Monthly Archives: September 2018

Economics Crisis Trigger : Dollar

 

มีคำกล่าวสุดคลาสสิคคำหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘เงินก็เหมือนกับน้ำ สูบน้ำเข้า ปลาก็ร่าเริง สูบน้ำออก ปลาก็ตาย’ นี่เป็นคำกล่าวที่ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างไรในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หลักฐานที่เห็นได้ชัดและใกล้ตัวคนไทยมากที่สุดคือการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ต่างชาติพากันสูบเงินจากประเทศไทยออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวและภาคธุรกิจค่อยๆ ล้มหายตายจากไปมากมายในช่วงนั้น 

.

ส่วนดอลล่าร์ บางคนอาจเห็นมันเป็นเพียงค่าเงินสกุลหนึ่งบนโลกนี้ที่มีความสำคัญมากกว่าค่าเงินอื่นๆ อยู่นิดหน่อยเพราะเป็นค่าเงินของประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ความเป็นจริงคือ ในโลกที่เปรียบเงินเสมือนกับสายน้ำนั้น ดอลล่าร์ก็คือสายน้ำสายหลักที่เมื่อพัดไปในทางใด ทางนั้นก็จะเต็มไปด้วยปลาที่เริงร่า ในขณะที่เมื่อสายน้ำที่เรียกว่าดอลล่าร์เหือดหาย เมื่อนั้นเหล่าปลาก็จะมีอาการขาดอากาศหายใจและล้มตายกันไปทีละตัว ดังนั้น ดอลล่าร์จึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญมากในวงจรของการลงทุน หากเข้าใจดอลล่าร์ จะสามารถเข้าใจเศรษฐกิจภาพใหญ่ได้ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเห็นโอกาสและความเสี่ยงที่มากับดอลล่าร์ด้วย 

.

ประเด็นสำคัญที่สุดที่นักลงทุนควรเข้าใจคือ เมื่อเงินทุนบนโลกใบนี้กำเนิดมาจาก ‘ดอลล่าร์’ 

.

ดอลล่าร์ เป็นค่าเงินที่มีสิทธิพิเศษหลายอย่าง และหนึ่งในสิทธิพิเศษนั้นคือ สิทธิ์ของการเป็น ‘เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ’ 

.

แล้วสิทธิ์นี้มันสำคัญไฉน ?? 

.

ก่อนจะรู้ว่าสิทธิ์ของการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมันสำคัญอย่างไร เราต้องมาเข้าใจหลักการการสร้าง Supply ของเงินในระบบ หรือพูดให้ง่ายเข้า Supply ของเงินในระบบก็คือสภาพคล่องของเงินที่ถูกสร้าง หรือพิมพ์ เข้ามาในระบบ ให้พวกเราได้ใช้กัน

.

เรื่องนี้ แม้มันอาจจะรู้สึกเหมือนสลับซับซ้อน แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก หากจะพูดเรื่องการสร้างสภาพคล่องของเงินในระบบ (Money Supply) มันก็คือการที่ธนาคารกลางในแต่ละประเทศ ไปซื้อทรัพย์สินที่มีความสามารถในการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งหลักๆ ก็คือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือดอลล่าร์ เข้ามาวางเป็นเหมือนหลักทรัพย์ค้ำประกัน จากนั้นค่อยพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นออกมาตามปริมาณเงินทุนสำรอง ในกระบวนการนี้ เราเรียกปริมาณเงินก้อนนี้ว่า M0 (M Zero) 

.

จาก M0 ซึ่งเป็น Supply เงินก้อนแรก เมื่อไหลเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านธนาคารพาณิชย์ ไหลมายังบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ จวบจนกระทั่งถึงมือรายย่อยซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป การที่เงินเปลี่ยนมือจากสถาบันหนึ่งไปอีกสถาบันหนึ่ง จากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง กระบวนการนี้ในระบบเศรษฐกิจเรียกว่าการหมุนของเงิน ยิ่งเงินมีการเปลี่ยนมือ มีการหมุนเร็วเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงิน หรือ Supply ของเงิน ใหญ่โตมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจประเทศโดยรวมเติบโตได้มากขึ้นผ่านสภาพคล่องทางการเงินที่ใหญ่ขึ้น 

.

เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเรา ?? 

.

