RISE Conference 2018

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 Jul) โชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสไปดูงาน RISE Conference ที่ฮ่องกง ซึ่งงานนี้นับได้ว่าเป็น Tech Conference ที่ใหญ่มากงานหนึ่งเลยทีเดียว แถมบรรดา Speaker ที่มาในงานแต่ละคนก็มีความไม่ธรรมดามากๆ ไม่ว่าจะเป็น ซีอีโอ ไมโครซอฟท์ / Grab / Ping An หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารระดับสูง CTO / COO  และ Founder ทั้งหลายของบริษัทเทคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในเวลานี้อีกมากมายก่ายกอง เรียกว่างานนี้เป็นการรวมตัวกันของบริษัทเทคชั้นนำในโลกนี้เอาไว้โดยแท้

เนื่องจากงาน RISE Conf 2018 นี้ จัดขึ้นที่ฮ่องกง ดังนั้นบรรดาผู้ที่มาเข้าร่วมงานจึงเต็มไปด้วยฝั่งเอเชียจำนวนมาก อ๊ะๆ แต่ฝั่งตะวันตกก็มากันไม่น้อยนะเออ แถมฝรั่งตาน้ำข้าวหลายๆ คนงานนี้ยังสามารถพูดภาษาจีนได้เป็นต่อยหอยอีกด้วย เห็นแล้วก็อดอึ้งๆ ทึ่งๆ ไม่ได้ ประมาณว่า นี่พวกนายข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงทุนในประเทศจีนยาวนานขนาดพัฒนาสกิลด้านภาษาจนพูดจีนกันคล่องขนาดนี้กันเลยเรอะ ??

ที่จริงแล้ว งาน RISE Conf เมื่อเทียบกับงาน Techsauce บ้านเราแล้ว โดยหลักการมันคือคล้ายๆ กัน คือทำ Expo Startup และมีเวที จัด Speaker ที่มาจากบริษัทสาย Tech ในหัวข้อต่างๆ มากมายและหลากหลาย แต่ความต่างระหว่าง RISE กับ Techsauce คือ ความอลังของ Speaker ค่ะ ในขณะที่งาน Techsauce เป็นงานระดับ SEA แต่ RISE เป็นงานระดับ Asia ที่ได้รับความสนใจจากบริษัทเทคฟากตะวันตกไม่น้อย ดังนั้นใครที่เคยไฟงาน Techsauce และคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากแล้ว มาเจอ RISE เข้าไป ใครที่เป็นติ่งบริษัทเทคระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Amazon / Google / Microsoft / Tencent / Ping An / Grab และอื่นๆ จะพบว่างานนี้คืองานที่เติมเต็มตัวเองได้มากมายอย่างน่ามหัศจรรย์

เกริ่นมายาวนาน เข้าเรื่องดีกว่า ว่านอกจากการเติมเต็มในเชิงของอารมณ์แล้ว เราได้อะไรอีกบ้างจากการมาร่วมงาน RISE ในครั้งนี้

//////////////////////////////////////////

1 หัวใจของการเจริญเติบโตของธุรกิจคือ Vision หรือ วิสัยทัศน์

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ สิ่งที่ผู้บริหารเหล่านี้มีคือ การมองไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น สังคมไร้เงินสด ในวันนี้ ประเทศจีนสามารถทำตัวเองให้เป็นสังคมไร้เงินสดได้แล้ว ผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Tencent และ Alibaba  ซึ่งหากเราพูดถึงเรื่องนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ต้องไม่แคล้วถูกหาว่าบ้าอย่างแน่นอน แต่เพราะการมองไปข้างหน้า และความสามารถที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำให้ในวันนี้เมื่อสังคมไร้เงินสดเกิดขึ้น ทั้ง Tencent และ Alibaba จึงกลายเป็นผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ผ่านวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร  แม้แต่ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI / Blockchain หรือ Self-Driving Car  สังคมก็ยังมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินจินตนาการ แต่หากวันข้างหน้า เมื่อโลกเดินไปถึงอนาคตที่อุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้บริษัทที่มีวิสัยทัศน์เหล่านี้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

