US Economics : Defying Gravity

//เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาบนการต่อต้านกฏแรงโน้มถ่วง//  

.

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีกระแสความหวาดกลัวว่าสหรัฐอเมริกาจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจากหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องหนี้ของสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ทะลุ 21 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ผนวกกับนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าตลาดสหรัฐนั้นกำลังใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว 

.

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่านอกจากตลาดหุ้นสหรัฐจะไม่ crash แล้ว ยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป จนในขณะนี้ ตลาดเริ่มมีความคลายกังวลมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่มีวันเกิดวิกฤติ และหลายฝ่ายเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งเกร่งมากขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจสหรัฐจะไม่มีวันเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่จริงหรือ ทั้งๆ ที่สหรัฐนั้นมีวงจรการเกิดวิกฤติทุกๆ ประมาณ 8-10 ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ Black Monday ปี 1987 เหตุการณ์ Dot-Com Bubble ปี 2000 และครั้งล่าสุดคือ Subprime Crisis ปี 2008 ซึ่งหากนับจำนวนปี ถือได้ว่าสหรัฐไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว สหรัฐจะสามารถพาเศรษฐกิจผ่านวงโคจร Boom-Bust ของเศรษฐกิจไปได้หรือไม่ เรามาลองดูปัจจัยต่างๆ กัน 

.

.

1 การปะทะกันของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานเก่า 

.

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเก่าไปสู่ระบบใหม่ มีอะไรหลายอย่างที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่เด็กรุ่นใหม่ๆ มีอัตราการเกิดที่น้อยลง ในขณะที่คนรุ่นเบบี้บูม ซึ่งค่อยๆ ทยอยเกษียณอายุออกไปนั้น มีจำนวนมหาศาล ดังนั้น หากโครงสร้างประชากรยังเป็นแบบนี้ต่อไป กลุ่มผู้ทำงานและมีรายได้จะค่อยๆ ลดจำนวนลง สวนทางกับผู้เกษียณอายุที่ไม่มีรายได้และต้องพึ่งพารัฐ จะมีจำนวนที่มากขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

.

อย่างไรก็ดี บนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร กลับมีการเคลื่อนที่ของแรงงานจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพิ่มมากขึ้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายเข้าของแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากที่สุดอีกประเทศหนึ่ง การดูดแรงงานเข้าประเทศนี่เอง จะไปเพิ่มการบริโภคในประเทศให้เจริญเติบโตมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐเติบโตเร็วขึ้นบนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ปัญหาหนึ่งเดียวของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานคือเรื่องของกฏหมายที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยของทรัพป์ ที่ใช้นโยบาย American First ซึ่งล่าสุด ก็มีกฏหมายใหม่ออกมาเพื่อกีดกันไม่ให้นักเรียนจีนทำงานในสหรัฐ รวมไปถึงคนจีนที่ทำงานในสหรัฐเองก็มีแนวโน้มในการต่อวีซ่าเพื่อทำงานใหม่ได้ยากขึ้น ด้วยกฏหมายใหม่แบบนี้ ทำให้คนจีนเก่งๆ กลับประเทศ และนำความรู้ไปพัฒนาในประเทศจีนมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าปริมาณแรงงานที่ย้ายเข้าประเทศสหรัฐ จะสามารถทดแทนแรงงานที่เกษียณออกจากระบบ และมีปริมาณเพียงพอต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้หรือไม่ 

.

นอกจากเรื่องโครงสร้างประชากรแล้ว ยังมีเรื่องโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป จากอุตสาหกรรมเก่า ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ การถือกำเนิดของสตาร์ทอัพที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า เป็นการสร้างงานใหม่ สร้างความต้องการใหม่ และสร้างการใช้จ่ายใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น โดยมีโลกทั้งใบเป็นตลาดรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความท้าทายในประเด็นนี้คือ ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีความต้องการซื้ออยู่เต็มไปหมด กำลังมาแทนที่อุตสาหกรรมเก่าที่กำลังถดถอย หากอัตราการเติบโตไปข้างหน้าก้าวไปไม่ทันอัตราการถดถอย และอุตสาหกรรมใหม่เติบโตได้ไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานปัญหาที่เกิดจากการเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมเก่า สุดท้ายก็อาจหนีไม่พ้นการเกิดวิกฤตของระบบเศรษฐกิจ เพื่อเคลียร์ระบบพื้นฐานเก่า ก่อนจะสร้างระบบพื้นฐานใหม่บนการเติบโตของเศรษฐกิจรอบใหม่ในอนาคตข้างหน้า

.

