรือ ปริมาณเงิน ที่พิมพ์เข้ามาในระบบนั้นมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อเงินถูกพิมพ์เข้ามาในระบบมากขึ้น เงินในระบบเศรษฐกิจจึงมีมากขึ้น และเงินเหล่านี้ก็ถูกแจกจ่ายไปยังหน่วยย่อยต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารมีการส่งเสริมการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจขยายตัวและมีการจ้างงานมากขึ้น เป็นต้น

.

เมื่อเงินมากขึ้น จึงมีความต้องการซื้อที่มากขึ้น เมื่อความต้องการซื้อถูกผลักดันไปข้างหน้า แต่สินค้าที่มีขายมีจำนวนจำกัด ทำให้ราคาสินค้าบริการมีการปรับราคาสูงขึ้น ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า หากปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น จะทำให้ตัวเลขการเจริญเติบโต หรือ GDP ประเทศเพิ่มสูงขึ้น และพลอยทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งมองเผินๆ คนในระบบจะรู้สึกดีเพราะมีเงินใช้จ่ายคล่องมือ แต่หากมองให้ลึกแล้ว ก็จะพบว่ายิ่งใช้จ่ายได้คล่องมือเท่าไหร่ สุดท้ายจะไม่สามารถมีเงินเก็บได้เลยเพราะค่าครองชีพนั้นสูงขึ้นแข่งกับเงินเดือนที่ได้รับในทุกๆ ปี เช่นกัน 

.

แล้วเงินเฟ้อมีผลดีต่อใคร ??

.

การที่มีปริมาณเงินในระบบมาก ส่งผลกระทบโดยต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจ เมื่อคนมีเงินใช้จ่ายเยอะ ย่อมต้องมองหาสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจเมื่อขยายตัวมากขึ้นก็ส่งผลให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็มีมากขึ้นจากตลาดที่คึกคักบน ‘easy money’  ซึ่งธนาคารเองก็พร้อมจะให้สินเชื่อ และฟากผู้ประกอบการเองก็พร้อมที่จะลงทุนเพราะฟากผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะใช้จ่ายเงินในระบบที่มีสภาพคล่องเต็มไปหมด

.

เพราะเหตุนี้ เมื่อบริษัทเติบโต ตลาดหุ้นก็ย่อมต้องเติบโตขึ้นตามบริษัท อสังหาริมทรัพย์เองก็มีราคาสูงขึ้นเพราะมีทั้งผู้บริโภคที่ต้องการบ้านเพื่ออยู่อาศัย มีภาครัฐบาลที่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มีภาคธุรกิจที่ต้องลงทุนซื้อที่ดินก่อสร้างบริษัท โรงงาน ในขณะเดียวกัน ฟากนักลงทุนที่มีเงินในมือก็เข้ามาเก็งกำไรในราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งหมดนั้นขับดันให้สิ่งที่เรียกว่า ‘ทรัพย์สิน – Asset’ มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นหรือราคาทีดินก็ตาม และราคาทรัพย์สินเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ เช่น ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1-2% แต่ราคาที่ดินนั้นกลับสูงขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 10-15% แล้วแต่พื้นที่ 

.

ไม่ต้องพูดถึงราคาหุ้นว่าตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ซึ่งเป็นนโยบายเพิ่มปริมาณเงินในระบบในปี 2008 ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มสูงขึ้นจากราวๆ 400 จุด มาจนถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1800 จุด ภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปี หรือประมาณอย่างง่ายๆ คือตลาดหุ้นบ้านเราเติบโตเฉลี่ย 30 – 40% ต่อปีเลยทีเดียว

.

เพราะเหตุนี้ หากถามว่าการสร้างเงินเฟ้อด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบใครเป็นผู้ได้ประโยชน์​ คำตอบก็ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าคือคนที่ถือ ‘สินทรัพย์’ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี อย่างแน่นอนที่สุด   

.

ใครสูญเสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อ ??

.

คำถามนี้ก็ตอบได้ไม่ยากเช่นกัน ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อย่อมเป็นผู้ที่ใช้ ‘ประโยชน์’ จากเงินเฟ้อไม่ได้ หรือก็คือคนที่ถือ ‘เงินสด’ เก็บเอาไว้ในธนาคารนั่นเอง อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า เงินเฟ้อคือกระบวนการลดมูลค่าของเงินลง ในเมื่อนโยบายรัฐบาลในทุกๆ ประเทศคือการสร้างเงินเฟ้อ นั่นย่อมหมายความว่าผู้ที่เก็บเงินสดคือผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมคนเราจึงควรต้องมีความรู้ทางด้านการจัดการทางการเงิน เพราะหากปราศจากความรู้ทางการเงินแล้ว ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนเงินสดที่เสื่อมมูลค่าลง ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าขึ้นได้ เพราะการเปลี่ยนเงินให้เป็นสินทรัพย์นั้น ก็จำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารทางการเงินเช่นเดียวกัน เพราะการลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงซ่อนเร้นอยู่ หากไม่มีความรู้ ความผิดพลาดยามลงทุนก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

.

ดังนั้น ผู้เสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อย่อมเป็นผู้ไร้ความรู้ทางการเงิน ในขณะที่ผู้ได้รับผลประโยชน์จากเงินเฟ้อคือผู้ที่มีความรู้ทางการเงินนั่นเอง 

.

เงินเฟ้อกับการความล้มเหลวในการกระจายรายได้

.

เงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนึ่ง (แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว) ที่ทำให้การกระจายรายได้ในประเทศทุนนิยมล้มเหลว ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น คนรวยมีอยู่เพียง 1% ในขณะที่คนจนมีอยู่ถึง 99% และความแตกต่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนก็แตกต่างจนวัดค่าไม่ได้ 

.

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมประเทศทุนนิยมที่อาศัยการพิมพ์เงินเข้าระบบเพื่อสร้างเงินเฟ้อถึงล้มเหลวในการกระจายรายได้ภายในประเทศได้ นั่นเป็นเพราะหัวใจของการกระจายรายได้คือการที่คนภายในประเทศมีความสามารถในการทำรายได้อย่างเท่าเทียม แต่เพราะการมีอยู่ของเงินเฟ้อ ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศ​ซึ่งเป็นผู้ที่ออมเงินสดในระบบ ต้องสูญเสียความมั่งคั่งลงไปทุกปี มีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ผิดกับฟากของคนส่วนน้อยที่มีความสามารถในการลงทุนผ่านการซื้อสินทรัพย์และทำธุรกิจ คนเหล่านี้มีความสามารถในการสร้างรายได้บนสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี 

.

ดังนั้น เมื่อคนส่วนมากไม่อาจสร้างรายได้บนสินทรัพย์ได้ แต่กลับเป็นคนส่วนน้อยที่เข้าใจการสร้างรายได้บนสินทรัพย์ จึงทำให้ความรายได้ของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจำกัด ในขณะที่คนส่วนน้อยสามารถเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินที่มีได้มหาศาล และบนระบบการเงินที่ออกแบบให้ข้าวข้องเครื่องใช้ต้องแพงขึ้นในทุกๆ ปี ผลลัพท์ก็คือความสามารถในการสร้างรายได้ของคนในประเทศมีการกระจายตัวที่ไม่เท่ากัน คนที่จนมีแนวโน้มจนลงเพราะมีรายได้ที่เติบโตแพ้รายจ่ายที่ต้องจ่าย ในขณะที่คนรวยรวยขึ้นบนการเจริญเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่พวกเขาลงทุน 

.

บางคนอาจเถียงว่าเงินเฟ้อในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่บริษัทเพิ่มเงินเดือนให้ 5-10% ในทุกๆ ปี แปลว่ารายได้ควรจะชนะรายจ่ายสิ ประโยคนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อคนเราใช้จ่ายเงินเฉพาะในส่วนของค่าครองชีพพื้นฐานเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีความจำเป็นในการซื้อบ้าน ประโยคนี้จะเป็นเท็จไปในทันที เพราะค่าใช้จ่ายจากการผ่อนบ้าน ดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับบ้านหลังนั้น เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต และอีกสารพัดรายจ่าย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมอัตราเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์คำนวนไม่สามารถนำมาอ้างอิงกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นได้ เพราะความเป็นจริงคือ สินค้าและบริการบางอย่างนั้นถูกขึ้นราคามากกว่าเงินเฟ้อที่ประกาศโดยกระทรวงฯ และการเป็นหนี้บนการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือซื้อโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รายได้ของคนทั่วไปไม่เคยเพียงพอต่อรายจ่ายเลย 

.

