Coin vs Stock

 

เรื่องของตลาด ‘เหรียญ’ (Coin) และตลาด ‘หุ้น’ (Stock)

.

เรื่องร้อนแรงเรื่องหนึ่งในวงการบล็อคเชนประเทศไทยวันนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องกฏหมายควบคุมและกำกับเรื่อง Cryptocurrency หรือที่บางคนเรียก Coin บางคนเรียก Token ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขณะนี้นับได้ว่าถูกเลื่อนสถานะขึ้นมาเป็น ‘Asset’ หรือ สินทรัพย์ ที่ถูกต้องตามกฏหมายเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมถึงข้อบังคับหลายๆ อย่างที่มาพร้อมกับสถานะอันทรงเกียรตินี้ แต่การที่ประเทศไทยได้ยกเอาบรรดา ‘เหรียญ’ ทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ที่กฏหมายรองรับ ถือได้ว่าเป็นก้าวที่ใหญ่มากก้าวหนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียว

.

เมื่อวันนี้ เหรียญ ทั้งหลายกลายมาเป็นทรัพย์สินที่ถูกเรียกว่า ทรัพย์สินดิจิตอล จึงเป็นเรื่องธรรมดาของนักลงทุนที่จะก้าวเข้ามาลงทุนในตลาดของเหรียญมากขึ้น แต่คำถามสำคัญที่ยังคงสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนจำนวนมากก็คือ ตลาด ‘เหรียญ’ นั้น มีความแตกต่างจากตลาด ‘หุ้น’ อย่างไร ในเมื่อประเทศไทยให้การยอมรับทรัพย์สินดิจิตอล อย่างน้อยที่สุด นักลงทุนควรจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณสมบัติของ เหรียญ ที่แตกต่างจาก หุ้น เพื่อจะได้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง

.

//-เหรียญเกิดจากการสร้างโปรเจค หุ้นเกิดจากการสร้างบริษัท-//

.

ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง เหรียญ และ หุ้น คือการถือกำเนิดของทรัพย์สินทั้งสองประเภทนี้ เหรียญ นั้น ถือกำเนิดมาจากการสร้างโปรเจค โปรเจคนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกฏหมายที่ใช้บังคับในแต่ละประเทศ แต่ในช่วงแรกนั้นยังไม่ได้มีประเทศไหนเข้ามาควบคุม บางโปรเจคจึงถูกก่อตั้งโดยคณะบุคคลที่ไม่มีการจดทะเบียน และเหรียญที่ผลิตออกมานั้นก็ไม่มีใครควบคุม ทุกอย่างเกิดขึ้นบนความเชื่อมั่นส่วนบุคคล ซึ่งตรงกันข้ามกับหุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าของบริษัทอยู่เบื้องหลัง และมีกฏหมายรองรับบังคับใช้อย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อเหรียญเกิดขึ้นจากการสร้างโปรเจค มูลค่าของเหรียญจึงแปรผันตามความเติบโตของโปรเจค ในขณะที่มูลค่าของหุ้นนั้นแปรผันตามความเติบโตของบริษัท

.

//-อะไรคือความเติบโตของโปรเจค และอะไรคือความเติบโตของบริษัท-//

.

การที่บอกว่าเหรียญนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของโปรเจค หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นการอธิบายแบบนามธรรมมากโดยที่ไม่สามารถหาตัวเลขมาชี้วัดได้อย่างชัดเจน ผิดกับหุ้น ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้น ชี้แจงผลการดำเนินงาน และต้องเปิดเผยตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัททุกๆไตรมาส ทำให้การอธิบายการเจริญเติบโตของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีความชัดเจน อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเติบโตของโปรเจคแต่ละโปรเจคจะดูมีความเป็นนามธรรมมาก แต่เราก็พอที่จะใช้ตัวเลขบางอย่างในการคาดการณ์ความสามารถในการเติบโตของโปรเจคที่เราลงทุนได้ หากเราเข้าใจพื้นฐานของระบบนิเวศน์บนแพลตฟอร์มของโปรเจคที่เราเข้าไปลงทุน 

.