นี่จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลาง ว่าจะสามารถปรับสมดุลระหว่างโครงสร้างเก่าและโครงสร้างใหม่ได้หรือไม่ หากทำได้ วิกฤตเศรษฐกิจก็จะไม่เกิด แต่ถ้าไม่อาจรักษาสมดุลได้ โอกาสที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจก็จะมีความเป็นไปได้ในระยะของการผลัดเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ 

.

.

2 การปะทะกันระหว่าง Dollar Ecosystem และ Non – Dollar Ecosystem 

.

ปัจจุบัน เมื่อมองไปยังระบบการเงินโลกนั้น ในขณะนี้ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ ฟากหนึ่งคือกลุ่มอำนาจเก่า คือ Dollar Ecosystem และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่กำลังพยายามหาทางออกจากระบบเก่า คือ Non – Dollar Ecosystem ซึ่งมีแกนนำสำคัญอันได้แก่ จีน รัสเซีย และอิหร่าน 

.

ดอลล่าร์ เป็น World Currency ของโลก เป็นสกุลเงินที่สามารถพิมพ์ได้เสกได้จากอากาศโดยไม่ต้องมีเงินทุนสำรองเหมือนประเทศอื่นๆ สาเหตุที่ดอลล่าร์มีอิทธิพลขนาดนี้ เนื่องมาจาก 3 ปัจจัยใหญ่ นั่นคือ 

1 การต้องใช้ดอลล่าร์ในการซื้อน้ำมัน หรือที่เรียกว่า เปโตรดอลล่าร์ โดยเมื่อก่อน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะต้องรับเงินเป็นดอลล่าร์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อขายน้ำมันผ่านเงินตราสกุลอื่นๆ ได้

2 การต้องใช้ดอลล่าร์เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศทุกครั้ง จะต้องเปลี่ยนผ่านดอลล่าร์ก่อนเสมอ เช่น หากโอนเงินบาทไทยไปเป็นเงินเยนญี่ปุ่น เงินบาทไทยต้องถูกเปลี่ยนเป็นดอลล่าร์ ก่อนที่จะนำดอลล่าร์นั้นไปเปลี่ยนเป็นเยน

3 การต้องใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 

.

จากเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ดอลล่าร์กลายเป็นเงินตราที่มีความสำคัญที่สุดของโลกใบนี้ และดอลล่าร์เองก็มีความสำคัญมากบนระบบการค้าการลงทุนโลก เงินดอลล่าร์สามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศหนึ่งเติบโตได้ ในขณะเดียวกัน ดอลล่าร์ก็สามารถทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศอาเจนติน่ามีปัญหาค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อ เนื่องมาจากเงินดอลล่าร์ไหลออกจากประเทศจำนวนมาก ส่งผลต่อปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ค่าเงิน   ดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ เพราะเหตุนี้จึงมีกลุ่มประเทศที่ไม่ต้องการจะพึ่งพิงระบบของดอลล่าร์ ที่มีอิทธิพลมหาศาลขนาดนี้อีกต่อไป 

.

จะด้วยเหตุผลด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ หรือด้วยเหตุผลด้านผลประโยชน์ของประเทศก็ตามที ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่เริ่มสร้างระบบของตัวเองขึ้นมา นับตั้งแต่การสร้างพันธมิตรระดับทวิภาคีกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันให้สามารถใช้เปโตรหยวนได้ หรือการตั้งหน่วยงานเพื่อกำหนดราคาทองคำด้วยตัวเอง ตลอดจนการสร้างระบบการโอนเงินระหว่างประเทศของตัวเองแทนการใช้ระบบ swift เดิม  ทั้งหมดนั้นเป็นการสร้างโครงสร้างทางการเงินใหม่แทนที่โครงสร้างเดิมซึ่งเป็นของดอลล่าร์ อีกทั้งนโยบาย Made in China 2025 และ นโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ ที่มีธนาคาร AIIB ซึ่งมีประเทศจีนเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่ เป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่จะเพิ่มการไหลเวียนของเงินหยวนในอนาคต เมื่อรวมเข้ากับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วของจีน สุดท้าย การปะทะกันระหว่างกลุ่ม Ecosystem เก่าและใหม่จึงเกิดขึ้น เกิดเป็นนโยบายการกีดกันทางการค้าอย่างที่เราเห็น

.