จากกระบวนการการสร้างสกุลเงินท้องถิ่นที่เล่ามาข้างบน แปลว่า หากต้องการพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นขึ้นมา คุณต้องมีดอลล่าร์มาหนุนอยู่ข้างหลัง ถ้าไม่มีดอลล่าร์ จะไม่เกิด M0 ไม่เกิด M0 แปลว่าไม่เกิดเงินสกุลท้องถิ่น ถ้าเปรียบกับสมัยก่อน เงินสกุลท้องถิ่นใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ปัจจุบัน ดอลล่าร์กลับกลายเป็นสินทรัพย์หนุนหลังที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากสาเหตุนี้นี่เอง หากจะพูดว่า เงินสกุลท้องถิ่นบนโลกนี้ถือกำเนิดจากดอลล่าร์ก็คงจะไม่ผิดนัก 

.

นอกจากนี้ Supply หรือสภาพคล่องของดอลล่าร์ เมื่อถูกผูกติดกับสภาพคล่องของเงินสกุลท้องถิ่นประเทศต่างๆ บนโลก จึงกลายเป็นว่า หากสภาพคล่องดอลล่าร์สูง สภาพคล่องเงินท้องถิ่นก็ย่อมสูงตามไปด้วย ในทางกลับกัน เมื่อสภาพคล่องดอลล่าร์ต่ำลง สภาพคล่องเงินท้องถิ่นก็ย่อมต้องตกต่ำลง

อีกทั้งสภาพคล่องของดอลล่าร์ยังส่งผลต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นต่างๆ บนโลกอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อสภาพคล่องดอลล่าร์ต่ำลง ดอลล่าร์ที่อยู่ภายนอกสหรัฐก็ย่อมต้องถูกโยกย้ายกลับบ้านเพื่อมาทดแทนเม็ดเงินที่หายไป ดอลล่าร์หายากขึ้นและมีราคาแพงขึ้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่อยู่บน Dollar Ecosystem ยังคงต้องการใช้ดอลล่าร์เพื่อเป็นเงินทุนสำรอง รวมทั้งใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ การที่ดอลล่าร์แพงขึ้นจึงกระทบกับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ทันที ด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงเท่านี้ก็ทำให้ราคาค่าเงินประเทศอื่นๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ได้แล้ว

.

หรือหากจะเปรียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็อาจจะเปรียบได้ว่า เมื่อประเทศสหรัฐเป็นผู้ส่งออกดอลล่าร์ไปสร้างความเติบโตให้ประเทศอื่นๆ ในทางกลับกัน ยามที่สหรัฐทวงดอลล่าร์คืน ก็ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ประเทศอื่นๆ ต้องประสบกับการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างช่วยไม่ได้นั่นเอง

.

 

เมื่อเราเข้าใจถึงความสำคัญของความมีอยู่และสภาพคล่องของดอลล่าร์แล้ว สิ่งที่เราควรจะรู้เพิ่มเติมต่อไปก็คือ แล้วมีปัจจัยอะไรบ้าง ที่จะส่งผลต่อปริมาณดอลล่าร์ นักลงทุนหลายสำนักใช้เงื่อนไขสภาพคล่องของดอลล่าร์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุน คนไทยมักได้ยินคำว่า ‘Fund Flow’ หรือ เงินลงทุนจากต่างชาติ เงินเหล่านี้คือเงินร้อนที่พร้อมจะมาและพร้อมจะไปบนการหากำไรจากตลาดเงินตลาดทุนในประเทศต่างๆ แน่นอนว่าการแข็งค่าและการอ่อนตัวของดอลล่าร์เป็นปัจจัยหนึ่งในขนเงินเข้าและขนเงินออก ซึ่งมีผลโดยตรงกับราคาทรัพย์สินในตลาดเงินและตลาดทุน 

.

ปัจจัยแรกที่ส่งผลต่อสภาพคล่องดอลล่าร์คืออัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับเพิ่มและลดสภาพคล่องในระบบอยู่แล้ว ยามที่เศรษฐกิจดี มีความร้อนแรงมากเกินไป รัฐบาลควรยับยั้งความร้อนแรงนั้นๆ เพราะหากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปอาจนำมาซึ่งความชะล่าใจและการก่อหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นทันที และคนเริ่มหันมาให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลที่มีดอกเบี้ยสูงขึ้น การที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นก็ดี หรือคนทั่วไปหันมาเก็บเงินในพันธบัตรมากขึ้นก็ดี เหล่านี้ล้วนเป็นการดูดเงินออกมาจากกระเป๋าตังค์ภาคส่วนต่างๆ ทำให้สภาพคล่องในระบบมีขนาดลดลง เป็นการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจได้ ดังนั้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐออกนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงแปลความหมายได้ว่าสภาพคล่องกำลังถูกดูดออกจากระบบ และดอลล่าร์ควรจะค่อยๆ มีความตึงตัวมากขึ้น

.

