Monthly Archives: July 2018

Macro Economics : US Analysis  

 

Macro Economics : US Analysis  

.

ถ้าจะกล่าวว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจของทั้งโลกมีความปั่นป่วนยุ่งเหยิงมากที่สุด ก็คงไม่ใช่คำพูดที่กล่าวเกินจริงไปนัก โดยจะเห็นได้จากในช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนบนนโยบายทางการเงิน การคลัง ที่แตกต่างจากในช่วงเวลาเดิมๆ ที่ผ่านมา รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกยุ่งเหยิงและคาดเดาได้ลำบากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เราลองมาดูปัจจัยสำคัญแต่ละปัจจัยกัน ว่าหากเราต้องการคาดเดาเศรษฐกิจข้างหน้า เราควรจะหยิบปัจจัยอะไรขึ้นมาคิดวิเคราะห์บ้าง

.

1 นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ : Quantitative Tightening (QT) 

.

หากพูดง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้าน สำหรับนโยบาย QT สามารถแปลความหมายได้ว่า นโยบายดูดเงินออกจากระบบ ที่จริง ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายนี้มาประมาณหนึ่งปีครึ่งแล้ว นับตั้งแต่เริ่มดึงอัตราดอกเบี้ยขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งธนาคารกลางจะไม่ซื้อพันธบัตรใหม่อีกต่อไป แต่จะปล่อยให้พันธบัตรเก่านั้นหมดอายุไปเรื่อยๆ โดยไม่ซื้อเพิ่ม 

.

เรื่องนี้ส่งผลกระทบอะไรต่อตลาดบ้าง?? เนื่องจากระบบการเงินบนโลกนี้ใช้ดอลล่าร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก ดอลล่าร์ก็เปรียบเสมือนน้ำที่ไหลไปในระบบ มีสภาพคล่องสูงเพราะทุกประเทศในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ใช้ดอลล่าร์ และมีดอลล่าร์เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้น การลดลงของดอลล่าร์ในระบบจึงมีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม บางคนเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘Dollar Shortage’ ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเทขายทรัพย์สินอื่น เพื่อนำเงินกลับมาซื้อพันธบัตรออกใหม่แทนที่พันธบัตรเก่าที่หมดอายุไปแล้ว และไม่มีธนาคารกลางสหรัฐเป็นผู้ช่วยซื้ออีกต่อไป เป็นเหตุให้เงินทุนจำนวนมากไหลออกจากทองคำ รวมไปถึงหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ จนเกิดเหตุการณ์วิกฤติค่าเงินในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้ เช่นประเทศอาเจนติน่า เป็นต้น 

.

เงินที่ไหลออกจากประเทศทั่วโลกเพื่อเข้าสู่ประเทศอเมริกา ทำให้มีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่หุ้นตก ค่าเงินอ่อน และกลุ่มประเทศทางฝั่งยุโรปที่มีปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะความมั่นคงของธนาคารยุโรปเช่น Deutshe Bank ที่สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก ทั้งหมดนี้ยิ่งส่งให้เงินทั่วโลกไหลกลับสหรัฐอเมริกา ผลักให้สินทรัพย์ในสหรัฐอเมริกามีราคาสูงขึ้น รวมไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐด้วย 

.

2 นโยบายการกีดกันทางการค้า

.

ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายอันโด่งดังที่ไม่มีใครไม่พูดถึงในขณะนี้ คือ นโยบายการกีดกันทางการค้า โดยมีเป้าหมายหลักคือประเทศจีน.

.

ไม่ว่าทางสหรัฐจะใช้ข้ออ้างอะไรในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ากับประเทศจีน แต่เราจะเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการจากประเทศจีน คือการหยุดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบาย Made in China 2025 ซึ่งโฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค 10 อุตสาหกรรม โดยมีงบประมาณสนับสนุนถึง 10,000 ล้านหยวน แต่จากการเจรจาที่ผ่านๆ มา เห็นได้ชัดว่าจีนจะยังคงเดินหน้าตามนโยบาย Made in China 2025 ต่อไปโดยไม่ฟังเสียงอเมริกา นอกจากนั้น จากท่าทีของประเทศจีน เห็นได้ชัดว่าประเทศจีนไม่กลัวที่จะปะทะกับสหรัฐในเรื่องของการค้าบนเวทีโลก แม้ประเทศจีนจะบอกเสมอว่า การทำสงครามทางการค้านั้นจะส่งผลกระทบในเชิงลบกับทั้งสองฝ่าย แต่ประเทศจีนก็ไม่กลัวที่จะทำสงครามทางการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

.

ผลจากการทำสงครามทางการค้าในขณะนี้ ทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นจีน ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว บริษัทที่ไม่แข็งแรงมีปัญหาเรื่องภาระหนี้สิน และธนาคารกลางจีนออกมาประกาศเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจีนด้วยวิธี QE สไตล์จีน 

.

ในขณะเดียวกันกับที่เศรษฐกิจภายในของจีนกำลังปั่นป่วน ทางการจีนก็เดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐอเมริกาบอยคอตต์อยู่ ประเทศรัสเซีย ที่ล่าสุดก็ประกาศเทขายพันธบัตรสหรัฐครั้งใหญ่ รวมไปถึงประเทศในฝั่งยุโรปและอาฟริกา และผลักดันโครงการ One Belt One Road ผ่านธนาคาร AIIB 

.