2 คุณค่าของการมีอยู่ของธุรกิจ คือความสามารถในการแก้ปัญหา

เหมือนที่ แจ็ค หม่า ณ อลีบาบา เคยกล่าวไว้ว่า การมีปัญหาคือโอกาสของการสร้างธุรกิจ หากไม่มีปัญหา ธุรกิจก็ไม่เกิด เพราะไม่รู้ว่าจะสร้างคุณค่า (Value) ได้จากตรงไหน เช่นเดียวกับเหล่า StartUp และ บริษัทเทคทั้งหลาย ที่พากันเติบโตจากการแก้ปัญหาบางอย่างให้หมดไป ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากคือตัวอย่างจากประเทศจีน Good Doctor ซึ่งเพิ่งจะ IPO ไปได้ไม่นาน เติบโตอย่างรวดเร็วเพราะเห็นปัญหาการขาดแคลนหมอในหลายพื้นที่ของประเทศจีน และสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้คนที่อยู่ห่างไกลสามารถพบแพทย์ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ หรือเคสคลาสสิคอย่างเหล่าบริษัท P2P Lending ที่ใช้แพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนจีนที่เข้าไม่ถึงสถาบันทางการเงิน เพราะเหตุนี้ บน Traditional Business ที่เต็มไปด้วยปัญหา เมื่อเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะได้เห็น Traditional Business หยุดการเติบโต ในขณะที่บริษัทเทคที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด

3 เมื่อบริษัท StartUp Tech พึ่งพา Venture Capital มากขึ้น และพึ่งพาธนาคารน้อยลง

ถ้าเป็นธุรกิจแต่ดั้งเดิม แหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้น ‘ธนาคาร’ แต่ในปัจจุบันนี้ เหล่า Startup ทั้งหลาย กลับให้ความสนใจหาเงินทุนจาก Venture Capital มากกว่า และความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ธุรกิจที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทในกลุ่ม Startup Tech ซึ่งเหล่าธนาคารในปัจจุบันนี้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถให้เงินกู้แก่บริษัทเหล่านี้ได้มากนัก เพราะบริษัทเทคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็น Visual Asset เช่น แพลตฟอร์ม หรือบางบริษัทมีเพียงเครดิตของเจ้าของ ทีมและ Business model ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับธนาคารที่จะให้เงินกู้กับบริษัทเหล่านี้ ผิดกับ VC ที่พิจารณาลงทุนบนธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีบทบาทในบริษัทที่มีความเติบโตบน Real Asset แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกปัจจุบันนี้ ด้วยการมาของ VC ที่มีเม็ดเงินมากขึ้น รวมทั้งการมาของเหล่า Fintech ล้วนแล้วแต่ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องปรับตัว แต่ข้อดีของการมี VC และ Fintech คือ ด้วยเงินทุนเหล่านี้ จะสามารถผลักดันให้บริษัทเล็กเติบโตได้เร็วขึ้น และเมื่อบริษัทเล็กเติบโตเป็นบริษัทใหญ่ เมื่อนั้นก็จะเป็นโอกาสของธนาคาร ที่แม้จะได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงปริมาณเงินในระบบที่มีมากขึ้นเพื่อผลักดันเหล่า Startup ให้เติบโตแข่งกับธุรกิจแบบเดิมๆ ส่งผลให้บริษัทที่เป็น Traditional Business เติบโตน้อยลง และในอนาคต หาก Traditional Business เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวได้บนสภาพแวดล้อมใหม่จนต้องปิดกิจการลง คำถามที่น่าสนใจคือ ธนาคาร ที่มีลูกค้าเป็น Traditional Business เหล่านี้ จะมีการปรับตัวตามอย่างไร

4 ประเทศจีน จ้าวแห่ง Tech Implementation

ถ้าบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เราขอบอกไว้ ณ ที่นี้เลยว่า พี่จีนของเรา แม้จะไม่ใช่จ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่พี่จีนนั้นเป็นจ้าวแห่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพที่แท้ทรู

เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะขายได้ก็ต่อเมื่อนำมาปรับใช้งานให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าและพฤติกรรมของตลาด และจีนนั้นเก่งมากๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ E-Bike ที่ใช้ประโยชน์จากระบบ Payment ที่เปลี่ยนไป การนำระบบ Face Recognition มาใช้งานจริงในการจับผู้ร้าย หรือใช้ระบุตัวตน ในสังคมจริงๆ เพื่อทำให้สังคมมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การนำ Self Driving Car มาทดลองใช้จริงในระบบขนส่งมวลชนในบางพื้นที่ เรียกได้ว่า จีนนั้นเป็นประเทศที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในสังคมจริงๆ เป็นประเทศแรกๆ ของโลก แม้ตัวเทคโนโลยีต้นฉบับอาจจะไม่ได้มาจากจีน แต่หากพูดถึงการนำมาใช้ล่ะก็ ตอนนี้คงไม่มีใครก้าวได้เร็วกว่าประเทศจีนอีกแล้ว