ดังนั้น การมีอยู่ของเงินเฟ้อจึงทำให้การกระจายรายได้และความมั่งคั่งของคนในประเทศมีความแตกต่างกัน ผู้ที่ถือเงินสดคือผู้ที่ถือความเสี่ยงเพราะเงินสดมีความสามารถในการเสื่อมมูลค่า แต่หากต้องการเลี่ยงความเสี่ยงจากการเสื่อมมูลค่าของเงิน ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ด้านการเงินและการลงทุนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงในการถือสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยที่ผู้ลงทุนควรหวังผลตอบแทนที่ชนะการเติบโตในฟากค่าใช้จ่าย เพื่อให้ความมั่งคั่งของตนไม่สูญหายไปกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี นั่นเอง 

.

Mei 

When Degree is not the answer for tech company.

การสมัครงานบนยุค 4.0 กับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ของวงการการศึกษา 

.

เชื่อว่าหลายๆ คนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการสมัครงานในบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่ในวันนี้ไม่ได้ต้องการการศึกษาขั้นปริญญาตรีจากในรั้วมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงคุณมีความสามารถแบบที่บริษัทต้องการ เพียงเท่านั้นก็ไม่มีปัญหา จริงอยู่ว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นกับบริษัทเพียงไม่กี่บริษัทในโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการเติบโตมหาศาล เช่น Apple, Google หรือแม้แต่ IBM ก็ตาม 

.

เรื่องราวเหล่านี้กระทบกับอะไรบ้าง ?? ที่แน่นอนที่สุด มันย่อมกระทบต่อวงการการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในมหาวิทยาลัย เพราะหากต่อไปบริษัทต่างๆ ต้องการความสามารถมากกว่าปริญญา คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วเด็กนักเรียนรุ่นต่อไปจะต้องเรียนหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ใบปริญญาที่อาจจะไม่มีความหมายในสายตาของบริษัทผู้ว่าจ้างไปทำไม ?? 

.

ในวันนี้ ปัญหาส่วนมากที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่นในประเทศไทยประสบคือการที่เด็กนักเรียนมีจำนวนลดลง แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาด้านประชากรส่วนหนึ่งที่อัตราเด็กเกิดใหม่นั้นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แต่ถ้าหากเทรนของบริษัทในอนาคตต้องการทักษะและความสามารถที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปจากโปรแกรมเดิมๆ ที่มหาวิทยาลัยปัจจุบันสอนอยู่ ปัญหาที่มหาวิทยาลัยต้องเจอจะไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนประชากร แต่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่านั้น คือ มหาวิทยาลัยไม่สามารถปรับตัวกับชุดความรู้ที่ตลาดแรงงานต้องการ และบนแพลตฟอร์มการศึกษาในปัจจุบันนี้ เราพบว่ามีหลายแพลตฟอร์มที่เปิดสอนโปรแกรมที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานมากกว่า มีทั้งแพลตฟอร์มที่เปิดสอนแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน แต่ถ้าหากต้องการใบรับรองการศึกษา หรือ Certificate ผู้เรียนจะต้องชำระเงินเพื่อให้ได้ใบรับรองนั้นมา 

.

บนสภาพแวดล้อมของตลาดแรงงานในปัจจุบันที่บริษัทใหญ่ยินดีจะเสนอเงินเดือนสูงๆ เพื่อแลกกับคนที่มีทักษะและความสามารถที่บริษัทต้องการ เช่น ความรู้ทางด้าน AI, Machine Learning, Blockchain, Data Science ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนที่มีความรู้ทางด้านนี้มีจำนวนที่จำกัด ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงาน คำที่ได้ยินกันบ่อยคือคำว่า Talent Hunting ซึ่งก็คือความหมายที่บริษัทใหญ่ระดับโลกกำลังต้องการแรงงานคนในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน คำถามที่น่าสนใจในวงการการศึกษาคือ เรามีสถาบันการศึกษาที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากเท่าไหร่ เพราะเหตุนี้เอง จึงทำให้มหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พากันเข็นเอาโปรแกรมออนไลน์ที่สอนทักษะเหล่านี้ออกมาขาย ข้อดีคือใครที่สนใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เรียนได้ แม้ใบรับรองจะไม่ใช่ปริญญา แต่ในยุคที่บริษัทให้ความสนใจกับทักษะมากกว่าปริญญา การเรียนจบได้ปริญญาในสาขาวิชาชีพที่ไม่ตอบโจทย์ อาจจะมีประโยชน์น้อยกว่าใบรับรองการศึกษาบนทักษะความรู้ที่บริษัทต้องการก็เป็นได้

.

นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังมีแพลตฟอร์มเพื่อสร้างโพรไฟล์การสมัครงานแบบออนไลน์ (Linkedin) มันสามารถเก็บประวัติทั้งการศึกษาและการทำงานได้ และเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่บริษัททั่วโลกใช้เพื่อเสาะหาคนที่มีความสามารถ ไม่เพียงเท่านั้น ตอนนี้ยังมีหน่วยงานกลางที่ออกใบรับรองการศึกษาให้กับสถาบันทั่วโลกแบบออนไลน์ พูดง่ายๆ ว่าถ้าคุณเรียนจบและสอบผ่านตามเกณฑ์ที่สถาบันการศึกษากำหนด คุณจะได้รับใบรับรอง และสามารถแชร์ใบรับรองนี้เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าตอนนี้คุณได้เพิ่มทักษะบางอย่างขึ้นมาแล้วนะ หากใครสนใจความสามารถนี้ของคุณก็สามารถติดต่อกันเข้ามาได้ หรือหากคุณอยากจะสมัครงานต่างประเทศ แพลตฟอร์มนี้ก็จะเป็น Resume ชั้นดีของคุณที่สามารถใช้สมัครงานได้ทั่วโลก 

.

แพลตฟอร์มที่เสนอคอร์สการศึกษาในปัจจุบันนี้มีเยอะมาก เช่น Udamy, Getsmarter และ Edx แต่ละแพลตฟอร์มมีมหาวิทยาลัยดังที่นำเสนอโปรแกรมต่างๆ ที่หลากหลายกันไป หรือบางครั้งก็เป็นสถาบันการศึกษาเปิดแพลตฟอร์มของตัวเอง ดังนั้น การศึกษาในปัจจุบันนี้จึงเปิดกว้างและเข้าถึงคนจำนวนมากทั่วโลกผ่านทาง Internet และนี่เป็นความท้าทายสำคัญของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองด้วย ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

.

Mei 

 

Economics Crisis Trigger : Dollar

 

มีคำกล่าวสุดคลาสสิคคำหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘เงินก็เหมือนกับน้ำ สูบน้ำเข้า ปลาก็ร่าเริง สูบน้ำออก ปลาก็ตาย’ นี่เป็นคำกล่าวที่ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างไรในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หลักฐานที่เห็นได้ชัดและใกล้ตัวคนไทยมากที่สุดคือการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ต่างชาติพากันสูบเงินจากประเทศไทยออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวและภาคธุรกิจค่อยๆ ล้มหายตายจากไปมากมายในช่วงนั้น 

.

ส่วนดอลล่าร์ บางคนอาจเห็นมันเป็นเพียงค่าเงินสกุลหนึ่งบนโลกนี้ที่มีความสำคัญมากกว่าค่าเงินอื่นๆ อยู่นิดหน่อยเพราะเป็นค่าเงินของประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ความเป็นจริงคือ ในโลกที่เปรียบเงินเสมือนกับสายน้ำนั้น ดอลล่าร์ก็คือสายน้ำสายหลักที่เมื่อพัดไปในทางใด ทางนั้นก็จะเต็มไปด้วยปลาที่เริงร่า ในขณะที่เมื่อสายน้ำที่เรียกว่าดอลล่าร์เหือดหาย เมื่อนั้นเหล่าปลาก็จะมีอาการขาดอากาศหายใจและล้มตายกันไปทีละตัว ดังนั้น ดอลล่าร์จึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญมากในวงจรของการลงทุน หากเข้าใจดอลล่าร์ จะสามารถเข้าใจเศรษฐกิจภาพใหญ่ได้ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเห็นโอกาสและความเสี่ยงที่มากับดอลล่าร์ด้วย 

.

ประเด็นสำคัญที่สุดที่นักลงทุนควรเข้าใจคือ เมื่อเงินทุนบนโลกใบนี้กำเนิดมาจาก ‘ดอลล่าร์’ 

.

ดอลล่าร์ เป็นค่าเงินที่มีสิทธิพิเศษหลายอย่าง และหนึ่งในสิทธิพิเศษนั้นคือ สิทธิ์ของการเป็น ‘เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ’ 

.