ผลจากการกีดกันทางการค้านี้ ทำให้บริษัทจีนได้รับผลกระทบก็จริง แต่บริษัทอเมริกันก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบ Supply Chain ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างสหรัฐและจีน ในขณะที่บริษัทจากสหรัฐอาจจะรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นบนอัตราภาษีใหม่ไม่ได้ และยอดขายของโรงงานจากประเทศจีนลดน้อยลง แต่บริษัทจากสหรัฐก็จำเป็นต้องหา Supply Chain ใหม่จากที่อื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการกีดกันทางการค้า แน่นอนว่าการสร้างโรงงานด้วยตัวเองอาจเป็นหนึ่งทางเลือก แต่การสร้างโรงงานใหม่นั้นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และใช้ระยะเวลาอีก 2-3 ปี ทีเดียว 

.

แต่ไม่ว่าบริษัทเอกชนจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยทางเลือกไหนก็ตาม ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะราคาสูงขึ้นแน่นอน เป็นผลให้แนวโน้มตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นตามไปด้วย

.

3 การเติบโตของบริษัทเทคโนโลยี

.

มาถึงตอนนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีได้ เพราะในขณะที่บริษัทที่ดำเนินการบริหารแบบเก่าๆ นั้น มีตัวเลขการเติบโตที่ลดลง แต่บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย เช่น Apple / Alphabet / Netflix และ Amazon กลับมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งการเติบโตของบริษัทเหล่านี้ ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังคงยืนอยู่ต่อได้ และได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเรื่องนวัตกรรมอีกด้วย

.

เพราะสภาพประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป คนหนุ่มสาวที่อยู่ในตลาดแรงงานมีจำนวนน้อยลง ในขณะที่ผู้เกษียณอายุและผู้ที่อยู่นอกตลาดแรงงานมีจำนวนมาก ทำให้ตัวเลข GDP มีแนวโน้มจะลดน้อยลง ด้วยสภาพการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันทั่วโลก ทำให้ประเทศที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน หรือญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่ต้องการแรงงานมีคุณภาพ ในสายงานด้านเทคโนโลยีที่ขาดแคลน ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็เป็นประเทศหนึ่งที่นำเข้าประชากรเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากในบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ พนักงานจำนวนไม่น้อยมีเชื้อสายมาจากเอเชีย แต่เข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งการนำเข้าประชากรที่มีรายได้สูงเหล่านี้เข้ามาในประเทศ เป็นการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการไหลเวียนของเงิน ทำให้ตัวเลข GDP สามารถเติบโตได้มากขึ้น

.

นอกจากการนำเข้าประชากรแล้ว บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ยังเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบริษัทเทคขนาดเล็ก หรือที่เราเรียกกันว่าบริษัท Startup ซึ่งในปัจจุบันนี้ บริษัท Startup นั้นมีจำนวนเยอะมาก และทั้งหมดนั้นใช้วิธีการหาเงินลงทุนโดยการระดมทุนด้วยตนเองเป็นหลัก ผ่านบริษัท Capital Venture  ข้อดีของการเติบโตของบริษัท Startup ที่มีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมคือ เมื่อบริษัทเล็กเติบโตจนสามารถมีรายได้และกำไรเกิดขึ้น เท่ากับว่าจะมีการสร้างงานเพิ่มขึ้น คนกลุ่มใหม่มีรายได้ที่มากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

.

เพราะเหตุนี้ การเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ การเติบโตของบริษัท Capital Venture และการเติบโตของบริษัท Startup เหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำธุรกิจและการลงทุน เป็นเครื่องจักรอีกตัวหนึ่งที่สามารถสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐได้ 

.

4 GDP VS Inflation 

.

ตัวเลขที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐ คือตัวเลข GDP และ อัตราเงินเฟ้อ 

.

จริงอยู่ที่อุตสาหกรรมใหม่ การนำเข้าประชากร และการไหลกลับของเงินดอลล่าร์ จะเป็นปัจจัยที่ผลักดัน GDP ของสหรัฐให้ไปข้างหน้า แต่ตัวเลขที่เคียงคู่กันมาก็คือ อัตราเงินเฟ้อ ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐต้องการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ แต่ความเสี่ยงของการพยายามดันอัตราเงินเฟ้อคือ หากควบคุมตัวเลขนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะฟื้นตัว อาจจะทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบมีปัญหาใหญ่ได้ 

.

อัตราเงินเฟ้อนั้น สำหรับสหรัฐตอนนี้มีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นการไหลกลับของดอลล่าร์ ที่จะเข้าไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ในสหรัฐและผลักให้ราคาทรัพย์สินสูงขึ้น ยิ่งประเทศภายนอกสหรัฐต้องเผชิญกับปัญหาการไหลออกของเงินทุน และการอ่อนค่าของค่าเงินมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ดอลล่าร์นั้นหนีกลับประเทศมาซื้อสินทรัพย์ในประเทศมากขึ้นเท่านั้น 

.

ยังมีมาตรการกีดกันทางการค้า ที่คนอเมริกันต้องรับภาระจากภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น และสินค้าส่วนใหญ่ที่คนอเมริกันใช้ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีนแทบทั้งสิ้น การมาของนโยบายกีดกันทางการค้าจะทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเหล่านี้ราคาสูงขึ้น กระทบคนอเมริกันทั้งระดับกลางและระดับล่าง 

.

