Monthly Archives: November 2018

ยุค 4.0 งานจะหมดไปจริงๆ หรือ ??

 

เป็นที่ถกเถียงกันมากว่ามนุษย์จะถูกแย่งงานไปในยุค 4.0 คำถามที่น่าสนใจคือ งานไหนที่จะถูกแทนที่บ้าง และบนความไม่แน่นอนในยุคนี้ เราจะปรับตัวเข้ากับมันได้อย่างไร หาคำตอบได้จากที่นี่ค่ะ

 

เทคโนโลยี ไกลหรือใกล้ตัวเรา

บางคนคิดว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งไกลตัว… ว่าแต่ มันไกลตัวจริงๆ น่ะหรือ ?? หรือว่ามันใกล้เสียจนเราไม่ทันคิดถึงมันกันแน่ ??

 

To the Future : Industry 4.0

เรื่องของอุตสาหกรรม 4.0 เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากมาย คำถามที่น่าสนใจคือ มันเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเราขนาดนั้นเลยหรือเปล่า และทำไมเราจึงต้องให้ความใส่ใจกับมัน เราจะมาพูดคุยเรื่องนี้กันค่ะ

 

The failure of income distribution’s equality 2 : Debt

สาเหตุความล้มเหลวของการกระจายรายได้ภาค 2 : การก่อหนี้ 

.

ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงเรื่อง ‘เงินเฟ้อ’ ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของความล้มเหลวของการกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึงอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้การกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมนั้นเป็นไปได้ยากมากถึงมากที่สุด และสาเหตุนั้นก็คือ ‘หนี้’ หรือถ้าจะให้พูดอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็คือ ‘ความเข้าใจและความสามารถของการใช้ประโยชน์จากหนี้’ นั่นเอง

.

การเป็นหนี้นั้น อันที่จริงสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ได้สองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ หนี้ สามารถเป็นเครื่องมือ ‘ลด’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้ หรือจะเป็นเครื่องมือเพื่อ ‘เพิ่ม’ เงินในกระเป๋าของคุณในอัตราเร่งก็ได้เหมือนกัน

.

ในเคสของการก่อหนี้บนการบริโภคของคนทั่วไปนั้น สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายว่าเพราะเหตุใดหนี้จึงทำให้ความมั่งคั่งที่สะสมไว้หายไปได้ สาเหตุหลักมาจาก ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยเงินกู้’ ที่มาพร้อมกับการขอสินเชื่อต่างๆ เพราะมันแปลว่านอกจากค่าสินค้าที่คุณต้องจ่ายแล้ว คุณยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติมให้กับสถาบันทางการเงินอีกด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นจะแพงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ กล่าวคือ ในขณะที่คุณฝากเงินในธนาคารและได้ดอกเบี้ยเงินฝากกลับมานั้น ดอกเบี้ยเงินฝากของคุณจะไม่มีวันเพียงพอสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อย่างเด็ดขาด

.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความหมายที่ซ่อนอยู่ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากที่มีผลต่อความมั่งคั่งของบุคคลทั่วไป สมมติว่าคุณกู้ยืมเงินมา 100 บาท บนอัตราดอกเบี้ยธนาคารทั่วไปที่ประมาณ 7% ต่อปี หมายถึงพอสิ้นปี คุณจะมีค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืม 7 บาท หากคุณนำเงิน 100 บาทนี้ไปฝากธนาคาร อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% ต่อปี (อัตราสมมติ) พอสิ้นปี คุณจะได้รับดอกเบี้ย 1 บาท ดังนั้น เพื่อที่จะมีรายได้จากการฝากเงินที่เพียงพอต่อการชำระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ คุณจะต้องมีเงินต้นอย่างต่ำเป็น 7 เท่าของจำนวนเงินต้นที่กู้มา คุณถึงจะสามารถปกป้องความมั่งคั่งในกระเป๋าเงินของคุณได้  (เงินต้น 700 บาท ได้รับดอกเบี้ย 7 บาท เท่ากับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้พอดี)  

.