แล้วสิทธิ์นี้มันสำคัญไฉน ?? 

.

ก่อนจะรู้ว่าสิทธิ์ของการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมันสำคัญอย่างไร เราต้องมาเข้าใจหลักการการสร้าง Supply ของเงินในระบบ หรือพูดให้ง่ายเข้า Supply ของเงินในระบบก็คือสภาพคล่องของเงินที่ถูกสร้าง หรือพิมพ์ เข้ามาในระบบ ให้พวกเราได้ใช้กัน

.

เรื่องนี้ แม้มันอาจจะรู้สึกเหมือนสลับซับซ้อน แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก หากจะพูดเรื่องการสร้างสภาพคล่องของเงินในระบบ (Money Supply) มันก็คือการที่ธนาคารกลางในแต่ละประเทศ ไปซื้อทรัพย์สินที่มีความสามารถในการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งหลักๆ ก็คือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือดอลล่าร์ เข้ามาวางเป็นเหมือนหลักทรัพย์ค้ำประกัน จากนั้นค่อยพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นออกมาตามปริมาณเงินทุนสำรอง ในกระบวนการนี้ เราเรียกปริมาณเงินก้อนนี้ว่า M0 (M Zero) 

.

จาก M0 ซึ่งเป็น Supply เงินก้อนแรก เมื่อไหลเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านธนาคารพาณิชย์ ไหลมายังบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ จวบจนกระทั่งถึงมือรายย่อยซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป การที่เงินเปลี่ยนมือจากสถาบันหนึ่งไปอีกสถาบันหนึ่ง จากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง กระบวนการนี้ในระบบเศรษฐกิจเรียกว่าการหมุนของเงิน ยิ่งเงินมีการเปลี่ยนมือ มีการหมุนเร็วเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงิน หรือ Supply ของเงิน ใหญ่โตมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจประเทศโดยรวมเติบโตได้มากขึ้นผ่านสภาพคล่องทางการเงินที่ใหญ่ขึ้น 

.

เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเรา ?? 

.

จากกระบวนการการสร้างสกุลเงินท้องถิ่นที่เล่ามาข้างบน แปลว่า หากต้องการพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นขึ้นมา คุณต้องมีดอลล่าร์มาหนุนอยู่ข้างหลัง ถ้าไม่มีดอลล่าร์ จะไม่เกิด M0 ไม่เกิด M0 แปลว่าไม่เกิดเงินสกุลท้องถิ่น ถ้าเปรียบกับสมัยก่อน เงินสกุลท้องถิ่นใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ปัจจุบัน ดอลล่าร์กลับกลายเป็นสินทรัพย์หนุนหลังที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากสาเหตุนี้นี่เอง หากจะพูดว่า เงินสกุลท้องถิ่นบนโลกนี้ถือกำเนิดจากดอลล่าร์ก็คงจะไม่ผิดนัก 

.

นอกจากนี้ Supply หรือสภาพคล่องของดอลล่าร์ เมื่อถูกผูกติดกับสภาพคล่องของเงินสกุลท้องถิ่นประเทศต่างๆ บนโลก จึงกลายเป็นว่า หากสภาพคล่องดอลล่าร์สูง สภาพคล่องเงินท้องถิ่นก็ย่อมสูงตามไปด้วย ในทางกลับกัน เมื่อสภาพคล่องดอลล่าร์ต่ำลง สภาพคล่องเงินท้องถิ่นก็ย่อมต้องตกต่ำลง

อีกทั้งสภาพคล่องของดอลล่าร์ยังส่งผลต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นต่างๆ บนโลกอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อสภาพคล่องดอลล่าร์ต่ำลง ดอลล่าร์ที่อยู่ภายนอกสหรัฐก็ย่อมต้องถูกโยกย้ายกลับบ้านเพื่อมาทดแทนเม็ดเงินที่หายไป ดอลล่าร์หายากขึ้นและมีราคาแพงขึ้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่อยู่บน Dollar Ecosystem ยังคงต้องการใช้ดอลล่าร์เพื่อเป็นเงินทุนสำรอง รวมทั้งใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ การที่ดอลล่าร์แพงขึ้นจึงกระทบกับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ทันที ด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงเท่านี้ก็ทำให้ราคาค่าเงินประเทศอื่นๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ได้แล้ว

.

หรือหากจะเปรียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็อาจจะเปรียบได้ว่า เมื่อประเทศสหรัฐเป็นผู้ส่งออกดอลล่าร์ไปสร้างความเติบโตให้ประเทศอื่นๆ ในทางกลับกัน ยามที่สหรัฐทวงดอลล่าร์คืน ก็ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ประเทศอื่นๆ ต้องประสบกับการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างช่วยไม่ได้นั่นเอง

.

 

เมื่อเราเข้าใจถึงความสำคัญของความมีอยู่และสภาพคล่องของดอลล่าร์แล้ว สิ่งที่เราควรจะรู้เพิ่มเติมต่อไปก็คือ แล้วมีปัจจัยอะไรบ้าง ที่จะส่งผลต่อปริมาณดอลล่าร์ นักลงทุนหลายสำนักใช้เงื่อนไขสภาพคล่องของดอลล่าร์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุน คนไทยมักได้ยินคำว่า ‘Fund Flow’ หรือ เงินลงทุนจากต่างชาติ เงินเหล่านี้คือเงินร้อนที่พร้อมจะมาและพร้อมจะไปบนการหากำไรจากตลาดเงินตลาดทุนในประเทศต่างๆ แน่นอนว่าการแข็งค่าและการอ่อนตัวของดอลล่าร์เป็นปัจจัยหนึ่งในขนเงินเข้าและขนเงินออก ซึ่งมีผลโดยตรงกับราคาทรัพย์สินในตลาดเงินและตลาดทุน 

.

ปัจจัยแรกที่ส่งผลต่อสภาพคล่องดอลล่าร์คืออัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับเพิ่มและลดสภาพคล่องในระบบอยู่แล้ว ยามที่เศรษฐกิจดี มีความร้อนแรงมากเกินไป รัฐบาลควรยับยั้งความร้อนแรงนั้นๆ เพราะหากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปอาจนำมาซึ่งความชะล่าใจและการก่อหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นทันที และคนเริ่มหันมาให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลที่มีดอกเบี้ยสูงขึ้น การที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นก็ดี หรือคนทั่วไปหันมาเก็บเงินในพันธบัตรมากขึ้นก็ดี เหล่านี้ล้วนเป็นการดูดเงินออกมาจากกระเป๋าตังค์ภาคส่วนต่างๆ ทำให้สภาพคล่องในระบบมีขนาดลดลง เป็นการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจได้ ดังนั้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐออกนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงแปลความหมายได้ว่าสภาพคล่องกำลังถูกดูดออกจากระบบ และดอลล่าร์ควรจะค่อยๆ มีความตึงตัวมากขึ้น

.

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา แม้สหรัฐจะใช้นโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ดอลล่าร์ในระบบกลับไม่ได้ตึงตัวอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุเพราะหลังจากสหรัฐประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยุโรปก็ประกาศต่อว่าจะเป็นผู้ทำ QE และกำหนดนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ด้วยเหตุนี้ เงินลงทุนจากยุโรปจึงหันไปหาพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอย่างพร้อมเพรียง เพราะสุดท้าย การลงทุนก็ย่อมต้องหวังผลตอบแทน การที่ยุโรปพิมพ์เงินและใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นการผลักเงินลงทุนจำนวนมากในยุโรปไปยังสหรัฐทันที ความท้าทายคือ โปรแกรมการพิมพ์เงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังจะสิ้นสุดลงในปีนี้ ถ้าดอลล่าร์ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและมีความตึงตัวเพิ่มมากขึ้น กลุ่มประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม Emerging Market (กลุ่มประเทศเกิดใหม่ – EM) จะทนรับมือการไหลออกของดอลล่าร์ได้ถึงขนาดไหน 

.

นอกจากนั้น ปัจจัยที่จะเพิ่มและลดสภาพคล่องของดอลล่าร์ ก็มีเรื่องของนโยบายการเพิ่ม หรือลด ขนาดของงบบัญชีธนาคารกลาง หรือที่เราได้ยินบ่อยๆ ในข่าวเกี่ยวกับการลดบาลานซ์ชีท (Balance Sheet) ก่อนหน้านี้ งบบัญชีธนาคารกลางบวมขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะนโยบายการทำ QE หรือ การพิมพ์เงินเพิ่ม เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องในระบบ ในช่วงเวลานั้นเราจะเห็นได้ชัดว่า สินทรัพย์ทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจทั่วโลกเจริญเติบโต เพราะดอลล่าร์จำนวนมหาศาลที่ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์ใส่เข้ามา ทำให้เหล่าปลาทั้งหลายมีความร่าเริงเป็นอันมาก ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงขึ้นทันตาเห็น 

.