อย่างไรก็ดี ตราบใดหากตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมกับตัวเลข GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงเงินในกระเป๋าของคนในประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐจะยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้นโดยที่ตัวเลข GDP เติบโตตามไม่ทัน เมื่อนั้นปัญหาจะเริ่มเกิด เพราะมันสะท้อนถึงรายได้ที่โตไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตอย่างมั่นคงหรือไม่ ตัวชี้วัดที่ดูง่ายที่สุดคือ ตัวเลข GDP เทียบกับอัตราเงินเฟ้อนั่นเอง   

.

Mei

Jobs : Gain or Loss when AI is coming

 

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันตลอดมาว่า การมาของ AI และ Robot นั้น ทำให้คนต้องตกงาน และต่อไปมนุษย์จะไม่มีงานทำเพราะงานส่วนใหญ่ถูกเหล่าหุ่นยนต์แย่งเอาไปทำแทน คำถามเหล่านี้มีมาให้เห็นโดยตลอด พอๆ กับความคิดเห็นด้านที่สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตลาดแรงงาน ที่พบเจอได้มากมายบนโลกเซเชียล

.

แต่เมื่อคำถามนี้ ได้นำไปถามบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Jeff แห่ง Amazon // Jack แห่ง Alibaba หรือ Masayoshi แห่ง Softbank  ทุกคนก็จะพูดเหมือนกันหมดว่า พวกเขาไม่ห่วงเลยว่าหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ และที่น่าประหลาดใจคือ เหตุผลที่ไม่เป็นห่วง ก็มีความเหมือนกันอย่างน่าประหลาดใจ 

.

งานบางอย่างจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ แต่ในขณะเดียวกัน โลกเราจะผลิตงานใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นงานที่มีแต่มนุษย์ที่ทำได้ นี่คือคำตอบของเหล่าซีอีโอและฝ่ายบริหารของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และเป็นคำตอบที่คลาสสิคที่สุด ถ้าลองไปฟังคำสัมภาษณ์ในคำถามที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน คุณก็จะได้รับคำตอบประมาณนี้กลับมาทุกครั้ง คำถามที่น่าสนใจคือ คำตอบนี้เป็นความจริง หรือเป็นเพียงการพยายามหาความชอบธรรมให้กับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาโดยการสร้างขึ้นของพวกเขา ??

.

1 โลกที่หมุนไปโดยไม่อาจขัดขวางได้ 

.

ไม่ว่าจะโอดครวญแค่ไหน ความเป็นจริงของโลกใบนี้คือการก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หยุดรอคนข้างหลังอยู่ดี การก้าวไปข้างหน้าหมายความถึงความพยายามที่จะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ซึ่งในแง่ของตลาดแรงงาน มันคือการแก้ปัญหาในงานที่มีความอันตราย งานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เช่นงานในสายพานของโรงงานที่กระทำซ้ำเดิมๆ โดยไม่ต้องใช้สมองคิด ซึ่งงานประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะเกิด Turnover ของพนักงานสูง เพราะมนุษย์เอง ก็ไม่ได้ชอบการทำงานซ้ำๆ เช่นกัน ยังไม่นับถึงสุขภาพของแรงงานที่มีแนวโน้มจะแย่ลงจากการทำงานที่เป็นรูทีนซ้ำๆ 

เมื่องานเป็นงานที่มีอันตราย ต้องทำซ้ำๆ โดยไม่ใช่หัวสมอง และไม่ดีต่อสุขภาพ การคิดค้นหุ่นยนต์เพื่อมาทดแทนงานที่มนุษย์หลีกเลี่ยงจึงเกิดขึ้น แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีของหุ่นยนต์และ AI ก็พัฒนามากขึ้น คุกคามงานอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังกระจายไปคุกคามงานในหลายๆ อุตสาหกรรม 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้มนุษย์จะเริ่มตระหนักถึงการคุกคามของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่การจะไปหยุดเทคโนโลยีเหล่านี้แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เมื่อหยุดเทคโนโลยีไม่ได้ สิ่งที่น่าสนใจถัดมาคือ เราจะอยู่อย่างไรบนโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเหมือนอวัยวะส่วนใหม่ของมนุษย์ เหมือนกับที่ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว 

.

2 งานอะไรจะหายไป 

.

แจ็ค หม่า เคยพูดไว้ว่า มนุษย์จะไม่อาจสู้หุ่นยนต์ในเรื่องของความทรงจำ การคำนวน และการประมวลผลได้ บนเทคโนโลยี Cloud และ Internet สมองมนุษย์ไม่สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลในอากาศได้ แต่ AI สามารถเข้าถึงเหล่า Big Data ที่อยู่ในอากาศ และประมวลผลออกมาได้อย่างรวดเร็ว ในแง่นี้ มนุษย์นั้นแพ้หุ่นยนต์อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น งานที่จะหายไป ย่อมเป็นงานที่มีการทำซ้ำๆ ตลอดเวลา เช่นงานบนสายพานของโรงงาน  รวมไปถึงงานที่ต้องอาศัยการคำนวนแบบตรงไปตรงมาเพื่อใช้ผลลัพธ์ในการตัดสินใจ เช่น Robo Advisor บนแพลตฟอร์มการบริหารความมั่งคั่ง (WealthTech) ซึ่งจะมาแทนที่พนักงานระดับปฏิบัติการในอุตสาหกรรมการเงินการลงทุน ดังนั้น งานใดที่เป็นงานระดับปฏิบัติการที่มีลักษณะงานซึ่งต้องกระทำซ้ำๆ โดยไม่ต้องใช้ความคิดเพื่อก่อให้เกิด Value ใหม่ๆ มีแนวโน้มที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ได้สูง 

.