อย่างไรก็ดี หากคุณไม่มีเงินต้นที่เพียงพอ และคุณกู้เงิน 100 บาทมาเพื่อใช้จ่ายโดยไม่ก่อเกิด productivity ใดๆ ขึ้นมา คุณจะสูญเงิน 100 บาทนั้นไป แถมยังต้องหาเงินใหม่มาชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย หากไม่สามารถหาเงินใหม่มาชำระได้ ความมั่งคั่งเดิมที่คุณเคยมีอยู่ ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาผูกพันการชดใช้หนี้ เป็นสาเหตุว่าทำไมคนที่กู้เงินมาใช้จ่าย แต่ไม่สามารถหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ จึงค่อยๆ จนลงเรื่อยๆ จากการเป็นหนี้ ในขณะเดียวกัน แม้จะหาเงินใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ แต่ผลที่ตามมาคือการไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งใหม่เพิ่มขึ้นมาได้ ทำให้ฐานะทางการเงินนั้นหยุดอยู่กับที่ไปโดยปริยาย 

.

ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงคำว่า ‘การสร้าง productivity ใหม่’ และคำว่า ‘การหาเงินใหม่’ 

.

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าการเป็นหนี้ไม่ได้เพียงแต่จะลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่ง แต่ยังสามารถเพิ่มความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ด้วย ซึ่งการจะสร้างความมั่งคั่งจากหนี้ได้นั้น ทริกของมันอยู่ที่ 1. ความสามารถในการสร้างผลิตผล (Productivity) ใหม่ และ 2. ความสามารถในการสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เกิดจากการก่อหนี้  ซึ่งการที่จะทำ 2 ข้อนี้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความรู้อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ด้านการบริหารเงิน ดังนั้น เรามาลองทำความเข้าใจให้มากขึ้นเกี่ยวกับ 2 ข้อที่เพิ่งเอ่ยถึงทางด้านบนกันดีกว่า  

.

  1. การกู้เงินกับการเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ 

.

การกู้เงิน ความหมายก็คือการที่ตัวบุคคล หรือบริษัท ได้รับเงินจำนวนหนึ่งมาโดยมีข้อสัญญาว่าจะต้องชำระเงินคืนเจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่สัญญาไว้ ซึ่งหากดูตามระยะเวลา นั่นแปลว่า บุคคลหรือบริษัท จะได้รับเงินมาใช้ก่อน หลังจากนั้นค่อยชำระเงินคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้ทีหลัง

.

คำถามคือ แล้วเงื่อนเวลาตรงนี้มันสำคัญอย่างไร และส่งผลกระทบต่อการสร้างผลิตผลใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไรบ้าง ซึ่งคำตอบของตรงนี้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเงิน ว่าเมื่อได้เงินมาแล้ว บุคคลหรือบริษัท ได้นำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง หากเงินที่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตใหม่ เช่น สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร หรือนำไปจ้างแรงงาน และการลงทุนนั้นทำให้เกิดผลิตผลใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม เมื่อนั้น ผลจากการกู้เงินจะเป็นผลบวกต่อสภาพเศรษฐกิจในระยะต้น คือในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่ต้องนำเงินกลับไปชำระหนี้คืน ส่งผลถึง GDP โดยรวมของประเทศที่จะเจริญเติบโต และส่งผลถึงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่จะเจริญเติบโตตามความสามารถในการสร้างผลิตผลที่มีมูลค่าใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

.

2.  การเพิ่มความสามารถในการสร้างผลิตผลใหม่ กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่

.

เมื่อบุคคลหรือบริษัท สามารถสร้างมูลค่าใหม่ๆ จากเงินกู้ได้แล้ว คำถามสำคัญต่อไปก็คือ สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้น สามารถนำมาสร้าง ‘เงิน’ หรือ ‘ผลตอบแทน’ หรือ ‘ผลกำไร’ ได้เท่าไหร่ ??