วิธีหนึ่งที่หลายคนชอบใช้ในการตัดสินมูลค่าของเหรียญ คือการคาดการณ์ความต้องการใช้เหรียญบนแพลตฟอร์มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในกรณีของเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสิ่งของเช่น บิทคอยน์ การคาดการณ์ความต้องการใช้เหรียญอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าต่อไปร้านค้าบนโลกนี้จะยอมรับบิทคอยน์เป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสิ่งของแทนเงินกระดาษ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นจริง จำนวนเหรียญบิทคอยน์ที่เชื่อว่ามีจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้จ่ายบนโลกนี้ที่มีมหาศาล จะทำให้ในอนาคตบิทคอยน์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า 

.

หรือในกรณีของเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็น Utility Token หรือ เหรียญที่มีคุณสมบัติบางอย่างบน Ecosystem ของโปรเจค นักลงทุนมักจะดูจำนวนเหรียญที่ถูกผลิต เทียบกับความเป็นไปได้ที่เหรียญเหล่านี้จะถูกใช้จริงใน Ecosystem ของแพลตฟอร์ม เช่น หากเหรียญมีคุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนและใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง หากพิจารณาแล้วว่าในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จะเติบโตและมีสมาชิกเข้ามาใช้งานจำนวนมาก ราคาของเหรียญก็ย่อมจะสูงขึ้น คิดโดยนำมูลค่าการใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มในอนาคต หารด้วยจำนวนเหรียญที่ถูกผลิตทั้งหมด จะได้เป็นราคาของเหรียญที่นักลงทุนคาดหวัง

.

ปกติแล้ว หุ้นเองก็มีค่าความคาดหวังเช่นเดียวกัน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ P/E โดยนักวิเคราะห์จะคำนวนค่าความคาดหวังที่เหมาะสม หรือที่เรามักจะได้ยินว่า ค่า ‘P/E’ ที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมก็จะได้รับค่า P/E ที่แตกต่างกันออกไป การที่บอกว่าค่า P/E สูง แปลว่าหุ้นแพงนั้น จึงหมายความว่านักลงทุนกำลังซื้อหุ้นที่ค่าความคาดหวังสูงนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ก็ดี หรือ เหรียญ ก็ดี เมื่อพูดถึงการเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของโปรเจ็ค หรือการเติบโตของบริษัท ล้วนแล้วแต่ใช้ค่า ‘ความคาดหวัง’ ด้วยกันทั้งสิ้น ความแตกต่างอยู่ที่ หุ้น มีฐานข้อมูลการคิดคำนวนที่มากกว่า จึงสามารถใช้ระบบการวัดได้ทั้งในเชิงปริมาณ (คำนวน) และเชิงคุณภาพ (วิเคราะห์สภาพแวดล้อม) เพื่อหาค่าความคาดหวังที่เหมาะสม ในขณะที่ เหรียญ ไม่มีฐานข้อมูลในการคิดคำนวน จึงไม่สามารถวัดได้ในเชิงปริมาณที่เหมาะสม นักลงทุนในเหรียญ จึงต้องมีความสามารถคาดการณ์ค่าความคาดหวังเอาเองจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเป็นสำคัญ

.

//-ผู้ถือเหรียญ ไม่ได้ถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของโปรเจ็ค แต่ผู้ถือหุ้น ถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของบริษัท-//

.