3 งานอะไรที่ขาดแคลน

.

แม้ในด้านหนึ่งจะมีงานที่มีความเสี่ยงในการถูกทดแทนสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับมีงานอีกหลายอย่างที่กำลังขาดแคลนอยู่ในปัจจุบันนี้ 

.

ตำแหน่งงานที่ปัจจุบันนี้ขาดแคลนอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่งานที่เกี่ยวข้องกับ AI / Machine Learning / Blockchain / Data Scient  และอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อผู้ที่มีความรู้ด้านนี้ขาดแคลน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแย่งชิงตัวคนที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมาทำงานด้วย ผลักให้เงินเดือนของสาขาวิชาชีพทางด้านนี้พุ่งสูงทะลุเพดานไปทั่วโลก

.

อย่างไรก็ดี แม้งานในสายเทคโนโลยีจะเป็นที่ต้องการสูง แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาที่จบในสายเทคโนโลยีมาจะมีอนาคตสดใสกันทุกคน สิ่งที่สำคัญมากกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัยคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทัศนคติ’ เพราะในสายเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่รุดหน้าไปตลอดเวลา หลายๆ ศาสตร์ เป็นองค์ความรู้ที่เกิดใหม่ ทำให้บริษัทต้องการทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถในการคิดค้นและพัฒนาทักษะต่างๆ ไปข้างหน้า และใครที่ยึดติดกับความคิดและทักษะเดิมๆ ก็มีแนวโน้มที่จะถูกทดแทนได้เช่นกัน 

.

4 จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

.

บนการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งในด้านตลาดและเทคโนโลยี ต่างก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ เพราะทุกธุรกิจต่างพัฒนาขึ้นบนความต้องการแก้ไขปัญหาบางสิ่งบางอย่าง รวมไปถึงนำเสนอความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาอาศัยแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้คือกุญแจอีกดอกหนึ่งสู่ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์และบริการ ที่สำคัญ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มีเพียงมนุษย์ที่จะพัฒนาเรื่องนี้ได้ แต่หุ่นยนต์ไม่สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ได้เลย

.

5 การก่อกำเนิดของธุรกิจใหม่และงานใหม่

.

ในขณะที่คนในสังคมส่วนใหญ่กำลังคร่ำครวญถึงงานที่จะถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ กลับมีคนอีกหนึ่งจำพวก ที่มองการมาของหุ่นยนต์ และ AI ด้วยความหวัง

.

การเติบโตของ StartUp ในปัจจุบัน กำลังเป็นแรงสำคัญในการสร้างงานใหม่ๆ บนโลกนี้ โดยอาศัยโอกาสของการเติบโตบนเทคโนโลยีและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับมัน แต่ปัญหาสำคัญคือ ในขณะที่ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง มีปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะอันเหมาะสมนั้น ธุรกิจเก่าที่มีศักยภาพในการเติบโตถดถอย กลับต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างงาน ดังนั้นเราจึงได้เห็นว่าในธุรกิจเก่าๆ มีการใช้ software เพื่อช่วยทำงาน ลดขนาดบริษัท ไปจนถึงได้เห็นโรงงานที่นำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยผลิต และลดจำนวนพนักงานลงไปจำนวนมากดังที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่างทุกวันนี้

.

ดังนั้น ในปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่า งานที่เกิดขึ้นมาใหม่ในอุตสาหกรรมใหม่นั้นมีจำนวนไม่น้อย แต่ปัญหาคือแรงงานไม่อาจปรับตัวรับงานที่เกิดขึ้นใหม่ได้ แรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาทักษะและองค์ความรู้เพื่อหันไปทำงานที่เกิดขึ้นใหม่บนโลกใบนี้ เพราะปัจจัยทางการศึกษาก็ดี ปัจจัยด้านความสามารถในการเรียนรู้ก็ดี หรือปัจจัยทางด้านอายุก็ดี ทั้งหมดนั้น ทำให้โลกเราในฝั่งหนึ่งกำลังขาดแคลนแรงงานเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกด้าน กลับมีแรงงานล้นเกินไปจากการมาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่ ถือเป็นสภาวะที่น่าอึดอัดไม่น้อย และนี่คือปัญหาด้านแรงงานที่สำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรม จาก 3.0 ไปยังยุค 4.0

.