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา แม้สหรัฐจะใช้นโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ดอลล่าร์ในระบบกลับไม่ได้ตึงตัวอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุเพราะหลังจากสหรัฐประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยุโรปก็ประกาศต่อว่าจะเป็นผู้ทำ QE และกำหนดนโยบายดอกเบี้ยติดลบ ด้วยเหตุนี้ เงินลงทุนจากยุโรปจึงหันไปหาพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอย่างพร้อมเพรียง เพราะสุดท้าย การลงทุนก็ย่อมต้องหวังผลตอบแทน การที่ยุโรปพิมพ์เงินและใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นการผลักเงินลงทุนจำนวนมากในยุโรปไปยังสหรัฐทันที ความท้าทายคือ โปรแกรมการพิมพ์เงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังจะสิ้นสุดลงในปีนี้ ถ้าดอลล่าร์ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและมีความตึงตัวเพิ่มมากขึ้น กลุ่มประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม Emerging Market (กลุ่มประเทศเกิดใหม่ – EM) จะทนรับมือการไหลออกของดอลล่าร์ได้ถึงขนาดไหน 

.

นอกจากนั้น ปัจจัยที่จะเพิ่มและลดสภาพคล่องของดอลล่าร์ ก็มีเรื่องของนโยบายการเพิ่ม หรือลด ขนาดของงบบัญชีธนาคารกลาง หรือที่เราได้ยินบ่อยๆ ในข่าวเกี่ยวกับการลดบาลานซ์ชีท (Balance Sheet) ก่อนหน้านี้ งบบัญชีธนาคารกลางบวมขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะนโยบายการทำ QE หรือ การพิมพ์เงินเพิ่ม เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องในระบบ ในช่วงเวลานั้นเราจะเห็นได้ชัดว่า สินทรัพย์ทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจทั่วโลกเจริญเติบโต เพราะดอลล่าร์จำนวนมหาศาลที่ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์ใส่เข้ามา ทำให้เหล่าปลาทั้งหลายมีความร่าเริงเป็นอันมาก ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงขึ้นทันตาเห็น 

.

แต่เมื่อในขณะนี้ ธนาคารกลางกลับจะลดขนาดของงบบัญชี แปลได้ว่าธนาคารกลางจะไม่เติมเงินกลับเข้าไปในระบบอีก แม้พันธบัตรรัฐบาลและเอกชนที่อยู่ในมือธนาคารกลางสหรัฐจะหมดอายุ แต่ธนาคารกลางจะไม่กลับเข้าไปซื้อใหม่ ทำให้ขนาดของทรัพย์สินที่ธนาคารกลางสหรัฐถือไว้ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ และการที่เจ้าของพันธบัตรต้องหาผู้ซื้อรายใหม่มาทดแทน ก็เป็นการดูดสภาพคล่องของเงินในระบบออกไปอย่างแนบเนียน 

.

อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจคือการดำเนินนโยบายขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา นี่เป็นวิธีในการส่งออกดอลล่าร์วิธีหนึ่ง หากสหรัฐดำเนินนโยบายขาดดุลการค้า แปลว่าประเทศอื่นย่อมได้กระแสดอลล่าร์กลับไปสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต ขับดันตัวเลข GDP ในประเทศนอกสหรัฐให้สูงขึ้น พลอยทำให้ตลาดเงินตลาดทุนภายนอกสหรัฐมีความคึกคักและเติบโตขึ้น เรียกให้นักลงทุนไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐ 

.

ในทางกลับกัน เมื่อสหรัฐมีความต้องการดำเนินนโยบายเกินดุลการค้า แปลว่ากระแสของดอลล่าร์ถูกดูดให้กลับประเทศผ่านการค้าที่เกินดุล เป็นการดูดสภาพคล่องจากกลุ่มประเทศภายนอกสหรัฐ พลอยทำให้นักลงทุนพากันย้ายเงินลงทุนจากประเทศอื่นๆ กลับสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาไปด้วย

.

บน Dollar Ecosystem ที่โลกของเราใช้กันมานานถึง 100 ปี โลกเราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กหรือลูกใหญ่ แต่สิ่งที่เกิดซ้ำไปซ้ำมาตลอดเวลาคือ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มันคือช่วงเวลาที่ดอลล่าร์ไหลออกจากประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสาเหตุของการไหลออกของดอลล่าร์มันคืออะไร แต่การไหลออกของดอลล่าร์ย่อมแปลได้ว่าความมั่งคั่งที่อยู่ในตลาดเงินตลาดทุน และความมั่งคั่งของรัฐบาล รวมไปถึงภาคเอกชน ถูกรีดออกไปในนามของดอลล่าร์ เพราะเหตุนี้ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ การกลับของเศรษฐกิจมักขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการขายสินทรัพย์ภายในประเทศ เพื่อแลกกับเงินใหม่ สภาพคล่องใหม่ ที่จะกลับมาเติมให้กับระบบ ซึ่งทุกครั้งมักมาในรูปของการช่วยเหลือผ่าน IMF ที่มีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย

.