แน่นอนว่านโยบายการกีดกันทางการค้าส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ และเราได้เห็นว่าตอนนี้ประเทศจีนกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักผ่านทางตลาดหุ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นว่าประเทศจีนยังคงเดินหน้าสร้าง Ecosystem ใหม่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง การกดดันจากสหรัฐไม่สามารถยับยั้งการสร้างพันธมิตรใหม่ของประเทศจีนได้ ตรงข้าม การกดดันจากทางสหรัฐดูเหมือนจะไปกระตุ้นให้กระบวนการสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย 

.

สิ่งที่เราควรติดตามต่อไปคือนโยบายการรับมือของประเทศจีน ความจริงแล้วประเทศจีนถือเป็นประเทศที่อยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ในขณะที่ดอลล่าร์เป็นระบบที่อยู่มากว่าร้อยปีแล้ว ความน่าสนใจอยู่ที่ประเทศจีนจะสามารถรักษาโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้ไว้ได้หรือไม่ และนานแค่ไหนที่ผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าจะส่งผลถึงคนอเมริกันอย่างชัดเจน หากประเทศจีนสามารถยื้อไว้ได้นานพอที่นโยบายนี้จะกลับไปส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงหนีไม่พ้นสภาพเศรษฐกิจที่ถูกทำร้ายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนอาจส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่นั่นเอง 

.

.

3 การไล่ตามของ Valuation ในบริษัทเทคโนโลยีที่ราคาถูกผลักดันด้วยความคาดหวัง

.

บริษัทเทคโนโลยีหลายๆ บริษัทของสหรัฐอเมริกา ราคาหุ้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มูลค่าจริงของบริษัทนั้นตั้งอยู่บนความคาดหวังของการเติบโตในอนาคต 

.

หลายๆ บริษัทที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีนั้นเป็นบริษัทที่มีเรื่องราวที่ดี มีความน่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ของการเติบโต แต่ถึงกระนั้น ด้วยกระแสข่าวและกระแสความนิยม ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทถูกผลักดันจนมีราคาที่สูงเกินไป ไม่ว่าจะเป็น Amazon ที่มีค่า PE ที่ 147 เท่า Netflix ที่มี PE 159 เท่า หรือ Tesla ที่มีผลกำไรต่อหุ้นที่ติดลบ และไม่สามารถมาคำนวนหาค่า PE ได้ 

.

การที่ราคาหุ้นแพงเกินไปนั้น อาจจะจบที่การเกิดฟองสบู่ในตัวหุ้นบริษัทจนราคาตกก็ได้ หรืออาจจะจบที่ยอดขายบริษัทเติบโตอย่างมากจนทำให้ค่า PE ต่ำลง แต่บนสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น ก็ทำให้มีความเสี่ยงที่ยอดขายบริษัทจะลดลง สร้างความผิดหวังแก่ผู้ถือหุ้นจนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น

.

ตอนนี้ ในหมู่นักวิเคราะห์บางกลุ่มเริ่มเพ่งเล็งความกังวลไปที่ฟองสบู่ในบริษัทเทคโนโลยี มีการพูดถึง Tech Bubble เปรียบเทียบกับช่วง Dot-Com Crisis ว่าบริษัทนั้นอาจจะไม่สามารถเติบโตได้บนอัตราความเร็วที่ตลาดคาดหวัง มีความเป็นห่วงในการปั่นกระแสเกี่ยวกับเรื่องราวในแง่ดีของบริษัทที่มีความเกินจริง จนอาจจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอบช่วงปี 2000 

.

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงแสดงความเป็นห่วง แต่ในอีกฟากของนักลงทุนก็มองว่าบริษัทเทคโนโลยีนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทนั้นทัดเทียมกับความคาดหวัง ซึ่งหากบริษัทสามารถเติบโตและสร้างผลกำไรได้เหมาะสมกับความคาดหวัง ราคาของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็จะเจริญเติบโตขึ้นไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน 

.

.