Mei

When I’d been to Hong Kong

8-13 กรกฎาคม 2018 ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ไปฮ่องกงด้วยตัวเอง หลังจากที่ผ่านมาไปกับทัวร์โดยตลอด (แต่โดยตลอดนั่นก็คือ ไปเมื่อตอนอายุ 10 ขวบครั้งหนึ่ง ได้ตั๋วฟรีไปเที่ยวฮ่องกงครั้งหนึ่ง และไปกับบริษัทอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนั่นคือไปกับทัวร์)

ไปรอบนี้ ที่จริงก็ไม่ได้ไปเที่ยวอะไร หรือจะว่าตามตรง ส่วนตัวก็ไม่ได้รู้สึกว่าฮ่องกงมีอะไรให้เที่ยว รอบนี้ไปงาน RISE Conference สิ่งที่ทำก็คือหมกตัวในงานมันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยัน 5 โมงเย็น ซึ่งจะว่าไปมันก็สนุกดี ได้เห็นได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง แต่เนื่องจากเค้าเขียนเรื่อง RISE Conference แบบ จริงจังไปแล้ว เราก็จะไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก ฮาาา ใครอยากรู้ว่างานมันดียังไง ไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้ฮับ

RISE Conf 2018

อื่นๆ นอกจากการไปฟังสัมมนาดูงาน ก็ไม่ได้มีอะไรมาก นอกจาก กิน กิน แล้วก็กิน

ที่จริงตั้งความหวังกับเรื่องของกินที่ฮ่องกงไว้สูงนะ แต่ปรากฏพอได้ไปกินจริงกลับรู้สึกเฉยๆ มากๆ แถมยังรู้สึกโดนผงชูรสทำร้ายจนลิ้นแห้งไปหมดด้วย ที่ประทับใจสุดมีอยู่อย่างเดียว คือร้านขนมแถวๆ ถนนจอร์แดน  แต่อย่าถามว่าชื่อร้านอะไร จำไม่ได้ รู้แต่ว่ามีคนรีวิวไว้มากมายในอินเตอร์เน็ต

หน้าตาก็มาประมาณนี้ อร่อยมากกก โดยเฉพาะงาดำ

IMG_0969

นอกนั้นก็อร่อยอยู่ในขั้นปกติ ไม่ถึงขั้นเว่อร์วังอลังการ แต่ถ้าจะมีอะไรที่ชอบมากกว่าประเทศไทยนิดหน่อยก็คงเป็นแป้งก๋วยเตี๋ยวหลอดที่ทำออกมาแตกต่างจากไทย

หมดเรื่องของกิน ก็เป็นเรื่องการเดินทาง เนื่องจากสถานที่จัดงานนั้นอยู่ตรงข้ามฝั่งชิมซาจุ่ย ก็เลยได้ขึ้นเรือเกือบทุกวัน ส่วนตัวคือชอบ เพราะคนน้อย และมันถูกมากกกกกก 2.7 เหรียญ ต่อเที่ยว เทียบกับรถไฟใต้ดินราคา 9.xx  ยอมทนเดินๆ เอาหน่อย 10-15 นาทีถือว่าคุ้ม เพราะเดินก็ไม่ลำบากอะไร แต่หากจะใช้รถไฟใต้ดินก็สะดวก ฮ่องกงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่การคมนาคมขนส่งของเขาอยู่ในขั้นสมควรยกย่อง ประเทศไทยควรจะเอาเขาเป็นแบบอย่าง

สรุปแล้ว สำหรับฮ่องกง ถ้ามาเพราะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง เช่น มาดูงาน มาทำงาน หรือมาช้อบปิ้ง ก็ต้องถือว่าโอเคนะ แต่ถ้าตั้งใจจะมาเที่ยว แบบ เที่ยวจริงๆ รู้สึกว่า ไม่เห็นจะมีที่ไหนให้เที่ยวเลย ฮ่องกงเป็นเกาะเล็กที่มีตึกเต็มไปหมด แถมคนยังเยอะเต็มไปหมด เห็นแล้วเวียนหัวพิลึก ของกินก็ถ้ากินอยู่ไม่กี่มื้อมันก็ไหว แต่ถ้าจะต้องกินเป็นประจำเห็นจะต้องขอลา ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อย แต่เพราะปริมาณผงชูรสที่น่าสะพรึงมากกว่า ที่ทำให้ต้องขอยกธงขาว กลับมากินข้าวบ้านเราดีกว่า

รวมๆ ใครขามีแรงและชอบตึกชอบเมืองชอบคนล่ะก็ แนะนำว่าฮ่องกงค่ะ มาแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะคุณจะได้เตินเยอะ ท่ามกลางคนและตึกสูง แต่หากใครไม่ชอบความวุ่นวาย ก็อย่ามาเลยฮ่องกง เตือนด้วยความหวังดีจริงจริง

 

Mei

 

 

 

RISE Conference 2018

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 Jul) โชคดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสไปดูงาน RISE Conference ที่ฮ่องกง ซึ่งงานนี้นับได้ว่าเป็น Tech Conference ที่ใหญ่มากงานหนึ่งเลยทีเดียว แถมบรรดา Speaker ที่มาในงานแต่ละคนก็มีความไม่ธรรมดามากๆ ไม่ว่าจะเป็น ซีอีโอ ไมโครซอฟท์ / Grab / Ping An หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารระดับสูง CTO / COO  และ Founder ทั้งหลายของบริษัทเทคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในเวลานี้อีกมากมายก่ายกอง เรียกว่างานนี้เป็นการรวมตัวกันของบริษัทเทคชั้นนำในโลกนี้เอาไว้โดยแท้

เนื่องจากงาน RISE Conf 2018 นี้ จัดขึ้นที่ฮ่องกง ดังนั้นบรรดาผู้ที่มาเข้าร่วมงานจึงเต็มไปด้วยฝั่งเอเชียจำนวนมาก อ๊ะๆ แต่ฝั่งตะวันตกก็มากันไม่น้อยนะเออ แถมฝรั่งตาน้ำข้าวหลายๆ คนงานนี้ยังสามารถพูดภาษาจีนได้เป็นต่อยหอยอีกด้วย เห็นแล้วก็อดอึ้งๆ ทึ่งๆ ไม่ได้ ประมาณว่า นี่พวกนายข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงทุนในประเทศจีนยาวนานขนาดพัฒนาสกิลด้านภาษาจนพูดจีนกันคล่องขนาดนี้กันเลยเรอะ ??