และเหตุการณ์เหล่านี้ก็เกิดขึ้นวนไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเข็มนาฬิกาที่เดินวนเป็นวงกลมซ้ำๆ อยู่ที่เดิม

.

Mei

 

Signs of Automotive Industry Disruption

บางทีสัญญาณเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสลักสำคัญใดๆ ก็อาจจะเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังเดินทางมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นโดยไร้ซึ่งสัญญาณ เพียงแต่ว่า เราสามารถที่จะเห็นสัญญาณที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่าต่างหาก

.

อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่สัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงค่อยๆ ผุดขึ้นมา ถึงแม้ในตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมขนาดที่จะชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนเหมือนบางอุตสาหกรรมที่เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว แต่เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ และมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่สนับสนุน ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ช้าเพราะต้องรอการสร้างตัวของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะมาแทนที่ให้เสร็จเสียก่อน แต่หลังจากที่เกิดโครงสร้างพื้นฐานใหม่แล้ว เราย่อมจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง ทำให้ผู้ที่เตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นผู้ชนะ และผู้ที่ไม่เตรียมตัวรับมือกลายเป็นผู้แพ้โดยไม่รู้ตัว เราลองมาดูกันว่าสัญญาณต่างๆ ที่คืบคลานเข้ามานั้น มีอะไรกันบ้าง

.

สัญญาณที่ 1 : ยอดขายรถยนต์ที่ไม่มีการเจริญเติบโต

.

คำว่ายอดขาย ‘ไม่เจริญเติบโต’ เมื่อระยะเวลาผ่านไป สามารถตีความได้ว่า ยอดขายรถยนต์กำลังอยู่ในสภาวะที่ ‘ถดถอย’  ในสหรัฐอเมริกาเอง ยอดขายรถยนต์นั้นขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดในช่วงปี 2015 เนื่องจากในขณะนั้นเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำสุด หลังจากนั้น ยอดขายก็ไม่เคยเติบโตไปมากกว่านั้นอีกเลย

.

ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แม้แต่ประเทศในฝั่งเอเชีย เช่นประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น ยอดขายรถก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงวัย จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกาพบว่า ปริมาณผู้เกษียณอายุนั้นแปรผันโดยตรงกับอายุการใช้งานของรถ เพราะเมื่อมนุษย์ถึงวัยเกษียณอายุ ทำให้ไม่มีแหล่งรายได้ประจำอีกต่อไป ส่งผลให้ผู้ที่เกษียณอายุแล้วมีแนวโน้มจะใช้รถยนต์คันเดิมโดยไม่มีแผนจะซื้อรถใหม่ ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลในทางลบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.

สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรเราบ้าง ??  นี่เป็นสัญญาณที่บอกอุตสาหกรรมยานยนต์ ว่าวันนี้อาจจะถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้น ‘ความต้องการซื้อ’ ใหม่ๆ ให้ถือกำเนิดขึ้นใช่หรือไม่ ?? จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ดี หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้มากขึ้นก็ดี ด้วยเทคโนโลยีที่กำลังก้าวไปข้างหน้า คำถามคือ อะไรจะเป็นสิ่งที่มาช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้บ้าง

.

แน่นอนว่านี่ต้องเป็นหนึ่งในการบ้านของฝ่ายพัฒนาและวิจัยของบริษัทรถยนต์ทุกแบรนด์อย่างแน่นอน

.

 

สัญญาณที่ 2 : ทิศทางการทำวิจัยและพัฒนารถยนต์

.

วันนี้ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่อง ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ และ ‘รถยนต์ไร้คนขับ’  ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม ในทุกๆ ฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ ล้วนแล้วแต่พูดถึงรถยนต์ไร้คนขับทั้งนั้น 

.

บางคนตั้งข้อสงสัยว่า แค่มีการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับและรถยนต์ไฟฟ้า มันจะมีอะไรสำคัญ เพราะคนจำนวนมากล้วนแล้วแต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆ และยิ่งเกิดที่ประเทศไทยได้ยากมากๆ ด้วยเหตุผลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านจราจรและผังเมือง รวมทั้งลักษณะนิสัยของคนไทยที่ไม่มีระเบียบวินัย จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งกับรถยนต์ไร้คนขับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราลืมคิดไปคือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีปัจจุบันนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกลง ตามระยะเวลาที่ผ่านไป เมื่อทุกๆ บริษัทรถยนต์ต่างก็มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปในทิศทางเดียวกัน แปลว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นว่ารถที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้จะออกสู่ท้องตลาดได้เมื่อไหร่ 

.