แต่เมื่อในขณะนี้ ธนาคารกลางกลับจะลดขนาดของงบบัญชี แปลได้ว่าธนาคารกลางจะไม่เติมเงินกลับเข้าไปในระบบอีก แม้พันธบัตรรัฐบาลและเอกชนที่อยู่ในมือธนาคารกลางสหรัฐจะหมดอายุ แต่ธนาคารกลางจะไม่กลับเข้าไปซื้อใหม่ ทำให้ขนาดของทรัพย์สินที่ธนาคารกลางสหรัฐถือไว้ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ และการที่เจ้าของพันธบัตรต้องหาผู้ซื้อรายใหม่มาทดแทน ก็เป็นการดูดสภาพคล่องของเงินในระบบออกไปอย่างแนบเนียน 

.

อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจคือการดำเนินนโยบายขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา นี่เป็นวิธีในการส่งออกดอลล่าร์วิธีหนึ่ง หากสหรัฐดำเนินนโยบายขาดดุลการค้า แปลว่าประเทศอื่นย่อมได้กระแสดอลล่าร์กลับไปสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต ขับดันตัวเลข GDP ในประเทศนอกสหรัฐให้สูงขึ้น พลอยทำให้ตลาดเงินตลาดทุนภายนอกสหรัฐมีความคึกคักและเติบโตขึ้น เรียกให้นักลงทุนไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐ 

.

ในทางกลับกัน เมื่อสหรัฐมีความต้องการดำเนินนโยบายเกินดุลการค้า แปลว่ากระแสของดอลล่าร์ถูกดูดให้กลับประเทศผ่านการค้าที่เกินดุล เป็นการดูดสภาพคล่องจากกลุ่มประเทศภายนอกสหรัฐ พลอยทำให้นักลงทุนพากันย้ายเงินลงทุนจากประเทศอื่นๆ กลับสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาไปด้วย

.

บน Dollar Ecosystem ที่โลกของเราใช้กันมานานถึง 100 ปี โลกเราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กหรือลูกใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดซ้ำไปซ้ำมาตลอดเวลาคือ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มันคือช่วงเวลาที่ดอลล่าร์ไหลออกจากประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสาเหตุของการไหลออกของดอลล่าร์มันคืออะไร แต่การไหลออกของดอลล่าร์ย่อมแปลได้ว่าความมั่งคั่งที่อยู่ในตลาดเงินตลาดทุน และความมั่งคั่งของรัฐบาล รวมไปถึงภาคเอกชน ถูกรีดออกไปในนามของดอลล่าร์ เพราะเหตุนี้ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ การกลับของเศรษฐกิจมักขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการขายสินทรัพย์ภายในประเทศ เพื่อแลกกับเงินใหม่ สภาพคล่องใหม่ ที่จะกลับมาเติมให้กับระบบ ซึ่งทุกครั้งมักมาในรูปของการช่วยเหลือผ่าน IMF ที่มีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย

.

และเหตุการณ์เหล่านี้ก็เกิดขึ้นวนไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเข็มนาฬิกาที่เดินวนเป็นวงกลมซ้ำๆ อยู่ที่เดิม

.

Mei

 

Signs of Automotive Industry Disruption

บางทีสัญญาณเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสลักสำคัญใดๆ ก็อาจจะเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังเดินทางมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นโดยไร้ซึ่งสัญญาณ เพียงแต่ว่า เราสามารถที่จะเห็นสัญญาณที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่าต่างหาก

.

อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่สัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงค่อยๆ ผุดขึ้นมา ถึงแม้ในตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมขนาดที่จะชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนเหมือนบางอุตสาหกรรมที่เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว แต่เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ และมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่สนับสนุน ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ช้าเพราะต้องรอการสร้างตัวของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะมาแทนที่ให้เสร็จเสียก่อน แต่หลังจากที่เกิดโครงสร้างพื้นฐานใหม่แล้ว เราย่อมจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง ทำให้ผู้ที่เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นผู้ชนะ และผู้ที่ไม่เตรียมตัวรับมือกลายเป็นผู้แพ้โดยไม่รู้ตัว เราลองมาดูกันว่าสัญญาณต่างๆ ที่คืบคลานเข้ามานั้น มีอะไรกันบ้าง

.

สัญญาณที่ 1 : ยอดขายรถยนต์ที่ไม่มีการเจริญเติบโต

.

คำว่ายอดขาย ‘ไม่เจริญเติบโต’ เมื่อระยะเวลาผ่านไป สามารถตีความได้ว่า ยอดขายรถยนต์กำลังอยู่ในสภาวะที่ ‘ถดถอย’  ในสหรัฐอเมริกาเอง ยอดขายรถยนต์นั้นขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดในช่วงปี 2015 เนื่องจากในขณะนั้นเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำสุด หลังจากนั้น ยอดขายก็ไม่เคยเติบโตไปมากกว่านั้นอีกเลย

.

ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แม้แต่ประเทศในฝั่งเอเชีย เช่นประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น ยอดขายรถก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงวัย จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกาพบว่า ปริมาณผู้เกษียณอายุนั้นแปรผันโดยตรงกับอายุการใช้งานของรถ เพราะเมื่อมนุษย์ถึงวัยเกษียณอายุ ทำให้ไม่มีแหล่งรายได้ประจำอีกต่อไป ส่งผลให้ผู้ที่เกษียณอายุแล้วมีแนวโน้มจะใช้รถยนต์คันเดิมโดยไม่มีแผนจะซื้อรถใหม่ ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลในทางลบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.

สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรเราบ้าง ??  นี่เป็นสัญญาณที่บอกอุตสาหกรรมยานยนต์ ว่าวันนี้อาจจะถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้น ‘ความต้องการซื้อ’ ใหม่ๆ ให้ถือกำเนิดขึ้นใช่หรือไม่ ?? จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ดี หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้มากขึ้นก็ดี ด้วยเทคโนโลยีที่กำลังก้าวไปข้างหน้า คำถามคือ อะไรจะเป็นสิ่งที่มาช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้บ้าง

.

แน่นอนว่านี่ต้องเป็นหนึ่งในการบ้านของฝ่ายพัฒนาและวิจัยของบริษัทรถยนต์ทุกแบรนด์อย่างแน่นอน

.

 

สัญญาณที่ 2 : ทิศทางการทำวิจัยและพัฒนารถยนต์

.

วันนี้ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่อง ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ และ ‘รถยนต์ไร้คนขับ’  ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม ในทุกๆ ฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ ล้วนแล้วแต่พูดถึงรถยนต์ไร้คนขับทั้งนั้น 

.

บางคนตั้งข้อสงสัยว่า แค่มีการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับและรถยนต์ไฟฟ้า มันจะมีอะไรสำคัญ เพราะคนจำนวนมากล้วนแล้วแต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆ และยิ่งเกิดที่ประเทศไทยได้ยากมากๆ ด้วยเหตุผลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านจราจรและผังเมือง รวมทั้งลักษณะนิสัยของคนไทยที่ไม่มีระเบียบวินัย จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งกับรถยนต์ไร้คนขับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราลืมคิดไปคือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีปัจจุบันนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกลง ตามระยะเวลาที่ผ่านไป เมื่อทุกๆ บริษัทรถยนต์ต่างก็มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในทิศทางเดียวกัน แปลว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นว่ารถที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้จะออกสู่ท้องตลาดได้เมื่อไหร่ 

.

ประเทศที่เคลื่อนที่ในเชิงนโยบายได้เร็วที่สุดคือประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเก่าให้เป็นโครงสร้างใหม่ที่รองรับการเกิดขึ้นของเหล่าเทคโนโลยีอันน่าทึ่ง ในประเทศจีน มีการเริ่มใช้รถสาธารณะที่เป็นรถไร้คนขับแล้ว รวมไปถึงมีการเปิดถนนเพื่อให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาต สามารถทดสอบรถยนต์ไร้คนขับได้ เมื่อมีหนึ่งประเทศเคลื่อนไหว ประเทศอื่นๆ ย่อมเคลื่อนไหวตามมา เปรียบได้กับกฏการกระพือปีกของผีเสื้อ (Butterfly Effect)  เป็นสัญญาณที่บอกว่าการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมรถยนต์ในวันนี้ได้รับการยอมรับจากภาครัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 

.