ที่จริงแล้ว งาน RISE Conf เมื่อเทียบกับงาน Techsauce บ้านเราแล้ว โดยหลักการมันคือคล้ายๆ กัน คือทำ Expo Startup และมีเวที จัด Speaker ที่มาจากบริษัทสาย Tech ในหัวข้อต่างๆ มากมายและหลากหลาย แต่ความต่างระหว่าง RISE กับ Techsauce คือ ความอลังของ Speaker ค่ะ ในขณะที่งาน Techsauce เป็นงานระดับ SEA แต่ RISE เป็นงานระดับ Asia ที่ได้รับความสนใจจากบริษัทเทคฟากตะวันตกไม่น้อย ดังนั้นใครที่เคยไฟงาน Techsauce และคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากแล้ว มาเจอ RISE เข้าไป ใครที่เป็นติ่งบริษัทเทคระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Amazon / Google / Microsoft / Tencent / Ping An / Grab และอื่นๆ จะพบว่างานนี้คืองานที่เติมเต็มตัวเองได้มากมายอย่างน่ามหัศจรรย์

เกริ่นมายาวนาน เข้าเรื่องดีกว่า ว่านอกจากการเติมเต็มในเชิงของอารมณ์แล้ว เราได้อะไรอีกบ้างจากการมาร่วมงาน RISE ในครั้งนี้

//////////////////////////////////////////

1 หัวใจของการเจริญเติบโตของธุรกิจคือ Vision หรือ วิสัยทัศน์

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ สิ่งที่ผู้บริหารเหล่านี้มีคือ การมองไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น สังคมไร้เงินสด ในวันนี้ ประเทศจีนสามารถทำตัวเองให้เป็นสังคมไร้เงินสดได้แล้ว ผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Tencent และ Alibaba  ซึ่งหากเราพูดถึงเรื่องนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ต้องไม่แคล้วถูกหาว่าบ้าอย่างแน่นอน แต่เพราะการมองไปข้างหน้า และความสามารถที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำให้ในวันนี้เมื่อสังคมไร้เงินสดเกิดขึ้น ทั้ง Tencent และ Alibaba จึงกลายเป็นผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ผ่านวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร  แม้แต่ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI / Blockchain หรือ Self-Driving Car  สังคมก็ยังมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินจินตนาการ แต่หากวันข้างหน้า เมื่อโลกเดินไปถึงอนาคตที่อุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้บริษัทที่มีวิสัยทัศน์เหล่านี้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

2 คุณค่าของการมีอยู่ของธุรกิจ คือความสามารถในการแก้ปัญหา

เหมือนที่ แจ็ค หม่า ณ อลีบาบา เคยกล่าวไว้ว่า การมีปัญหาคือโอกาสของการสร้างธุรกิจ หากไม่มีปัญหา ธุรกิจก็ไม่เกิด เพราะไม่รู้ว่าจะสร้างคุณค่า (Value) ได้จากตรงไหน เช่นเดียวกับเหล่า StartUp และ บริษัทเทคทั้งหลาย ที่พากันเติบโตจากการแก้ปัญหาบางอย่างให้หมดไป ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากคือตัวอย่างจากประเทศจีน Good Doctor ซึ่งเพิ่งจะ IPO ไปได้ไม่นาน เติบโตอย่างรวดเร็วเพราะเห็นปัญหาการขาดแคลนหมอในหลายพื้นที่ของประเทศจีน และสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้คนที่อยู่ห่างไกลสามารถพบแพทย์ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ หรือเคสคลาสสิคอย่างเหล่าบริษัท P2P Lending ที่ใช้แพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนจีนที่เข้าไม่ถึงสถาบันทางการเงิน เพราะเหตุนี้ บน Traditional Business ที่เต็มไปด้วยปัญหา เมื่อเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะได้เห็น Traditional Business หยุดการเติบโต ในขณะที่บริษัทเทคที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด

3 เมื่อบริษัท StartUp Tech พึ่งพา Venture Capital มากขึ้น และพึ่งพาธนาคารน้อยลง

ถ้าเป็นธุรกิจแต่ดั้งเดิม แหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้น ‘ธนาคาร’ แต่ในปัจจุบันนี้ เหล่า Startup ทั้งหลาย กลับให้ความสนใจหาเงินทุนจาก Venture Capital มากกว่า และความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ธุรกิจที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทในกลุ่ม Startup Tech ซึ่งเหล่าธนาคารในปัจจุบันนี้มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถให้เงินกู้แก่บริษัทเหล่านี้ได้มากนัก เพราะบริษัทเทคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็น Visual Asset เช่น แพลตฟอร์ม หรือบางบริษัทมีเพียงเครดิตของเจ้าของ ทีมและ Business model ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับธนาคารที่จะให้เงินกู้กับบริษัทเหล่านี้ ผิดกับ VC ที่พิจารณาลงทุนบนธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีบทบาทในบริษัทที่มีความเติบโตบน Real Asset แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกปัจจุบันนี้ ด้วยการมาของ VC ที่มีเม็ดเงินมากขึ้น รวมทั้งการมาของเหล่า Fintech ล้วนแล้วแต่ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องปรับตัว แต่ข้อดีของการมี VC และ Fintech คือ ด้วยเงินทุนเหล่านี้ จะสามารถผลักดันให้บริษัทเล็กเติบโตได้เร็วขึ้น และเมื่อบริษัทเล็กเติบโตเป็นบริษัทใหญ่ เมื่อนั้นก็จะเป็นโอกาสของธนาคาร ที่แม้จะได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงปริมาณเงินในระบบที่มีมากขึ้นเพื่อผลักดันเหล่า Startup ให้เติบโตแข่งกับธุรกิจแบบเดิมๆ ส่งผลให้บริษัทที่เป็น Traditional Business เติบโตน้อยลง และในอนาคต หาก Traditional Business เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวได้บนสภาพแวดล้อมใหม่จนต้องปิดกิจการลง คำถามที่น่าสนใจคือ ธนาคาร ที่มีลูกค้าเป็น Traditional Business เหล่านี้ จะมีการปรับตัวตามอย่างไร