ประเทศที่เคลื่อนที่ในเชิงนโยบายได้เร็วที่สุดคือประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเก่าให้เป็นโครงสร้างใหม่ที่รองรับการเกิดขึ้นของเหล่าเทคโนโลยีอันน่าทึ่ง ในประเทศจีน มีการเริ่มใช้รถสาธารณะที่เป็นรถไร้คนขับแล้ว รวมไปถึงมีการเปิดถนนเพื่อให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาต สามารถทดสอบรถยนต์ไร้คนขับได้ เมื่อมีหนึ่งประเทศเคลื่อนไหว ประเทศอื่นๆ ย่อมเคลื่อนไหวตามมา เปรียบได้กับกฏการกระพือปีกของผีเสื้อ (Butterfly Effect)  เป็นสัญญาณที่บอกว่าการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมรถยนต์ในวันนี้ได้รับการยอมรับจากภาครัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 

.

นี่ย่อมเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

.

สัญญาณที่ 3 : ทิศทางการลงทุนบนแพลตฟอร์มการคมนาคมขนส่ง

.

หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจมากคือการลงทุนของเหล่าบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัท Venture Capital ทั้งหลาย ที่พากันขนเงินมาลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารถไร้คนขับ และบริษัทที่พัฒนาแพลตฟอร์ม Ride-Sharing ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ถึงขนาดที่บริษัท Softbank นั้นกล้าที่จะลงทุนในทุกบริษัทที่ทำแพลตฟอร์มด้าน Ride-Sharing เลยทีเดียว 

.

สัญญาณนี้แปลได้ว่าอย่างไรบ้าง ??  การลงทุนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่หวังผลตอบแทนทั้งสิ้น ไม่มีการลงทุนใดที่ลงไปโดยไม่คิดจะได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่เป็นเงิน หรือผลตอบแทนด้านเทคโนโลยีก็ตาม และที่สำคัญที่สุด การลงทุนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่บนความคาดหวังว่าจะต้องมีการเติบโตในอนาคต ดังนั้น การที่เม็ดเงินจำนวนมากถูกเทลงบนการเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มบางอย่าง ย่อมเป็นสัญญาณว่า เทคโนโลยีนั้นและแพลตฟอร์มนั้น กำลังจะมาแทนเทคโนโลยีเก่าและแพลตฟอร์มแบบเก่าอย่างแน่นอน

.

สัญญาณที่ 4 : การเปลี่ยนแปลงของแนวความคิดในคนรุ่นมิลเลเนียมลงไป  

.

การซื้อรถ คือการสะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนในสังคมอย่างหนึ่ง รวมไปถึงสะท้อนทางเลือกในการเดินทางด้วย เรามักจะพบว่าในประเทศที่มีการคมนาคมขนส่งที่ดี การซื้อรถก็จะน้อยลงเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น ในขณะที่ในประเทศที่การคมนาคมขนส่งไม่ดี เราก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีรถเพื่อใช้ในการเดินทาง 

.

ขณะนี้ อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นคือการใช้แพลตฟอร์มเพื่อหารถรับจ้าง เช่น Uber, Grab หรือ DiDi  ทั้งนี้ บนแพลตฟอร์ม อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มมีความนิยมมากขึ้นคือการใช้รถแบบ Ride-Sharing หรือรูปแบบของการที่ รถหนึ่งคันรับคนซึ่งมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน ยิ่งมีคนไปเส้นทางเดียวกันมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ยิ่งน้อยลง ซึ่งเป็น Solution ที่เหมาะกับในยุคที่กำลังการซื้อของคนลดน้อยลงอย่างในปัจจุบันมาก  

.

หากเป็นคนรุ่นก่อน ทั้งเจน Baby Boom หรือ เจน X  แพลตฟอร์มแบบนี้ไม่มีทางได้รับความนิยมเพราะขัดกับพฤติกรรมเดิมๆ ซึ่งเคยชินกับการขับรถส่วนตัว จากผลการสำรวจพบว่า ในขณะที่คนกลุ่มเบบี้บูม และเจน X  มีการยอมรับแพลตฟอร์มแบบ Ride-Sharing ต่ำ แต่คนในกลุ่มเจนมิลเลเนียม กลับสามารถยอมรับแพลตฟอร์มประเภทนี้ได้มากกว่า เป็นสัญญาณที่บอกว่ายิ่งอายุน้อยลง ยิ่งสามารถยอมรับการเดินทางแบบ Ride-Shaing ได้

.