นี่ย่อมเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

.

สัญญาณที่ 3 : ทิศทางการลงทุนบนแพลตฟอร์มการคมนาคมขนส่ง

.

หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจมากคือการลงทุนของเหล่าบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัท Venture Capital ทั้งหลาย ที่พากันขนเงินมาลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารถไร้คนขับ และบริษัทที่พัฒนาแพลตฟอร์ม Ride-Sharing ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ถึงขนาดที่บริษัท Softbank นั้นกล้าที่จะลงทุนในทุกบริษัทที่ทำแพลตฟอร์มด้าน Ride-Sharing เลยทีเดียว 

.

สัญญาณนี้แปลได้ว่าอย่างไรบ้าง ??  การลงทุนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่หวังผลตอบแทนทั้งสิ้น ไม่มีการลงทุนใดที่ลงไปโดยไม่คิดจะได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่เป็นเงิน หรือผลตอบแทนด้านเทคโนโลยีก็ตาม และที่สำคัญที่สุด การลงทุนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่บนความคาดหวังว่าจะต้องมีการเติบโตในอนาคต ดังนั้น การที่เม็ดเงินจำนวนมากถูกเทลงบนการเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มบางอย่าง ย่อมเป็นสัญญาณว่า เทคโนโลยีนั้นและแพลตฟอร์มนั้น กำลังจะมาแทนเทคโนโลยีเก่าและแพลตฟอร์มแบบเก่าอย่างแน่นอน

.

สัญญาณที่ 4 : การเปลี่ยนแปลงของแนวความคิดในคนรุ่นมิลเลเนียมลงไป  

.

การซื้อรถ คือการสะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนในสังคมอย่างหนึ่ง รวมไปถึงสะท้อนทางเลือกในการเดินทางด้วย เรามักจะพบว่าในประเทศที่มีการคมนาคมขนส่งที่ดี การซื้อรถก็จะน้อยลงเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น ในขณะที่ในประเทศที่การคมนาคมขนส่งไม่ดี เราก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีรถเพื่อใช้ในการเดินทาง 

.

ขณะนี้ อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นคือการใช้แพลตฟอร์มเพื่อหารถรับจ้าง เช่น Uber, Grab หรือ DiDi  ทั้งนี้ บนแพลตฟอร์ม อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มมีความนิยมมากขึ้นคือการใช้รถแบบ Ride-Sharing หรือรูปแบบของการที่ รถหนึ่งคันรับคนซึ่งมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน ยิ่งมีคนไปเส้นทางเดียวกันมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ยิ่งน้อยลง ซึ่งเป็น Solution ที่เหมาะกับในยุคที่กำลังการซื้อของคนลดน้อยลงอย่างในปัจจุบันมาก  

.

หากเป็นคนรุ่นก่อน ทั้งเจน Baby Boom หรือ เจน X  แพลตฟอร์มแบบนี้ไม่มีทางได้รับความนิยมเพราะขัดกับพฤติกรรมเดิมๆ ซึ่งเคยชินกับการขับรถส่วนตัว จากผลการสำรวจพบว่า ในขณะที่คนกลุ่มเบบี้บูม และเจน X  มีการยอมรับแพลตฟอร์มแบบ Ride-Sharing ต่ำ แต่คนในกลุ่มเจนมิลเลเนียม กลับสามารถยอมรับแพลตฟอร์มประเภทนี้ได้มากกว่า เป็นสัญญาณที่บอกว่ายิ่งอายุน้อยลง ยิ่งสามารถยอมรับการเดินทางแบบ Ride-Shaing ได้

.

นอกจากนั้นยังมีการสำรวจพบว่า ในคนกลุ่มมิลเลเนียมนั้น มีแนวโน้มที่จะซื้อรถน้อยลง รถยนต์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาอีกต่อไป โดยมีเพียงแค่ 15% เท่านั้นที่บอกว่า รถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของพวกเขาอย่างยิ่งยวด ในขณะที่ 30% บอกว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะซื้อรถยนต์ในระยะเวลาอันใกล้นี้เลย  

.

วิจัยชิ้นนี้บอกให้เราทราบอย่างชัดเจนว่า รถยนต์สำหรับกลุ่มคนมิลเลเนียมมีความสำคัญลดลง สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางที่บอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะใช้แพลตฟอร์ม Ride-Sharing โดยไม่สนใจว่าจะต้องเดินทางกับคนแปลกหน้า ด้วยสภาพโครงสร้างประชากรที่คนรุ่นมิลเลเนียมและหลังจากนั้นจะมาเป็นกลุ่มขับดันเศรษฐกิจในโลกอนาคต หากทัศนคติและพฤติกรรมยังคงเดินหน้าสู่การ ‘ไม่เห็นความสำคัญ’ ของการมีรถ คำถามที่น่าสนใจคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ?? 

.

สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่แค่สัญญาณที่จะให้บริษัทรถยนต์ระมัดระวัง แต่รวมไปถึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ถูกจ้างผลิตด้วย การเปลี่ยนแปลงแม้จะยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในวันนี้ แต่จากสัญญาณต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดมีแนวโน้มที่อุตสาหกรรมยานยนต์จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในอนาคต 

.

แน่นอนว่าผู้ที่ตระหนักในสัญญาณการเปลี่ยนแปลงและมีการเตรียมตัวเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้

.

Mei

.

 

Credit : Raoul Pal@Realvitiontv 

New World Order Strategy in Play : Turkey Crisis

 

หากใครติดตามสถานการณ์โลกในตอนนี้ เรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจมากที่สุดในสายตาของนักลงทุนคงหนีไม่พ้นเรื่องของวิกฤติค่าเงิน ‘ลีลา’ ของประเทศตุรกี ที่อ่อนตัวลงไปมากกว่า 40% ในปีนี้ 

.

ความจริงแล้ว ปัจจัยพื้นฐานที่ผลักให้ตุรกีต้องเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนต่างชาตินั้นมีอยู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่สูง อัตราเงินเฟ้อที่สูง ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกากดปุ่มดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับตุรกี โดยเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 50% และ ภาษีอลูมิเนียมเป็น 20% ประเทศตุรกีจึงอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เมื่อรวมเข้ากับปัจจัยการแข็งตัวของดอลล่าร์ด้วยแล้ว จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรที่ ‘เงินร้อน’ ภายในประเทศตุรกีจะพากันไหลออกอย่างรวดเร็วจนกระทบถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตุรกีอย่างที่เห็นในวันนี้

.

แต่ถึงจะมีปัจจัยรองรับการเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจในตุรกีอยู่ครบถ้วนก็ตาม คำถามที่น่าสนใจคือ การเกิดวิกฤติครั้งนี้มีปัจจัยอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะดูจากท่าทีของผู้นำตุรกีแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการรับความช่วยเหลือจาก IMF อย่างสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยเมื่อปี 1997 แตกต่างจากกรีซ ในปี 2009 และล่าสุด แตกต่างจากอาเจนติน่าซึ่งประสบปัญหาเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง IMF ก็เข้ามาให้เงินช่วยเหลือพร้อมเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนั้น การที่ตุรกีไม่ต้องการความช่วยเหลือจาก IMF นั้น มันกำลังแปลความหมายได้ว่าไม่ต้องการอยู่ในเงื่อนไขใดๆ ของ IMF ใช่หรือไม่ ?? 

.

ถึงแม้ตุรกีจะไม่สนใจขอความช่วยเหลือจาก IMF แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตุรกีจะไม่มองหาความช่วยเหลือจากประเทศอื่น และเมื่อมองเหล่าพันธมิตรของตุรกีแล้ว ก็ต้องบอกว่ามันน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นระหว่างตุรกีกับรัสเซีย เงินลงทุนช่วยเหลือจากประเทศกาตาร์ ตลอดจนเงินลงทุนช่วยเหลือจากประเทศจีน ทั้งหมดนี้กำลังบอกว่าประเทศตุรกีกำลังบอกลา dollar ecosystem และหันมาซบอกระบบ non-dollar ecosystem หรือเปล่า เราลองมาพิจารณาผลกระทบจากการย้ายข้างของตุรกีดู ว่าทำไมพฤติกรรมของตุรกีเช่นนี้ จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาถึงกับเต้นผาง ประกาศจะไม่ผ่อนปรนมาตรการใดๆ กับตุรกีโดยเด็ดขาด 

. 

1. NATO VS Russia 

.