.

บางครั้ง ผลิตผลที่สร้างขึ้นมา สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินกลับมาในมูลค่าที่สมเหตุสมผล บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้มากกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผล แต่บางครั้ง ก็สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้น้อยกว่ามูลค่าที่สมเหตุสมผลเช่นกัน นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายในการผลิต หากค่าใช้จ่ายสูง แน่นอนว่ามันสามารถส่งผลกระทบต่อผลกำไรได้ คำถามที่สำคัญคือ แล้วเราต้องการผลกำไรเท่าไหร่จึงจะสามารถสร้างความมั่งคั่งจากการเป็นหนี้ได้

.

คำตอบนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า อย่างน้อยที่สุด ผลกำไรที่ได้รับ จะต้องไม่ต่ำกว่า ‘ค่าใช้จ่ายทางการเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ยจ่าย’ เพราะการที่สามารถมีกำไรที่มากพอในการจ่ายค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ มันหมายถึงการที่บุคคล หรือบริษัท ไม่ต้องใช้เงินตัวเองในการสร้างผลผลิตใหม่ๆ ส่วนการใช้ประโยชน์จาก ‘หนี้’ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง จะทำได้กี่มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเงินใหม่จากผลกำไรในการลงทุน ว่าบุคคลหรือบริษัทนั้นๆ สามารถสร้างเงินใหม่ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินที่จะต้องชำระคืนได้มากเท่าไหร่ 

.

เพราะเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่าบริษัทที่มีความสามารถในการกู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อจากธนาคาร หรือการออกหุ้นกู้ประเภทต่างๆ ได้ จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ ผิดกับบริษัทที่ใช้เงินของตัวเอง 100% ที่จะไม่สามารถสร้างความเจริญเติบโตได้รวดเร็วเหมือนกับบริษัทที่ใช้หนี้เข้ามาช่วย อย่างไรก็ดี การใช้หนี้เข้ามาสร้างความเจริณเติบโตและความมั่งคั่งในอัตราเร่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ในเชิงบริหารภาพรวมและการบริหารเงิน เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน รวมทั้งมีความสามารถที่จะสร้างผลิตผลที่สร้างผลกำไรได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การสร้างความมั่งคั่งจากการใช้หนี้ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทุกคนมีความสามารถที่จะทำได้ เพราะหากกู้หนี้มา แต่ไม่อาจสร้างผลกำไรที่มากกว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ เมื่อนั้น แทนที่จะสามารถใช้หนี้เพื่อเพิ่มอัตราเร่งให้ความมั่งคั่ง ก็จะกลายเป็นการลดความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งไปแทน 

.

แล้วทำไมการเกิดขึ้นของ ‘หนี้’ จึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การกระจายรายได้ล้มเหลว ??

.

คำตอบของเรื่องนี้นั้นง่ายมาก เพราะการเกิดขึ้นของหนี้ มีคนเพียงแค่หยิบมือเดียวที่เข้าใจกลไกการทำงานของมัน และสามารถฉกฉวยโอกาสเพื่อสร้างความมั่งคั่งด้วยอัตราเร่งได้ เพราะอย่างที่อธิบายไว้ด้านบนว่า เพื่อที่จะทำให้การก่อหนี้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น เราจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการบริหาร โดยเฉพาะการบริหารเงิน คำถามสำคัญคือ แล้วคนในประเทศเรามีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ??

.

ในทางกลับกัน บนความไม่รู้ของทักษะด้านการบริหาร หนี้จำนวนมากถูกก่อขึ้นเพื่อใช้ในการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก และสินค้าแบรนด์เนมอีกมากมาย ซึ่งการเป็นหนี้เพื่อซื้อสินค้าต่างๆ โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงผลิตผล แถมยังต้องมีค่าใช้จ่ายทางการเงินอีก สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนมากมีความมั่งคั่งส่วนบุคคลที่ลดลง ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ในระบบทุนนิยมที่สนับสนุนการก่อหนี้เพื่อสร้างการบริโภคล่วงหน้า แล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง มันเป็นการสร้างพฤติกรรมให้คนในสังคมมีการออมเงินที่น้อยลง เมื่อออมน้อยลง แต่มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นบนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมรักษาความมั่งคั่งได้อย่างยากลำบาก 

.

ผิดกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าออกมาให้คนบริโภค แถมยังมีการสนับสนุนการบริโภคล่วงหน้าด้วยหนี้บัตรเครดิต และบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้เอง ก็เข้าใจกลไกการทำงานของการก่อหนี้ จึงเท่ากับว่าบริษัทใหญ่เหล่านี้ สามารถดูดเงินจากผู้บริโภคได้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคต้องรับเงินเดือนก่อน อีกทั้งในด้านการลงทุนและการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังสามารถใช้ประโยชน์จากการก่อหนี้ ขยายบริษัท เพิ่มผลผลิตด้วยเงินที่ทำการกู้ยืมมา เพราะเหตุนี้ ความมั่งคั่งของบริษัทจะขยายและเติบโตด้วยอัตราความเร่ง ในขณะที่ฟากที่ก่อหนี้มาเพื่อซื้อสินค้า กลับเป็นฝ่ายที่ความมั่งคั่งค่อยๆ ลดลงและหดหาย

.

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมคนรวยจึงยิ่งรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง ในระบบทุนนิยมที่ใช้ ‘หนี้’ ในการผลักดันเศรษฐกิจ การพูดถึง ‘การกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม’ จึงเป็นอะไรที่ขัดกับระบบเศรษฐกิจและนโยบายรัฐที่ใช้ระบบทุนนิยมบริหารประเทศอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบนกุศโลบายการผลักดัน GDP โดยการใช้หนี้ แบบที่ประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกาทำ ยิ่งเป็นการสร้างความล้มเหลวให้กับการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้นอย่างยากที่จะหันหลังกลับ

.

Mei

The failure of income distribution’s equality 1 : Inflation

สาเหตุความล้มเหลวของการกระจายรายได้ : เงินเฟ้อ 

.

ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเริ่มต้นขึ้น คำว่า ‘เงินเฟ้อ’ ก็กลายมาเป็นหนึ่งตัวชี้วัดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นกันอย่างชัดเจนคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เงินเฟ้อเป็นหนึ่งปัจจัยในการเริ่มขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัจจัยที่จะตัดสินว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้นอยู่ในสถานะที่กำลังฟื้นตัวแล้วหรือยัง 

.

อย่างไรก็ตาม การคำนวนอัตราเงินเฟ้อที่หน่วยงานรัฐใช้นั้น อ้างอิงจากค่า CPI  (Consumer Price Index) เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นค่าที่ใช้วัดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว บนความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ เงินเฟ้อคือตัวเลขที่บ่งบอกถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ยิ่งราคาสินค้าราคาสูงขึ้นมากเท่าไหร่ นั่นยิ่งแสดงถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้นเท่านั้น 

.

ความหมายที่แท้จริงของเงินเฟ้อ

.

สำหรับความหมายทั่วๆ ไป เงินเฟ้อคือการที่สินค้ามีราคาแพงขึ้น แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดี การที่สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นทุกปี มันแปลว่า เงินจำนวนเท่าเดิมที่เราถืออยู่ในมือปีนี้ ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าในจำนวนเท่าเดิมบนคุณภาพเดิมในปีต่อไปได้อีกแล้ว หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ เงินที่เราทำมาหาได้มาอย่างยากลำบากนั้น มันเสื่อมมูลค่าลงไปในทุกๆ ปี นี่เป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมการออมเงินในธนาคารจึงกลายเป็นความเสี่ยง นั่นเป็นเพราะเงินสามารถเสื่อมมูลค่าได้ผ่านกระบวนการสำคัญที่เรียกว่า ‘เงินเฟ้อ’ นั่นเอง 

.