นอกจากนั้นยังมีการสำรวจพบว่า ในคนกลุ่มมิลเลเนียมนั้น มีแนวโน้มที่จะซื้อรถน้อยลง รถยนต์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาอีกต่อไป โดยมีเพียงแค่ 15% เท่านั้นที่บอกว่า รถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของพวกเขาอย่างยิ่งยวด ในขณะที่ 30% บอกว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะซื้อรถยนต์ในระยะเวลาอันใกล้นี้เลย  

.

วิจัยชิ้นนี้บอกให้เราทราบอย่างชัดเจนว่า รถยนต์สำหรับกลุ่มคนมิลเลเนียมมีความสำคัญลดลง สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางที่บอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะใช้แพลตฟอร์ม Ride-Sharing โดยไม่สนใจว่าจะต้องเดินทางกับคนแปลกหน้า ด้วยสภาพโครงสร้างประชากรที่คนรุ่นมิลเลเนียมและหลังจากนั้นจะมาเป็นกลุ่มขับดันเศรษฐกิจในโลกอนาคต หากทัศนคติและพฤติกรรมยังคงเดินหน้าสู่การ ‘ไม่เห็นความสำคัญ’ ของการมีรถ คำถามที่น่าสนใจคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ?? 

.

สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่แค่สัญญาณที่จะให้บริษัทรถยนต์ระมัดระวัง แต่รวมไปถึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ถูกจ้างผลิตด้วย การเปลี่ยนแปลงแม้จะยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในวันนี้ แต่จากสัญญาณต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดมีแนวโน้มที่อุตสาหกรรมยานยนต์จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในอนาคต 

.

แน่นอนว่าผู้ที่ตระหนักในสัญญาณการเปลี่ยนแปลงและมีการเตรียมตัวเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้

.

Mei

.

 

Credit : Raoul Pal@Realvitiontv 

New World Order Strategy in Play : Turkey Crisis

 

หากใครติดตามสถานการณ์โลกในตอนนี้ เรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจมากที่สุดในสายตาของนักลงทุนคงหนีไม่พ้นเรื่องของวิกฤติค่าเงิน ‘ลีลา’ ของประเทศตุรกี ที่อ่อนตัวลงไปมากกว่า 40% ในปีนี้ 

.

ความจริงแล้ว ปัจจัยพื้นฐานที่ผลักให้ตุรกีต้องเผชิญกับการไหลออกของเงินทุนต่างชาตินั้นมีอยู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่สูง อัตราเงินเฟ้อที่สูง ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกากดปุ่มดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับตุรกี โดยเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 50% และ ภาษีอลูมิเนียมเป็น 20% ประเทศตุรกีจึงอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เมื่อรวมเข้ากับปัจจัยการแข็งตัวของดอลล่าร์ด้วยแล้ว จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรที่ ‘เงินร้อน’ ภายในประเทศตุรกีจะพากันไหลออกอย่างรวดเร็วจนกระทบถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตุรกีอย่างที่เห็นในวันนี้

.

แต่ถึงจะมีปัจจัยรองรับการเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจในตุรกีอยู่ครบถ้วนก็ตาม คำถามที่น่าสนใจคือ การเกิดวิกฤติครั้งนี้มีปัจจัยอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะดูจากท่าทีของผู้นำตุรกีแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการรับความช่วยเหลือจาก IMF อย่างสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยเมื่อปี 1997 แตกต่างจากกรีซ ในปี 2009 และล่าสุด แตกต่างจากอาเจนติน่าซึ่งประสบปัญหาเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง IMF ก็เข้ามาให้เงินช่วยเหลือพร้อมเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนั้น การที่ตุรกีไม่ต้องการความช่วยเหลือจาก IMF นั้น มันกำลังแปลความหมายได้ว่าไม่ต้องการอยู่ในเงื่อนไขใดๆ ของ IMF ใช่หรือไม่ ?? 

.

ถึงแม้ตุรกีจะไม่สนใจขอความช่วยเหลือจาก IMF แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตุรกีจะไม่มองหาความช่วยเหลือจากประเทศอื่น และเมื่อมองเหล่าพันธมิตรของตุรกีแล้ว ก็ต้องบอกว่ามันน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นระหว่างตุรกีกับรัสเซีย เงินลงทุนช่วยเหลือจากประเทศกาตาร์ ตลอดจนเงินลงทุนช่วยเหลือจากประเทศจีน ทั้งหมดนี้กำลังบอกว่าประเทศตุรกีกำลังบอกลา dollar ecosystem และหันมาซบอกระบบ non-dollar ecosystem หรือเปล่า เราลองมาพิจารณาผลกระทบจากการย้ายข้างของตุรกีดู ว่าทำไมพฤติกรรมของตุรกีเช่นนี้ จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาถึงกับเต้นผาง ประกาศจะไม่ผ่อนปรนมาตรการใดๆ กับตุรกีโดยเด็ดขาด 

. 