ก่อนหน้านี้ ตุรกีนับว่าเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด รวมทั้งตุรกียังเป็นหนึ่งในสมาชิกของนาโต แต่ทั้งหมดก็มาถึงจุดเปลี่ยนในปี 2016 เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ตุรกีแบบที่ประธานาธิบดี แอร์โดอัน ไม่ทันตั้งตัว และไม่ได้รับคำเตือนจากฝั่งพันธมิตรฝ่ายนาโต โดยสิ้นเชิง โชคยังดี ที่แม้จะไม่ได้รับคำเตือนจากฝ่ายพันธมิตร แต่เขากลับได้รับคำเตือนจากทางรัสเซียเกี่ยวกับการรัฐประหาร ประธานาธิบดี แอร์โดอัน จึงเป็นฝ่ายชนะการทำรัฐประหารครั้งนั้นอย่างหวุดหวิด ผลจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ ตุรกี-สหรัฐอเมริกา ค่อยๆ ย่ำแย่ลง ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ตุรกี-รัสเซีย กลับดีวันดีคืนขึ้นอย่างรวดเร็ว 

.

หลายคนคงสงสัยว่า แล้วเรื่องนี้สำคัญอย่างไรต่อสหรัฐอเมริกาถึงขั้นทำให้ประเทศพี่ใหญ่เต้นผางได้ คำตอบนั้นไม่ยากเลย มันถูกเขียนไว้อยู่บนแผนที่โลกใบนี้ ในเชิงการค้า ประเทศตุรกีเป็นประเทศที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งของโลก เพราะเป็นประเทศที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างยุโรปและตะวันออกกลาง มาจนถึงเอเชีย ส่วนในเชิงการทหาร นาโต มีกองกำลังปิดล้อมรัสเซียที่ยุโรปตะวันออกและที่ตุรกี อีกทั้งการมีฐานทัพที่ตุรกี ทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนพลไปยังบริเวณตะวันออกกลางอีกด้วย แต่เมื่อตุรกีเริ่มหันไปเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ทำให้กองกำลังทหารของนาโตที่ตุรกีไม่เข้มแข็งเหมือนเดิมอีก อีกทั้งตุรกียังได้เจรจาขอซื้ออาวุธจากทางรัสเซีย ซึ่งระบบการใช้งานมีความแตกต่างจากกลุ่มนาโต ดังนั้นการสูญเสียตุรกีในฐานะพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐ จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงในสายตาของประเทศสหรัฐอเมริกา 

.

2. Energy Landscape 

.

การเป็นพันธมิตรกันระหว่างตุรกีและรัสเซีย ทำให้โครงการก่อสร้างท่อแก๊ส South Stream ที่เชื่อมระหว่าง รัสเซีย-ตุรกี ที่ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้ ถูกรื้อฟื้น และก่อสร้างใหม่อีกครั้งในชื่อ Turkstream ซึ่งการก่อสร้างท่อแก๊ซนี้จะทำให้ตุรกีสามารถส่งออกแก๊ซไปยังยุโรปได้มากขึ้น โดยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้

.

นอกจากนี้ หากมองตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค เส้นทางที่ใกล้ที่สุดที่จะส่งพลังงานไปยังยุโรป คือเส้นทางที่ผ่านตุรกี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะนี้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในฝั่งตะวันออกกลางมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิรัค ซีเรีย หรืออิหร่าน การเกิดขึ้นของพันธมิตรภายในตะวันออกกลางนำโดย รัสเซีย อิหร่าน และตุรกี ซึ่งมีการขายพลังงานโดยไม่ใช่เปโตรดอลล่าร์เรียบร้อยแล้ว ก็กำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา 

. 

3. Dollar VS Non Dollar Ecosystem

.

เห็นได้ชัดว่าขณะนี้ ดอลล่าร์ถือว่าเป็นสาเหตุของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่ระบาดไปทั่วโลก การที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถพิมพ์เงินได้จำนวนไม่จำกัด และนำเงินนั้นไปฝากไว้กับประเทศต่างๆ ในนามของเงินสำรองระหว่างประเทศ และเงินลงทุนต่างชาติ ทำให้โลกนี้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีบางประเทศต้องการลดอำนาจของดอลล่าร์ที่มีต่อประเทศตัวเองลง โดยการเริ่มทำการค้าแบบทวิภาคี และใช้เงินสกุลท้องถิ่นของตนแทนที่เงินดอลล่าร์ รวมไปถึงมีการซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศที่ใช้วิธีนี้มากที่สุดประเทศหนึ่ง คงหนีไม่พ้นประเทศรัสเซีย ที่ทยอยขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซื้อทองคำ และซื้อขายพลังงานด้วยเงินที่ไม่ใช่เปโตรดอลล่าร์ 

.

จีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สร้างระบบทางการเงินเป็นของตนเอง รวมถึงมีนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน อีกทั้งมีการซื้อขายกับประเทศต่างๆ ในระดับทวิภาคีโดยใช้เงินสกุลท้องถิ่น เป็นประเทศที่สหรัฐอเมริกามองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐ จนนำมาสู่นโยบายการกีดกันทางการค้าที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนั้น เป็นผลมาจากการพัฒนาระบบการค้าที่มองข้ามดอลล่าร์ รวมไปถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่มีโอกาสจะก้าวข้ามสหรัฐในอนาคตได้

.

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตุรกี?? 

.

หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและสหรัฐกำลังเผชิญกับความล้มเหลว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกี รัสเซีย อิหร่าน และจีน กลับดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่ม รัสเซียและจีน คือผู้นำทางด้านเศรษฐกิจใหม่ซึ่งลดบทบาทของดอลล่าร์ลง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ส่วนอิหร่าน คือประเทศที่ถูกประเทศสหรัฐอเมริกาแทรกแซงมาโดยตลอดและไม่สามารถค้าขายผ่านระบบดอลล่าร์ได้ ดังนั้นอิหร่านจึงจำเป็นต้องมองหาระบบที่ไม่ใช่ดอลล่าร์เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ดังนั้น กลุ่มพันธมิตร รัสเซีย อิหร่าน และจีน จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของดอลล่าร์ ยิ่งเมื่อรวมเอาตุรกีซึ่งมีที่ตั้งประเทศอยู่ในจุดยุทธศาสตร์มาเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม นั่นยิ่งทำให้สหรัฐอเมริกามองว่าสกุลเงินของตนกำลังถูกท้าทายอย่างมีนัยยะสำคัญ 

.

ดังนั้น เมื่อประเทศตุรกีมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเกิดวิกฤติ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงไม่รอช้าที่จะกดปุ่มเพื่อรุกฆาตตุรกีเพื่อให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เคยสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศสหรัฐฯ 

.

4. The way out or No way out ?? 

.

แล้วตุรกีจะหาทางออกจากปัญหานี้ได้อย่างไร และมีทางให้ตุรกีหาทางออกได้หรือไม่?? คำตอบตายตัวคงไม่มี เพราะความเป็นจริงคือเศรษฐกิจตุรกีนั้นเกิดความเสียหายอย่างมากไปแล้ว และมีแนวโน้มที่จะเสียหายมากกว่านี้ เพราะตุรกียังอยู่ในระบบของดอลล่าร์ ยิ่งสหรัฐดำเนินมาตรการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ ยิ่งส่งผลให้ตุรกีมีปัญหามากขึ้นจากการที่ดอลล่าร์อยู่ในภาวะแข็งค่า รวมกับภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ทั้งหมดนั้นทำให้หนี้ของตุรกีมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยที่แนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจลดลง 

.

อย่างไรก็ตาม ตุรกีเป็นประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของบรรดาประเทศที่อยู่ในแกนตรงกันข้ามของสหรัฐอเมริกา ความสำคัญเช่นนี้ทำให้ประเทศตุรกีจะไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนประเทศเวเนซุเอลลา รวมทั้งไม่อาจปล่อยให้ตุรกีถึงทางตันจนต้องกลับไปซบอก IMF ได้ เพราะการกลับไปหา IMF เท่ากับเป็นการบอกให้รู้กลายๆ ว่าประเทศตุรกีจะต้องยอมทุกข้อตกลงที่ IMF ต้องการ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะรวมถึงข้อตกลงทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองและภูมิศาสตร์เศรษฐกิจโลก ที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาด้วย

.