หุ้น ถูกระบุตามกฏหมายให้เป็นสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของของบริษัท ปกติ เมื่อเราถือหุ้นสามัญ เราจะมีสิทธิ์ในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิ์โหวดตามสัดส่วนการถือหุ้น รวมไปถึงยังได้รับสิทธิ์ในการรับเงินปันผลจากผลกำไรของบริษัทอีกด้วย ทั้งนี้ นี่เป็นคุณสมบัติที่ผู้ถือ เหรียญ จะไม่ได้รับ เพราะเหรียญถูกสร้างขึ้นให้เป็นส่วนหนึ่งบน Ecosystem ในแพลตฟอร์มของโปรเจ็ค โดยมีเจ้าของโปรเจ็คเป็นผู้ควบคุมดูแล ดังนั้น สิทธิ์ใดๆ ที่ผู้ถือเหรียญพึงมี จึงขึ้นอยู่กับการ ‘ให้สิทธิ์’ ของเจ้าของโปรเจ็ค ที่ตัดสินตั้งแต่เริ่มแรกว่าผู้ถือเหรียญจะมีสิทธิ์อะไรบ้าง เช่น หากเจ้าของยินยอมให้สิทธิ์ในการ ‘โหวด’ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนแพลตฟอร์ม ผู้ถือเหรียญก็จะมีสิทธิ์ ‘โหวด’ ตามที่เจ้าขอโปรเจ็คให้สิทธิ์ แต่ถ้าไม่มีการให้สิทธิ์ใดๆ ตั้งแต่แรก ผู้ถือเหรียญก็ไม่อาจเรียกร้องเอาสิทธิ์ใดๆ ได้

.

ดังนั้น การถือเหรียญเพื่อลงทุน การทำการบ้านก่อนการตัดสินใจซื้อเหรียญจึงมีความสำคัญมาก ผู้ลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจถึงสิทธิ์ที่พึงมีจากการถือเหรียญต่างๆ เพราะแต่ละเหรียญนั้นมีลักษณะการให้สิทธิ์มากน้อยแตกต่างกันไป และมีลักษณะของการใช้ ’Smart Contract’ (สัญญาที่มีผลอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขในสัญญาถูกเติมเต็มครบถ้วน) ในการควบคุม 

.

//-ตลาดเหรียญ เป็นตลาดที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง ตลาดหุ้น มีมูลค่าบริษัทอยู่เบื้องหลัง-//  

.

หากกล่าวว่าตลาดหุ้น คือสถานที่ในการระดมทุนของบริษัท แล้วล่ะก็ ตลาดเหรียญ ก็คือสถานที่ในการระดมทุนของโปรเจ็คที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง

.

บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นนั้นอยู่ในหลายๆ อุตสาหกรรม มีการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ขอเพียงมีผลประกอบการที่เติบโต หุ้นของบริษัทก็เติบโต และดัชนีตลาดหุ้นก็จะเติบโต ในขณะที่ตลาดเหรียญนั้นจะมีความแคบ และเฉพาะทางมากกว่าตรงที่ตลาดเหรียญนั้น เกิดขึ้นจากโปรเจ็คที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง หากไม่ได้ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนก็ไม่สามารถสร้างเหรียญเข้ามาลิสต์บนตลาดแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้น การเติบโตของตลาดเหรียญขึ้นอยู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อคเชนในโปรเจคต่างๆ หากโปรเจคเติบโตอย่างมั่นคง สามารถสร้าง Ecosystem ให้ใหญ่ขึ้นได้บนเทคโนโลยีบล็อคเชน ตลาดเหรียญก็จะเติบโตขึ้นตามเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ 

.

ตรงกันข้าม หากสุดท้ายเทคโนโลยีบล็อคเชนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ หรือเกิดการมาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่กระทันหัน ตลาดเหรียญก็อาจจะล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน การลงทุนในเหรียญนั้น นักลงทุนจึงควรจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อคเชนเบื้องต้นด้วย เพื่อที่จะได้สามารถเข้าใจความเป็นไปของเทคโนโลยีและนำมาเป็นข้อมูลเพื่อลงทุนในตลาดเหรียญต่อไป 

.

เรื่องของเหรียญกับหุ้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย มีทั้งในแง่ที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน นักลงทุนควรเรียนรู้คุณสมบัติพื้นฐานของเหรียญ ซึ่งเป็นทรัพย์สินใหม่ตามกฏหมายใหม่ของประเทศไทย เพื่อที่จะเข้าไปลงทุน หรือไม่เข้าไปลงทุน ตามความถนัดของนักลงทุนแต่ละคน อย่างไรก็ดี ตลาดเหรียญ เป็นตลาดที่ใหม่และมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจึงควรกระจายทรัพย์สินในการลงทุนอย่างเหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 

.

Mei

.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s