เงินเฟ้อเกิดจากอะไร

.

หลายคนอาจสงสัยว่าอยู่ดีๆ ทำไมในโลกนี้ถึงมีเงินเฟ้อเกิดขึ้นมาได้ ทำไมข้าวของเครื่องใช้ ข้าวปลาอาหารถึงต้องมีราคาที่สูงขึ้นในทุกๆ ปี คำตอบนั้นอันที่จริงมันง่ายมาก สาเหตุของเงินเฟ้อเกิดมาจาก Supply หรือ ปริมาณเงิน ที่พิมพ์เข้ามาในระบบนั้นมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อเงินถูกพิมพ์เข้ามาในระบบมากขึ้น เงินในระบบเศรษฐกิจจึงมีมากขึ้น และเงินเหล่านี้ก็ถูกแจกจ่ายไปยังหน่วยย่อยต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารมีการส่งเสริมการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจขยายตัวและมีการจ้างงานมากขึ้น เป็นต้น

.

เมื่อเงินมากขึ้น จึงมีความต้องการซื้อที่มากขึ้น เมื่อความต้องการซื้อถูกผลักดันไปข้างหน้า แต่สินค้าที่มีขายมีจำนวนจำกัด ทำให้ราคาสินค้าบริการมีการปรับราคาสูงขึ้น ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า หากปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น จะทำให้ตัวเลขการเจริญเติบโต หรือ GDP ประเทศเพิ่มสูงขึ้น และพลอยทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งมองเผินๆ คนในระบบจะรู้สึกดีเพราะมีเงินใช้จ่ายคล่องมือ แต่หากมองให้ลึกแล้ว ก็จะพบว่ายิ่งใช้จ่ายได้คล่องมือเท่าไหร่ สุดท้ายจะไม่สามารถมีเงินเก็บได้เลยเพราะค่าครองชีพนั้นสูงขึ้นแข่งกับเงินเดือนที่ได้รับในทุกๆ ปี เช่นกัน 

.

แล้วเงินเฟ้อมีผลดีต่อใคร ??

.

การที่มีปริมาณเงินในระบบมาก ส่งผลกระทบโดยต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจ เมื่อคนมีเงินใช้จ่ายเยอะ ย่อมต้องมองหาสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจเมื่อขยายตัวมากขึ้นก็ส่งผลให้บริษัทสามารถทำกำไรได้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็มีมากขึ้นจากตลาดที่คึกคักบน ‘easy money’  ซึ่งธนาคารเองก็พร้อมจะให้สินเชื่อ และฟากผู้ประกอบการเองก็พร้อมที่จะลงทุนเพราะฟากผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะใช้จ่ายเงินในระบบที่มีสภาพคล่องเต็มไปหมด

.

เพราะเหตุนี้ เมื่อบริษัทเติบโต ตลาดหุ้นก็ย่อมต้องเติบโตขึ้นตามบริษัท อสังหาริมทรัพย์เองก็มีราคาสูงขึ้นเพราะมีทั้งผู้บริโภคที่ต้องการบ้านเพื่ออยู่อาศัย มีภาครัฐบาลที่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มีภาคธุรกิจที่ต้องลงทุนซื้อที่ดินก่อสร้างบริษัท โรงงาน ในขณะเดียวกัน ฟากนักลงทุนที่มีเงินในมือก็เข้ามาเก็งกำไรในราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งหมดนั้นขับดันให้สิ่งที่เรียกว่า ‘ทรัพย์สิน – Asset’ มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นหรือราคาทีดินก็ตาม และราคาทรัพย์สินเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ เช่น ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1-2% แต่ราคาที่ดินนั้นกลับสูงขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 10-15% แล้วแต่พื้นที่ 

.

ไม่ต้องพูดถึงราคาหุ้นว่าตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ซึ่งเป็นนโยบายเพิ่มปริมาณเงินในระบบในปี 2008 ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มสูงขึ้นจากราวๆ 400 จุด มาจนถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1800 จุด ภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปี หรือประมาณอย่างง่ายๆ คือตลาดหุ้นบ้านเราเติบโตเฉลี่ย 30 – 40% ต่อปีเลยทีเดียว

.