ดังนั้น วิกฤติเศรษฐกิจตุรกีในรอบนี้ ไม่ใช่แค่สนามรบระหว่างยักษ์กับมดเท่านั้น ตรงข้าม มันเป็นสนามรบระหว่างยักษ์ตัวเดิม กับว่าที่ยักษ์ตัวใหม่ งานนี้ หญ้าแพรกอย่างเราๆ จึงควรจะติดตามข่าวสารและระมัดระวังการลงทุนให้ดีๆ เพราะศึกครั้งนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งศึกที่ไม่จบง่ายๆ 

.

Mei  

 

US Economics : Defying Gravity

//เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาบนการต่อต้านกฏแรงโน้มถ่วง//  

.

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีกระแสความหวาดกลัวว่าสหรัฐอเมริกาจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจากหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องหนี้ของสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ทะลุ 21 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ผนวกกับนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าตลาดสหรัฐนั้นกำลังใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว 

.

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่านอกจากตลาดหุ้นสหรัฐจะไม่ crash แล้ว ยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป จนในขณะนี้ ตลาดเริ่มมีความคลายกังวลมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่มีวันเกิดวิกฤติ และหลายฝ่ายเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งเกร่งมากขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจสหรัฐจะไม่มีวันเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่จริงหรือ ทั้งๆ ที่สหรัฐนั้นมีวงจรการเกิดวิกฤติทุกๆ ประมาณ 8-10 ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ Black Monday ปี 1987 เหตุการณ์ Dot-Com Bubble ปี 2000 และครั้งล่าสุดคือ Subprime Crisis ปี 2008 ซึ่งหากนับจำนวนปี ถือได้ว่าสหรัฐไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว สหรัฐจะสามารถพาเศรษฐกิจผ่านวงโคจร Boom-Bust ของเศรษฐกิจไปได้หรือไม่ เรามาลองดูปัจจัยต่างๆ กัน 

.

.

1 การปะทะกันของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานเก่า 

.

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเก่าไปสู่ระบบใหม่ มีอะไรหลายอย่างที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่เด็กรุ่นใหม่ๆ มีอัตราการเกิดที่น้อยลง ในขณะที่คนรุ่นเบบี้บูม ซึ่งค่อยๆ ทยอยเกษียณอายุออกไปนั้น มีจำนวนมหาศาล ดังนั้น หากโครงสร้างประชากรยังเป็นแบบนี้ต่อไป กลุ่มผู้ทำงานและมีรายได้จะค่อยๆ ลดจำนวนลง สวนทางกับผู้เกษียณอายุที่ไม่มีรายได้และต้องพึ่งพารัฐ จะมีจำนวนที่มากขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

.

อย่างไรก็ดี บนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร กลับมีการเคลื่อนที่ของแรงงานจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพิ่มมากขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายเข้าของแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากที่สุดอีกประเทศหนึ่ง การดูดแรงงานเข้าประเทศนี่เอง จะไปเพิ่มการบริโภคในประเทศให้เจริญเติบโตมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐเติบโตเร็วขึ้นบนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ปัญหาหนึ่งเดียวของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานคือเรื่องของกฏหมายที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยของทรัพป์ ที่ใช้นโยบาย American First ซึ่งล่าสุด ก็มีกฏหมายใหม่ออกมาเพื่อกีดกันไม่ให้นักเรียนจีนทำงานในสหรัฐ รวมไปถึงคนจีนที่ทำงานในสหรัฐเองก็มีแนวโน้มในการต่อวีซ่าเพื่อทำงานใหม่ได้ยากขึ้น ด้วยกฏหมายใหม่แบบนี้ ทำให้คนจีนเก่งๆ กลับประเทศ และนำความรู้ไปพัฒนาในประเทศจีนมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าปริมาณแรงงานที่ย้ายเข้าประเทศสหรัฐ จะสามารถทดแทนแรงงานที่เกษียณออกจากระบบ และมีปริมาณเพียงพอต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้หรือไม่ 

.

นอกจากเรื่องโครงสร้างประชากรแล้ว ยังมีเรื่องโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป จากอุตสาหกรรมเก่า ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ การถือกำเนิดของสตาร์ทอัพที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า เป็นการสร้างงานใหม่ สร้างความต้องการใหม่ และสร้างการใช้จ่ายใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น โดยมีโลกทั้งใบเป็นตลาดรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความท้าทายในประเด็นนี้คือ ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีความต้องการซื้ออยู่เต็มไปหมด กำลังมาแทนที่อุตสาหกรรมเก่าที่กำลังถดถอย หากอัตราการเติบโตไปข้างหน้าก้าวไปไม่ทันอัตราการถดถอย และอุตสาหกรรมใหม่เติบโตได้ไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานปัญหาที่เกิดจากการเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมเก่า สุดท้ายก็อาจหนีไม่พ้นการเกิดวิกฤตของระบบเศรษฐกิจ เพื่อเคลียร์ระบบพื้นฐานเก่า ก่อนจะสร้างระบบพื้นฐานใหม่บนการเติบโตของเศรษฐกิจรอบใหม่ในอนาคตข้างหน้า

.

นี่จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลาง ว่าจะสามารถปรับสมดุลระหว่างโครงสร้างเก่าและโครงสร้างใหม่ได้หรือไม่ หากทำได้ วิกฤตเศรษฐกิจก็จะไม่เกิด แต่ถ้าไม่อาจรักษาสมดุลได้ โอกาสที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจก็จะมีความเป็นไปได้ในระยะของการผลัดเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ 

.

.

2 การปะทะกันระหว่าง Dollar Ecosystem และ Non – Dollar Ecosystem 

.

ปัจจุบัน เมื่อมองไปยังระบบการเงินโลกนั้น ในขณะนี้ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ ฟากหนึ่งคือกลุ่มอำนาจเก่า คือ Dollar Ecosystem และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่กำลังพยายามหาทางออกจากระบบเก่า คือ Non – Dollar Ecosystem ซึ่งมีแกนนำสำคัญอันได้แก่ จีน รัสเซีย และอิหร่าน 

.

ดอลล่าร์ เป็น World Currency ของโลก เป็นสกุลเงินที่สามารถพิมพ์ได้เสกได้จากอากาศโดยไม่ต้องมีเงินทุนสำรองเหมือนประเทศอื่นๆ สาเหตุที่ดอลล่าร์มีอิทธิพลขนาดนี้ เนื่องมาจาก 3 ปัจจัยใหญ่ นั่นคือ 

1 การต้องใช้ดอลล่าร์ในการซื้อน้ำมัน หรือที่เรียกว่า เปโตรดอลล่าร์ โดยเมื่อก่อน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะต้องรับเงินเป็นดอลล่าร์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อขายน้ำมันผ่านเงินตราสกุลอื่นๆ ได้

2 การต้องใช้ดอลล่าร์เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศทุกครั้ง จะต้องเปลี่ยนผ่านดอลล่าร์ก่อนเสมอ เช่น หากโอนเงินบาทไทยไปเป็นเงินเยนญี่ปุ่น เงินบาทไทยต้องถูกเปลี่ยนเป็นดอลล่าร์ ก่อนที่จะนำดอลล่าร์นั้นไปเปลี่ยนเป็นเยน

3 การต้องใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 

.

จากเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ดอลล่าร์กลายเป็นเงินตราที่มีความสำคัญที่สุดของโลกใบนี้ และดอลล่าร์เองก็มีความสำคัญมากบนระบบการค้าการลงทุนโลก เงินดอลล่าร์สามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศหนึ่งเติบโตได้ ในขณะเดียวกัน ดอลล่าร์ก็สามารถทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศอาเจนติน่ามีปัญหาค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อ เนื่องมาจากเงินดอลล่าร์ไหลออกจากประเทศจำนวนมาก ส่งผลต่อปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ค่าเงิน   ดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ เพราะเหตุนี้จึงมีกลุ่มประเทศที่ไม่ต้องการจะพึ่งพิงระบบของดอลล่าร์ ที่มีอิทธิพลมหาศาลขนาดนี้อีกต่อไป 

.

จะด้วยเหตุผลด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ หรือด้วยเหตุผลด้านผลประโยชน์ของประเทศก็ตามที ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่เริ่มสร้างระบบของตัวเองขึ้นมา นับตั้งแต่การสร้างพันธมิตรระดับทวิภาคีกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันให้สามารถใช้เปโตรหยวนได้ หรือการตั้งหน่วยงานเพื่อกำหนดราคาทองคำด้วยตัวเอง ตลอดจนการสร้างระบบการโอนเงินระหว่างประเทศของตัวเองแทนการใช้ระบบ swift เดิม  ทั้งหมดนั้นเป็นการสร้างโครงสร้างทางการเงินใหม่แทนที่โครงสร้างเดิมซึ่งเป็นของดอลล่าร์ อีกทั้งนโยบาย Made in China 2025 และ นโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ ที่มีธนาคาร AIIB ซึ่งมีประเทศจีนเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่ เป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่จะเพิ่มการไหลเวียนของเงินหยวนในอนาคต เมื่อรวมเข้ากับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วของจีน สุดท้าย การปะทะกันระหว่างกลุ่ม Ecosystem เก่าและใหม่จึงเกิดขึ้น เกิดเป็นนโยบายการกีดกันทางการค้าอย่างที่เราเห็น

.