4 ประเทศจีน จ้าวแห่ง Tech Implementation

ถ้าบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เราขอบอกไว้ ณ ที่นี้เลยว่า พี่จีนของเรา แม้จะไม่ใช่จ้าวแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่พี่จีนนั้นเป็นจ้าวแห่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพที่แท้ทรู

เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะขายได้ก็ต่อเมื่อนำมาปรับใช้งานให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าและพฤติกรรมของตลาด และจีนนั้นเก่งมากๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ E-Bike ที่ใช้ประโยชน์จากระบบ Payment ที่เปลี่ยนไป การนำระบบ Face Recognition มาใช้งานจริงในการจับผู้ร้าย หรือใช้ระบุตัวตน ในสังคมจริงๆ เพื่อทำให้สังคมมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การนำ Self Driving Car มาทดลองใช้จริงในระบบขนส่งมวลชนในบางพื้นที่ เรียกได้ว่า จีนนั้นเป็นประเทศที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในสังคมจริงๆ เป็นประเทศแรกๆ ของโลก แม้ตัวเทคโนโลยีต้นฉบับอาจจะไม่ได้มาจากจีน แต่หากพูดถึงการนำมาใช้ล่ะก็ ตอนนี้คงไม่มีใครก้าวได้เร็วกว่าประเทศจีนอีกแล้ว

5 การแข่งขันแบบทะเลเดือดในกลุ่มธุรกิจ Tech ของจีน

การได้ไปงาน RISE ครั้งนี้ สิ่งที่ได้สัมผัสอีกอย่างหนึ่งคือการแข่งขันด้านธุรกิจในประเทศจีน ผู้ที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสการลงทุนจริงในประเทศจีน เช่น VC หลายๆ เจ้า ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการแข่งขันของธุรกิจในจีนนั้นเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาก และนั่นนำมาซึ่งการค้นหาสิ่งที่ตลาดต้องการ การค้นหาปัญหาของตลาด และการต่อยอดสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คนอย่างไม่หยุดยั้งในประเทศจีน ใครที่พัฒนาช้า คิดช้า และลงมือช้า ไม่อาจจะอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรงนี้

แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งของการแข่งขันอันรุนแรง มาจากรากฐานความคิดที่จะเป็นผู้ประกอบการของคนจีนที่พบได้อยู่ทั่วไป แม้แต่ประเทศไทยเอง เราก็จะพบได้ว่าผู้ประกอบการไทยเอง ส่วนมากก็มาจากเชื้อสายจีน ในขณะที่คนไทยแท้นั้นถูกสอนให้เป็นข้าราชการ แต่คนจีนถูกสอนให้ค้าขาย และจากแนวคิดนี้นี่เอง ยิ่งทำให้สมรภูมิรบในธุรกิจที่ประเทศจีนนั้นยิ่งรุนแรง

แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศจีนเต็มไปด้วยผู้ประกอบการ แถมยังเป็นผู้ประกอบการที่โฟกัสในอุตสาหกรรม 4.0 นั้น คือประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาไปข้างหน้าเร็วมาก มันเป็นการพัฒนาตั้งแต่ระดับท้องถิ่น หรือจากรากฐานปิรามิด ไปสู่ด้านบนของปิรามิด การพัฒนาแบบนี้ส่งผลถึงความมั่งคั่งของประเทศจีนที่พุ่งสูงขึ้น จากระดับรากหญ้าที่ยากจนบนฐานปิรามิดที่ใหญ่ที่สุด มาสู่คนชนชั้นระดับกลางแบบยกประเทศ ผ่านการเข้าถึงของไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต

ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศส่งออก ในขณะนี้ ประเทศจีนก็กำลังสร้างความต้องการซื้อ และกำลังซื้อ ให้กับคนจีนทั้งประเทศ ผ่านการยกระดับฐานปิรามิดแบบยกประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องมือ และบริษัทจีนเอง ก็สร้างตัวเองจากตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ก่อนที่จะ Scaling สู่ระดับโลก

เรียกได้ว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่น่าจับตามองในเชิงของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

//////////////////////////////////////////////

ที่จริงไปงานแบบนี้ได้อะไรอีกหลายอย่างที่เขียนออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ อธิบายไปก็อาจไม่เข้าใจ เช่น การได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของหลายๆ อุตสาหกรรมในอนาคต การได้ตระหนักว่าจะมีบริษัทใหญ่มากมายต้องบ๊ายบายไปเพราะปรับตัวบนความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และจะมีบริษัทเล็กในวันนี้อีกมากมายที่จะเติบโตจนสามารถเข้าตลาดหุ้นไปแทนที่บริษัทใหญ่ๆ ได้