เพราะเหตุนี้ หากถามว่าการสร้างเงินเฟ้อด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบใครเป็นผู้ได้ประโยชน์​ คำตอบก็ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าคือคนที่ถือ ‘สินทรัพย์’ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี อย่างแน่นอนที่สุด   

.

ใครสูญเสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อ ??

.

คำถามนี้ก็ตอบได้ไม่ยากเช่นกัน ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อย่อมเป็นผู้ที่ใช้ ‘ประโยชน์’ จากเงินเฟ้อไม่ได้ หรือก็คือคนที่ถือ ‘เงินสด’ เก็บเอาไว้ในธนาคารนั่นเอง อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า เงินเฟ้อคือกระบวนการลดมูลค่าของเงินลง ในเมื่อนโยบายรัฐบาลในทุกๆ ประเทศคือการสร้างเงินเฟ้อ นั่นย่อมหมายความว่าผู้ที่เก็บเงินสดคือผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมคนเราจึงควรต้องมีความรู้ทางด้านการจัดการทางการเงิน เพราะหากปราศจากความรู้ทางการเงินแล้ว ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนเงินสดที่เสื่อมมูลค่าลง ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าขึ้นได้ เพราะการเปลี่ยนเงินให้เป็นสินทรัพย์นั้น ก็จำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารทางการเงินเช่นเดียวกัน เพราะการลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงซ่อนเร้นอยู่ หากไม่มีความรู้ ความผิดพลาดยามลงทุนก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

.

ดังนั้น ผู้เสียผลประโยชน์จากเงินเฟ้อย่อมเป็นผู้ไร้ความรู้ทางการเงิน ในขณะที่ผู้ได้รับผลประโยชน์จากเงินเฟ้อคือผู้ที่มีความรู้ทางการเงินนั่นเอง 

.

เงินเฟ้อกับการความล้มเหลวในการกระจายรายได้

.

เงินเฟ้อเป็นปัจจัยหนึ่ง (แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว) ที่ทำให้การกระจายรายได้ในประเทศทุนนิยมล้มเหลว ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น คนรวยมีอยู่เพียง 1% ในขณะที่คนจนมีอยู่ถึง 99% และความแตกต่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนก็แตกต่างจนวัดค่าไม่ได้ 

.

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมประเทศทุนนิยมที่อาศัยการพิมพ์เงินเข้าระบบเพื่อสร้างเงินเฟ้อถึงล้มเหลวในการกระจายรายได้ภายในประเทศได้ นั่นเป็นเพราะหัวใจของการกระจายรายได้คือการที่คนภายในประเทศมีความสามารถในการทำรายได้อย่างเท่าเทียม แต่เพราะการมีอยู่ของเงินเฟ้อ ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศ​ซึ่งเป็นผู้ที่ออมเงินสดในระบบ ต้องสูญเสียความมั่งคั่งลงไปทุกปี มีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ผิดกับฟากของคนส่วนน้อยที่มีความสามารถในการลงทุนผ่านการซื้อสินทรัพย์และทำธุรกิจ คนเหล่านี้มีความสามารถในการสร้างรายได้บนสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี 

.

ดังนั้น เมื่อคนส่วนมากไม่อาจสร้างรายได้บนสินทรัพย์ได้ แต่กลับเป็นคนส่วนน้อยที่เข้าใจการสร้างรายได้บนสินทรัพย์ จึงทำให้ความรายได้ของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจำกัด ในขณะที่คนส่วนน้อยสามารถเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินที่มีได้มหาศาล และบนระบบการเงินที่ออกแบบให้ข้าวข้องเครื่องใช้ต้องแพงขึ้นในทุกๆ ปี ผลลัพท์ก็คือความสามารถในการสร้างรายได้ของคนในประเทศมีการกระจายตัวที่ไม่เท่ากัน คนที่จนมีแนวโน้มจนลงเพราะมีรายได้ที่เติบโตแพ้รายจ่ายที่ต้องจ่าย ในขณะที่คนรวยรวยขึ้นบนการเจริญเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่พวกเขาลงทุน 

.