แน่นอนว่านโยบายการกีดกันทางการค้าส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ และเราได้เห็นว่าตอนนี้ประเทศจีนกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักผ่านทางตลาดหุ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นว่าประเทศจีนยังคงเดินหน้าสร้าง Ecosystem ใหม่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง การกดดันจากสหรัฐไม่สามารถยับยั้งการสร้างพันธมิตรใหม่ของประเทศจีนได้ ตรงข้าม การกดดันจากทางสหรัฐดูเหมือนจะไปกระตุ้นให้กระบวนการสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย 

.

สิ่งที่เราควรติดตามต่อไปคือนโยบายการรับมือของประเทศจีน ความจริงแล้วประเทศจีนถือเป็นประเทศที่อยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ในขณะที่ดอลล่าร์เป็นระบบที่อยู่มากว่าร้อยปีแล้ว ความน่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีนจะสามารถรักษาโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้ไว้ได้หรือไม่ และนานแค่ไหนที่ผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าจะส่งผลถึงคนอเมริกันอย่างชัดเจน หากประเทศจีนสามารถยื้อไว้ได้นานพอที่นโยบายนี้จะกลับไปส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงหนีไม่พ้นสภาพเศรษฐกิจที่ถูกทำร้ายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนอาจส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่นั่นเอง 

.

.

3 การไล่ตามของ Valuation ในบริษัทเทคโนโลยีที่ราคาถูกผลักดันด้วยความคาดหวัง

.

บริษัทเทคโนโลยีหลายๆ บริษัทของสหรัฐอเมริกา ราคาหุ้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มูลค่าจริงของบริษัทนั้นตั้งอยู่บนความคาดหวังของการเติบโตในอนาคต 

.

หลายๆ บริษัทที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีนั้นเป็นบริษัทที่มีเรื่องราวที่ดี มีความน่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ของการเติบโต แต่ถึงกระนั้น ด้วยกระแสข่าวและกระแสความนิยม ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทถูกผลักดันจนมีราคาที่สูงเกินไป ไม่ว่าจะเป็น Amazon ที่มีค่า PE ที่ 147 เท่า Netflix ที่มี PE 159 เท่า หรือ Tesla ที่มีผลกำไรต่อหุ้นที่ติดลบ และไม่สามารถมาคำนวนหาค่า PE ได้ 

.

การที่ราคาหุ้นแพงเกินไปนั้น อาจจะจบที่การเกิดฟองสบู่ในตัวหุ้นบริษัทจนราคาตกก็ได้ หรืออาจจะจบที่ยอดขายบริษัทเติบโตอย่างมากจนทำให้ค่า PE ต่ำลง แต่บนสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่ยอดขายบริษัทจะลดลง สร้างความผิดหวังแก่ผู้ถือหุ้นจนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น

.

ตอนนี้ ในหมู่นักวิเคราะห์บางกลุ่มเริ่มเพ่งเล็งความกังวลไปที่ฟองสบู่ในบริษัทเทคโนโลยี มีการพูดถึง Tech Bubble เปรียบเทียบกับช่วง Dot-Com Crisis ว่าบริษัทนั้นอาจจะไม่สามารถเติบโตได้บนอัตราความเร็วที่ตลาดคาดหวัง มีความเป็นห่วงในการปั่นกระแสเกี่ยวกับเรื่องราวในแง่ดีของบริษัทที่มีความเกินจริง จนอาจจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอบช่วงปี 2000 

.

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงแสดงความเป็นห่วง แต่ในอีกฟากของนักลงทุนก็มองว่าบริษัทเทคโนโลยีนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้นทัดเทียมกับความคาดหวัง ซึ่งหากบริษัทสามารถเติบโตและสร้างผลกำไรได้เหมาะสมกับความคาดหวัง ราคาของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็จะเจริญเติบโตขึ้นไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน 

.

.

4 ไม่มีที่ว่างสำหรับการผิดพลาดของธนาคารกลางสหรัฐ 

.

หนึ่งในสาเหตุของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และการลดขนาดงบการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นเพราะต้องการเพิ่มกระสุนให้กับตัวเองในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งต่อไป เพราะหากเฟดไม่ลดขนาดงบการเงิน และไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ย ในวันที่เศรษฐกิจเกิดปัญหา เฟดจะไม่มีเครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจสหรัฐอีกเลย ดังนั้น เฟดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบาย Quantitative Tightening (QT) หรือ นโยบายตึงตัวทางการเงิน และใช้เครื่องมือใหม่ คือใช้นโยบายทางการคลัง มากระตุ้นเศรษฐกิจแทนการใช้นโยบายทางการเงินที่มีเฟดเป็นแกนนำมาโดยตลอด

.

ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย QT นั้นจะมีก็ต่อเมื่อรากฐานเศรษฐกิจไม่แข็งแรงเพียงพอ และการทำนโยบาย QT ซึ่งเป็นการดูดเงินออกจากระบบ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบขาดสภาพคล่อง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินดอลล่าร์ทั่วโลกไหลกลับสหรัฐ เพราะทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต้องการเงินที่จะมาซื้อพันธบัตรใหม่ และเมื่อเฟดไม่มีนโยบายซื้อพันธบัตรใหม่ และไม่ต่ออายุพันธบัตรเก่า เงินดอลล่าร์จากที่อื่นจึงต้องมาซื้อพันธบัตรเหล่านี้แทน ประกอบกับนโยบายการกีดกันทางการค้าและสภาพเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอ ยิ่งเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการขายทรัพย์สินทั่วโลกเพื่อนำเงินกลับไปซื้อทรัพย์สินของสหรัฐที่มีแนวโน้มเข้มแข็งที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ที่มีปัญหา 

.

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ามาจนถึงตอนนี้ ด้วยระบบดอลล่าร์ ทำให้ประเทศสหรัฐยังคงความแข็งแกร่งอยู่ได้เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงบางประการบนระบบที่ควรระวังคือ ปัญหาเรื่องหนี้ ทั้งหนี้ภาคประชาชน ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนี้ภาครัฐบาล 

.

หากมองเผินๆ เรื่องหนี้อาจเป็นปัญหาเล็กก็ได้ ตราบใดที่ยังมีเงินกลับเข้ามาซื้อหนี้ในระบบได้ ตราบนั้นปัญหาจะไม่เกิด แต่เพราะการไหลกลับของดอลล่าร์ ส่งผลให้ดอลล่าร์แข็งค่า ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออก บริษัทส่งออกจะได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงเพราะการแข็งค่าของดอลล่าร์ อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์ยังได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีที่ประเทศต่างๆ ทำการตอบโต้สหรัฐด้วย ในขณะเดียวกัน ในบริษัทนำเข้า ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และส่งต่อผลกระทบนั้นไปยังผู้ซื้อ ซึ่งก็คือประชาชนคนอเมริกันนั่นเอง

.

ทั้งหมดเป็นเรื่องของการหาสมดุลบนระบบ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีความเปราะบางมากบนการเคลื่อนที่ของดอลล่าร์ ในขณะนี้จากนโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐ สมดุลนั้นยังคงอยู่ได้ แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้สมดุลนี้ของเศรษฐกิจสหรัฐไม่สูญเสียไปบนปัญหาของสมดุลเศรษฐกิจโลก เพราะหากสหรัฐสูญเสียสมดุลนี้ จนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ โอกาสที่ดอลล่าร์จะสูญเสียความน่าเชื่อถือนั้นมีสูงบนปริมาณหนี้ที่มหาศาล และเฟดในเวลานี้ยังไม่พร้อมที่จะอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐเหมือนเมื่อครั้งปี 2008 จึงไม่ผิดนักที่จะพูดได้ว่าเฟดและรัฐบาลสหรัฐ ไม่มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่สำหรับข้อผิดพลาดใดๆ ที่จะนำมาซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจ 

.

เพราะในตอนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ ไม่มีกระสุนเพียงพออีกแล้วที่จะอุ้มเศรษฐกิจทั้งระบบได้เป็นครั้งที่ 2