4 ไม่มีที่ว่างสำหรับการผิดพลาดของธนาคารกลางสหรัฐ 

.

หนึ่งในสาเหตุของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และการลดขนาดงบการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นเพราะต้องการเพิ่มกระสุนให้กับตัวเองในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งต่อไป เพราะหากเฟดไม่ลดขนาดงบการเงิน และไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ย ในวันที่เศรษฐกิจเกิดปัญหา เฟดจะไม่มีเครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจสหรัฐอีกเลย ดังนั้น เฟดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบาย Quantitative Tightening (QT) หรือ นโยบายตึงตัวทางการเงิน และใช้เครื่องมือใหม่ คือใช้นโยบายทางการคลัง มากระตุ้นเศรษฐกิจแทนการใช้นโยบายทางการเงินที่มีเฟดเป็นแกนนำมาโดยตลอด

.

ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย QT นั้นจะมีก็ต่อเมื่อรากฐานเศรษฐกิจไม่แข็งแรงเพียงพอ และการทำนโยบาย QT ซึ่งเป็นการดูดเงินออกจากระบบ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบขาดสภาพคล่อง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินดอลล่าร์ทั่วโลกไหลกลับสหรัฐ เพราะทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต้องการเงินที่จะมาซื้อพันธบัตรใหม่ และเมื่อเฟดไม่มีนโยบายซื้อพันธบัตรใหม่ และไม่ต่ออายุพันธบัตรเก่า เงินดอลล่าร์จากที่อื่นจึงต้องมาซื้อพันธบัตรเหล่านี้แทน ประกอบกับนโยบายการกีดกันทางการค้าและสภาพเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอ ยิ่งเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการขายทรัพย์สินทั่วโลกเพื่อนำเงินกลับไปซื้อทรัพย์สินของสหรัฐที่มีแนวโน้มเข้มแข็งที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ที่มีปัญหา 

.

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ามาจนถึงตอนนี้ ด้วยระบบดอลล่าร์ ทำให้ประเทศสหรัฐยังคงความแข็งแกร่งอยู่ได้เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงบางประการบนระบบที่ควรระวังคือ ปัญหาเรื่องหนี้ ทั้งหนี้ภาคประชาชน ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนี้ภาครัฐบาล 

.

หากมองเผินๆ เรื่องหนี้อาจเป็นปัญหาเล็กก็ได้ ตราบใดที่ยังมีเงินกลับเข้ามาซื้อหนี้ในระบบได้ ตราบนั้นปัญหาจะไม่เกิด แต่เพราะการไหลกลับของดอลล่าร์ ส่งผลให้ดอลล่าร์แข็งค่า ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออก บริษัทส่งออกจะได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงเพราะการแข็งค่าของดอลล่าร์ อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์ยังได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีที่ประเทศต่างๆ ทำการตอบโต้สหรัฐด้วย ในขณะเดียวกัน ในบริษัทนำเข้า ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และส่งต่อผลกระทบนั้นไปยังผู้ซื้อ ซึ่งก็คือประชาชนคนอเมริกันนั่นเอง

.

ทั้งหมดเป็นเรื่องของการหาสมดุลบนระบบ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีความเปราะบางมากบนการเคลื่อนที่ของดอลล่าร์ ในขณะนี้จากนโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐ สมดุลนั้นยังคงอยู่ได้ แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้สมดุลนี้ของเศรษฐกิจสหรัฐไม่สูญเสียไปบนปัญหาของสมดุลเศรษฐกิจโลก เพราะหากสหรัฐสูญเสียสมดุลนี้ จนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ โอกาสที่ดอลล่าร์จะสูญเสียความน่าเชื่อถือนั้นมีสูงบนปริมาณหนี้ที่มหาศาล และเฟดในเวลานี้ยังไม่พร้อมที่จะอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐเหมือนเมื่อครั้งปี 2008 จึงไม่ผิดนักที่จะพูดได้ว่าเฟดและรัฐบาลสหรัฐ ไม่มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่สำหรับข้อผิดพลาดใดๆ ที่จะนำมาซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจ 

.

เพราะในตอนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ ไม่มีกระสุนเพียงพออีกแล้วที่จะอุ้มเศรษฐกิจทั้งระบบได้เป็นครั้งที่ 2 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s