บางคนอาจเถียงว่าเงินเฟ้อในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่บริษัทเพิ่มเงินเดือนให้ 5-10% ในทุกๆ ปี แปลว่ารายได้ควรจะชนะรายจ่ายสิ ประโยคนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อคนเราใช้จ่ายเงินเฉพาะในส่วนของค่าครองชีพพื้นฐานเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีความจำเป็นในการซื้อบ้าน ประโยคนี้จะเป็นเท็จไปในทันที เพราะค่าใช้จ่ายจากการผ่อนบ้าน ดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับบ้านหลังนั้น เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต และอีกสารพัดรายจ่าย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมอัตราเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์คำนวนไม่สามารถนำมาอ้างอิงกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นได้ เพราะความเป็นจริงคือ สินค้าและบริการบางอย่างนั้นถูกขึ้นราคามากกว่าเงินเฟ้อที่ประกาศโดยกระทรวงฯ และการเป็นหนี้บนการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือซื้อโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รายได้ของคนทั่วไปไม่เคยเพียงพอต่อรายจ่ายเลย 

.

ดังนั้น การมีอยู่ของเงินเฟ้อจึงทำให้การกระจายรายได้และความมั่งคั่งของคนในประเทศมีความแตกต่างกัน ผู้ที่ถือเงินสดคือผู้ที่ถือความเสี่ยงเพราะเงินสดมีความสามารถในการเสื่อมมูลค่า แต่หากต้องการเลี่ยงความเสี่ยงจากการเสื่อมมูลค่าของเงิน ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ด้านการเงินและการลงทุนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงในการถือสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยที่ผู้ลงทุนควรหวังผลตอบแทนที่ชนะการเติบโตในฟากค่าใช้จ่าย เพื่อให้ความมั่งคั่งของตนไม่สูญหายไปกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี นั่นเอง 

.

Mei 

When Degree is not the answer for tech company.

การสมัครงานบนยุค 4.0 กับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ของวงการการศึกษา 

.

เชื่อว่าหลายๆ คนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการสมัครงานในบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่ในวันนี้ไม่ได้ต้องการการศึกษาขั้นปริญญาตรีจากในรั้วมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงคุณมีความสามารถแบบที่บริษัทต้องการ เพียงเท่านั้นก็ไม่มีปัญหา จริงอยู่ว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นกับบริษัทเพียงไม่กี่บริษัทในโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการเติบโตมหาศาล เช่น Apple, Google หรือแม้แต่ IBM ก็ตาม 

.

เรื่องราวเหล่านี้กระทบกับอะไรบ้าง ?? ที่แน่นอนที่สุด มันย่อมกระทบต่อวงการการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในมหาวิทยาลัย เพราะหากต่อไปบริษัทต่างๆ ต้องการความสามารถมากกว่าปริญญา คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วเด็กนักเรียนรุ่นต่อไปจะต้องเรียนหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ใบปริญญาที่อาจจะไม่มีความหมายในสายตาของบริษัทผู้ว่าจ้างไปทำไม ?? 

.

ในวันนี้ ปัญหาส่วนมากที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่นในประเทศไทยประสบคือการที่เด็กนักเรียนมีจำนวนลดลง แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาด้านประชากรส่วนหนึ่งที่อัตราเด็กเกิดใหม่นั้นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แต่ถ้าหากเทรนของบริษัทในอนาคตต้องการทักษะและความสามารถที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปจากโปรแกรมเดิมๆ ที่มหาวิทยาลัยปัจจุบันสอนอยู่ ปัญหาที่มหาวิทยาลัยต้องเจอจะไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนประชากร แต่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่านั้น คือ มหาวิทยาลัยไม่สามารถปรับตัวกับชุดความรู้ที่ตลาดแรงงานต้องการ และบนแพลตฟอร์มการศึกษาในปัจจุบันนี้ เราพบว่ามีหลายแพลตฟอร์มที่เปิดสอนโปรแกรมที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานมากกว่า มีทั้งแพลตฟอร์มที่เปิดสอนแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน แต่ถ้าหากต้องการใบรับรองการศึกษา หรือ Certificate ผู้เรียนจะต้องชำระเงินเพื่อให้ได้ใบรับรองนั้นมา 

.