บางคนบอกว่าเรื่องพวกนี้มันอีกนาน แต่เอาเข้าจริงๆ เวลา 10-20 ปี นั้นไม่ได้นับว่านานอะไรมากเลย หากลองเอาเลข 20 บวกอายุตัวเอง ณ ปัจจุบันเข้าไป และคิดถึงความจริงที่ว่า เราจะสามารถปรับตัวตอนอายุขนาดนั้นได้หรือเปล่า หากคำตอบคือ ณ 20 ปี ข้างหน้า เราอาจจะแก่เกินกว่าจะปรับตัวเองได้ มันจะดีกว่าไหมที่เราจะเริ่มพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อรองรับในอีก 20 ปีข้างหน้า

มันน่าจะง่ายกว่ารอให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสร็จเรียบร้อยในอีก 20 ปีข้างหน้า แล้วเราค่อยมาคิดจะเปลี่ยนแปลง หากถึงวันนั้น ด้วยอายุขนาดนั้น สุดท้าย เราอาจจะต้องพ่ายแพ้ให้กับโลกที่เปลี่ยนไป เพราะในวันนี้ เราไม่ตระหนักว่าระยะเวลา 20 ปีนั้น ความจริงมันสั้นแค่นิดเดียวเอง

อยากฝากไว้ให้ผู้อ่านทุกคนลองไปคิดสนุกๆ ดูค่ะ

และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้คิดและตระหนัก หลังจากได้ไปงาน RISE Conference 2018 มาจร้าา~~~

 

Mei

 

 

 

 

When you are slapped

 

เมื่อไม่นานมานี้โชคดีได้มีโอกาสฟังบทสัมภาษณ์ Ronnie Chan มหาเศรษฐีชาวฮ่องกงที่มีสัญชาติอเมริกัน มีหลายอย่างที่ฟังแล้วรู้สึกชอบมากๆ แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นความเห็นของเขาที่มีต่อสหรัฐอเมริกา เขากล่าวโดยรวมๆ ได้ใจความประมาณนี้ว่า

‘มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนมากๆ ว่าประเทศจีนไม่ได้ต้องการเป็นอันดับ 1 บนโลกใบนี้ ทูตจีนเองก็เคยกล่าวว่าจีนนั้นไม่อยากเป็นอันดับ 1 เพราะต้นทุนของการเป็นอันดับ 1 นั้นมันสูงมาก สิ่งที่ประเทศจีนทำก็แค่ต้องการพัฒนาตัวเองขึ้นมา ประเทศจีนเคยเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุด จึงต้องตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาประเทศ แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็พบว่าตนเองกลายเป็นประเทศอันดับ 2 ไปแล้ว

เมื่อเป็นอันดับ 2 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หันไปทางซ้าย ก็ถูกเบอร์หนึ่งตบกลับ หันไปทางขวา ก็ถูกเบอร์หนึ่งตบกลับมา ประเด็นคือ เมื่อคนเราถูกตบหลายๆ ครั้งเข้า ความอดทนมันก็หมดลงเช่นกัน

ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประเทศจีนไม่มองหาความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา ตอนแรก ประเทศจีนก็รู้ดีว่าเรื่อง Innovation นั้น สหรัฐอเมริกาเก่งที่สุด จึงได้เข้าไปซื้อชิพต่างๆ จากบริษัทสหรัฐ แต่เมื่อบริษัทจีนเริ่มเติบโตและมีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สหรัฐก็เริ่มกีดกันไม่ให้บริษัทชิพจากสหรัฐขายให้กับจีน คำถามคือ แล้วจะให้ประเทศจีนทำอย่างไรถ้าไม่ใช่เริ่มพัฒนาเองผลิตเอง พอจีนเริ่มพัฒนาเองผลิตเอง คราวนี้ สหรัฐก็ไร้สิทธิ์ไร้เสียงต่อประเทศจีนโดยสิ้นเชิง

เคสนี้ไม่ใช่แค่เคสเดียว แต่ยังมีเรื่องราวแบบนี้อีกหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้น การพัฒนาทางเทคโนโลยีอันรวดเร็วของจีน จะว่าไปก็ต้องขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่เป็นหนึ่งในตัวช่วยผลักดัน’

ที่ลุงแกพูดมาทั้งหมดก็มีเหตุผลฟังได้เลยทีเดียว การทำ Trade Wars ล่าสุดนี้ก็เป็นการรุมตบจีนครั้งใหญ่จากสหรัฐอเมริกา การผลักดันครั้งนี้จะทำให้เกิดผลอะไรขึ้นบ้างในอนาคตเป็นเรื่องที่น่าติดตามมาก

ล่าสุด มีรายงานข่าวออกมาแล้วว่าเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองของสหรัฐกำลังเผชิญปัญหาราคาถั่วเหลืองตกต่ำ และหวงงวดนี้ไปตกที่บราซิล ซึ่งถั่วเหลืองราคาพุ่งสูง งานนี้ใครเพลี่ยงพล้ำก่อนมีสิทธิ์ถึงฆาตได้เลยเชียว น่าสนุกไม่เบาเนอะ หึหึ

 

Mei