1. NATO VS Russia 

.

ก่อนหน้านี้ ตุรกีนับว่าเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด รวมทั้งตุรกียังเป็นหนึ่งในสมาชิกของนาโต แต่ทั้งหมดก็มาถึงจุดเปลี่ยนในปี 2016 เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ตุรกีแบบที่ประธานาธิบดี แอร์โดอัน ไม่ทันตั้งตัว และไม่ได้รับคำเตือนจากฝั่งพันธมิตรฝ่ายนาโต โดยสิ้นเชิง โชคยังดี ที่แม้จะไม่ได้รับคำเตือนจากฝ่ายพันธมิตร แต่เขากลับได้รับคำเตือนจากทางรัสเซียเกี่ยวกับการรัฐประหาร ประธานาธิบดี แอร์โดอัน จึงเป็นฝ่ายชนะการทำรัฐประหารครั้งนั้นอย่างหวุดหวิด ผลจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ ตุรกี-สหรัฐอเมริกา ค่อยๆ ย่ำแย่ลง ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ตุรกี-รัสเซีย กลับดีวันดีคืนขึ้นอย่างรวดเร็ว 

.

หลายคนคงสงสัยว่า แล้วเรื่องนี้สำคัญอย่างไรต่อสหรัฐอเมริกาถึงขั้นทำให้ประเทศพี่ใหญ่เต้นผางได้ คำตอบนั้นไม่ยากเลย มันถูกเขียนไว้อยู่บนแผนที่โลกใบนี้ ในเชิงการค้า ประเทศตุรกีเป็นประเทศที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งของโลก เพราะเป็นประเทศที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างยุโรปและตะวันออกกลาง มาจนถึงเอเชีย ส่วนในเชิงการทหาร นาโต มีกองกำลังปิดล้อมรัสเซียที่ยุโรปตะวันออกและที่ตุรกี อีกทั้งการมีฐานทัพที่ตุรกี ทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนพลไปยังบริเวณตะวันออกกลางอีกด้วย แต่เมื่อตุรกีเริ่มหันไปเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ทำให้กองกำลังทหารของนาโตที่ตุรกีไม่เข้มแข็งเหมือนเดิมอีก อีกทั้งตุรกียังได้เจรจาขอซื้ออาวุธจากทางรัสเซีย ซึ่งระบบการใช้งานมีความแตกต่างจากกลุ่มนาโต ดังนั้นการสูญเสียตุรกีในฐานะพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐ จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงในสายตาของประเทศสหรัฐอเมริกา 

.

2. Energy Landscape 

.

การเป็นพันธมิตรกันระหว่างตุรกีและรัสเซีย ทำให้โครงการก่อสร้างท่อแก๊ส South Stream ที่เชื่อมระหว่าง รัสเซีย-ตุรกี ที่ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้ ถูกรื้อฟื้น และก่อสร้างใหม่อีกครั้งในชื่อ Turkstream ซึ่งการก่อสร้างท่อแก๊ซนี้จะทำให้ตุรกีสามารถส่งออกแก๊ซไปยังยุโรปได้มากขึ้น โดยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้

.

นอกจากนี้ หากมองตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค เส้นทางที่ใกล้ที่สุดที่จะส่งพลังงานไปยังยุโรป คือเส้นทางที่ผ่านตุรกี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะนี้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศในฝั่งตะวันออกกลางมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิรัค ซีเรีย หรืออิหร่าน การเกิดขึ้นของพันธมิตรภายในตะวันออกกลางนำโดย รัสเซีย อิหร่าน และตุรกี ซึ่งมีการขายพลังงานโดยไม่ใช่เปโตรดอลล่าร์เรียบร้อยแล้ว ก็กำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา 

. 

3. Dollar VS Non Dollar Ecosystem

.

เห็นได้ชัดว่าขณะนี้ ดอลล่าร์ถือว่าเป็นสาเหตุของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่ระบาดไปทั่วโลก การที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถพิมพ์เงินได้จำนวนไม่จำกัด และนำเงินนั้นไปฝากไว้กับประเทศต่างๆ ในนามของเงินสำรองระหว่างประเทศ และเงินลงทุนต่างชาติ ทำให้โลกนี้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีบางประเทศต้องการลดอำนาจของดอลล่าร์ที่มีต่อประเทศตัวเองลง โดยการเริ่มทำการค้าแบบทวิภาคี และใช้เงินสกุลท้องถิ่นของตนแทนที่เงินดอลล่าร์ รวมไปถึงมีการซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศที่ใช้วิธีนี้มากที่สุดประเทศหนึ่ง คงหนีไม่พ้นประเทศรัสเซีย ที่ทยอยขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซื้อทองคำ และซื้อขายพลังงานด้วยเงินที่ไม่ใช่เปโตรดอลล่าร์ 

.

จีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สร้างระบบทางการเงินเป็นของตนเอง รวมถึงมีนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน อีกทั้งมีการซื้อขายกับประเทศต่างๆ ในระดับทวิภาคีโดยใช้เงินสกุลท้องถิ่น เป็นประเทศที่สหรัฐอเมริกามองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐ จนนำมาสู่นโยบายการกีดกันทางการค้าที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนั้น เป็นผลมาจากการพัฒนาระบบการค้าที่มองข้ามดอลล่าร์ รวมไปถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่มีโอกาสจะก้าวข้ามสหรัฐในอนาคตได้

.

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตุรกี?? 

.

หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและสหรัฐกำลังเผชิญกับความล้มเหลว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกี รัสเซีย อิหร่าน และจีน กลับดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่ม รัสเซียและจีน คือผู้นำทางด้านเศรษฐกิจใหม่ซึ่งลดบทบาทของดอลล่าร์ลง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ส่วนอิหร่าน คือประเทศที่ถูกประเทศสหรัฐอเมริกาแทรกแซงมาโดยตลอดและไม่สามารถค้าขายผ่านระบบดอลล่าร์ได้ ดังนั้นอิหร่านจึงจำเป็นต้องมองหาระบบที่ไม่ใช่ดอลล่าร์เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ดังนั้น กลุ่มพันธมิตร รัสเซีย อิหร่าน และจีน จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของดอลล่าร์ ยิ่งเมื่อรวมเอาตุรกีซึ่งมีที่ตั้งประเทศอยู่ในจุดยุทธศาสตร์มาเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม นั่นยิ่งทำให้สหรัฐอเมริกามองว่าสกุลเงินของตนกำลังถูกท้าทายอย่างมีนัยยะสำคัญ 

.

ดังนั้น เมื่อประเทศตุรกีมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเกิดวิกฤติ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงไม่รอช้าที่จะกดปุ่มเพื่อรุกฆาตตุรกีเพื่อให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เคยสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศสหรัฐฯ 

.

4. The way out or No way out ?? 

.

แล้วตุรกีจะหาทางออกจากปัญหานี้ได้อย่างไร และมีทางให้ตุรกีหาทางออกได้หรือไม่?? คำตอบตายตัวคงไม่มี เพราะความเป็นจริงคือเศรษฐกิจตุรกีนั้นเกิดความเสียหายอย่างมากไปแล้ว และมีแนวโน้มที่จะเสียหายมากกว่านี้ เพราะตุรกียังอยู่ในระบบของดอลล่าร์ ยิ่งสหรัฐดำเนินมาตรการดูดสภาพคล่องออกจากระบบ ยิ่งส่งผลให้ตุรกีมีปัญหามากขึ้นจากการที่ดอลล่าร์อยู่ในภาวะแข็งค่า รวมกับภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ทั้งหมดนั้นทำให้หนี้ของตุรกีมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยที่แนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจลดลง 

.

อย่างไรก็ตาม ตุรกีเป็นประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของบรรดาประเทศที่อยู่ในแกนตรงกันข้ามของสหรัฐอเมริกา ความสำคัญเช่นนี้ทำให้ประเทศตุรกีจะไม่ถูกทอดทิ้งเหมือนประเทศเวเนซุเอลลา รวมทั้งไม่อาจปล่อยให้ตุรกีถึงทางตันจนต้องกลับไปซบอก IMF ได้ เพราะการกลับไปหา IMF เท่ากับเป็นการบอกให้รู้กลายๆ ว่าประเทศตุรกีจะต้องยอมทุกข้อตกลงที่ IMF ต้องการ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะรวมถึงข้อตกลงทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองและภูมิศาสตร์เศรษฐกิจโลก ที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาด้วย

.

ดังนั้น วิกฤติเศรษฐกิจตุรกีในรอบนี้ ไม่ใช่แค่สนามรบระหว่างยักษ์กับมดเท่านั้น ตรงข้าม มันเป็นสนามรบระหว่างยักษ์ตัวเดิม กับว่าที่ยักษ์ตัวใหม่ งานนี้ หญ้าแพรกอย่างเราๆ จึงควรจะติดตามข่าวสารและระมัดระวังการลงทุนให้ดีๆ เพราะศึกครั้งนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งศึกที่ไม่จบง่ายๆ 

.

Mei