5 การแข่งขันแบบทะเลเดือดในกลุ่มธุรกิจ Tech ของจีน

การได้ไปงาน RISE ครั้งนี้ สิ่งที่ได้สัมผัสอีกอย่างหนึ่งคือการแข่งขันด้านธุรกิจในประเทศจีน ผู้ที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสการลงทุนจริงในประเทศจีน เช่น VC หลายๆ เจ้า ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการแข่งขันของธุรกิจในจีนนั้นเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาก และนั่นนำมาซึ่งการค้นหาสิ่งที่ตลาดต้องการ การค้นหาปัญหาของตลาด และการต่อยอดสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คนอย่างไม่หยุดยั้งในประเทศจีน ใครที่พัฒนาช้า คิดช้า และลงมือช้า ไม่อาจจะอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรงนี้

แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งของการแข่งขันอันรุนแรง มาจากรากฐานความคิดที่จะเป็นผู้ประกอบการของคนจีนที่พบได้อยู่ทั่วไป แม้แต่ประเทศไทยเอง เราก็จะพบได้ว่าผู้ประกอบการไทยเอง ส่วนมากก็มาจากเชื้อสายจีน ในขณะที่คนไทยแท้นั้นถูกสอนให้เป็นข้าราชการ แต่คนจีนถูกสอนให้ค้าขาย และจากแนวคิดนี้นี่เอง ยิ่งทำให้สมรภูมิรบในธุรกิจที่ประเทศจีนนั้นยิ่งรุนแรง

แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศจีนเต็มไปด้วยผู้ประกอบการ แถมยังเป็นผู้ประกอบการที่โฟกัสในอุตสาหกรรม 4.0 นั้น คือประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาไปข้างหน้าเร็วมาก มันเป็นการพัฒนาตั้งแต่ระดับท้องถิ่น หรือจากรากฐานปิรามิด ไปสู่ด้านบนของปิรามิด การพัฒนาแบบนี้ส่งผลถึงความมั่งคั่งของประเทศจีนที่พุ่งสูงขึ้น จากระดับรากหญ้าที่ยากจนบนฐานปิรามิดที่ใหญ่ที่สุด มาสู่คนชนชั้นระดับกลางแบบยกประเทศ ผ่านการเข้าถึงของไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต

ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศส่งออก ในขณะนี้ ประเทศจีนก็กำลังสร้างความต้องการซื้อ และกำลังซื้อ ให้กับคนจีนทั้งประเทศ ผ่านการยกระดับฐานปิรามิดแบบยกประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องมือ และบริษัทจีนเอง ก็สร้างตัวเองจากตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ก่อนที่จะ Scaling สู่ระดับโลก

เรียกได้ว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่น่าจับตามองในเชิงของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

//////////////////////////////////////////////

ที่จริงไปงานแบบนี้ได้อะไรอีกหลายอย่างที่เขียนออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ อธิบายไปก็อาจไม่เข้าใจ เช่น การได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของหลายๆ อุตสาหกรรมในอนาคต การได้ตระหนักว่าจะมีบริษัทใหญ่มากมายต้องบ๊ายบายไปเพราะปรับตัวบนความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และจะมีบริษัทเล็กในวันนี้อีกมากมายที่จะเติบโตจนสามารถเข้าตลาดหุ้นไปแทนที่บริษัทใหญ่ๆ ได้

บางคนบอกว่าเรื่องพวกนี้มันอีกนาน แต่เอาเข้าจริงๆ เวลา 10-20 ปี นั้นไม่ได้นับว่านานอะไรมากเลย หากลองเอาเลข 20 บวกอายุตัวเอง ณ ปัจจุบันเข้าไป และคิดถึงความจริงที่ว่า เราจะสามารถปรับตัวตอนอายุขนาดนั้นได้หรือเปล่า หากคำตอบคือ ณ 20 ปี ข้างหน้า เราอาจจะแก่เกินกว่าจะปรับตัวเองได้ มันจะดีกว่าไหมที่เราจะเริ่มพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อรองรับในอีก 20 ปีข้างหน้า

มันน่าจะง่ายกว่ารอให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสร็จเรียบร้อยในอีก 20 ปีข้างหน้า แล้วเราค่อยมาคิดจะเปลี่ยนแปลง หากถึงวันนั้น ด้วยอายุขนาดนั้น สุดท้าย เราอาจจะต้องพ่ายแพ้ให้กับโลกที่เปลี่ยนไป เพราะในวันนี้ เราไม่ตระหนักว่าระยะเวลา 20 ปีนั้น ความจริงมันสั้นแค่นิดเดียวเอง

อยากฝากไว้ให้ผู้อ่านทุกคนลองไปคิดสนุกๆ ดูค่ะ

และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้คิดและตระหนัก หลังจากได้ไปงาน RISE Conference 2018 มาจร้าา~~~

 

Mei

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s