บนสภาพแวดล้อมของตลาดแรงงานในปัจจุบันที่บริษัทใหญ่ยินดีจะเสนอเงินเดือนสูงๆ เพื่อแลกกับคนที่มีทักษะและความสามารถที่บริษัทต้องการ เช่น ความรู้ทางด้าน AI, Machine Learning, Blockchain, Data Science ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนที่มีความรู้ทางด้านนี้มีจำนวนที่จำกัด ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงาน คำที่ได้ยินกันบ่อยคือคำว่า Talent Hunting ซึ่งก็คือความหมายที่บริษัทใหญ่ระดับโลกกำลังต้องการแรงงานคนในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน คำถามที่น่าสนใจในวงการการศึกษาคือ เรามีสถาบันการศึกษาที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากเท่าไหร่ เพราะเหตุนี้เอง จึงทำให้มหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พากันเข็นเอาโปรแกรมออนไลน์ที่สอนทักษะเหล่านี้ออกมาขาย ข้อดีคือใครที่สนใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เรียนได้ แม้ใบรับรองจะไม่ใช่ปริญญา แต่ในยุคที่บริษัทให้ความสนใจกับทักษะมากกว่าปริญญา การเรียนจบได้ปริญญาในสาขาวิชาชีพที่ไม่ตอบโจทย์ อาจจะมีประโยชน์น้อยกว่าใบรับรองการศึกษาบนทักษะความรู้ที่บริษัทต้องการก็เป็นได้

.

นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังมีแพลตฟอร์มเพื่อสร้างโพรไฟล์การสมัครงานแบบออนไลน์ (Linkedin) มันสามารถเก็บประวัติทั้งการศึกษาและการทำงานได้ และเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่บริษัททั่วโลกใช้เพื่อเสาะหาคนที่มีความสามารถ ไม่เพียงเท่านั้น ตอนนี้ยังมีหน่วยงานกลางที่ออกใบรับรองการศึกษาให้กับสถาบันทั่วโลกแบบออนไลน์ พูดง่ายๆ ว่าถ้าคุณเรียนจบและสอบผ่านตามเกณฑ์ที่สถาบันการศึกษากำหนด คุณจะได้รับใบรับรอง และสามารถแชร์ใบรับรองนี้เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าตอนนี้คุณได้เพิ่มทักษะบางอย่างขึ้นมาแล้วนะ หากใครสนใจความสามารถนี้ของคุณก็สามารถติดต่อกันเข้ามาได้ หรือหากคุณอยากจะสมัครงานต่างประเทศ แพลตฟอร์มนี้ก็จะเป็น Resume ชั้นดีของคุณที่สามารถใช้สมัครงานได้ทั่วโลก 

.

แพลตฟอร์มที่เสนอคอร์สการศึกษาในปัจจุบันนี้มีเยอะมาก เช่น Udamy, Getsmarter และ Edx แต่ละแพลตฟอร์มมีมหาวิทยาลัยดังที่นำเสนอโปรแกรมต่างๆ ที่หลากหลายกันไป หรือบางครั้งก็เป็นสถาบันการศึกษาเปิดแพลตฟอร์มของตัวเอง ดังนั้น การศึกษาในปัจจุบันนี้จึงเปิดกว้างและเข้าถึงคนจำนวนมากทั่วโลกผ่านทาง Internet และนี่เป็นความท้าทายสำคัญของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองด้วย ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

.

Mei