Monthly Archives: June 2018

US Debt vs China Debt

 

The Analysis : USA Debt VS China Debt

.

เรื่องของหนี้ เป็นหัวข้อสำคัญที่บรรดาสื่อกระแสหลักของทางฝั่งตะวันตกมักนำมาพาดพิงถึงประเทศจีนเสมอ ว่าหนี้สินในส่วนของภาคเอกชนจีนนั้นกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง และเศรษฐกิจจีนกำลังเป็นฟองสบู่ลูกโตที่กำลังรอวันแตก 

.

อย่างไรก็ดี ในขณะที่ประเทศจีนกำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สินภาคเอกชนที่มีเพิ่มสูงขึ้นในอัตราความเร็วที่น่าตกใจ แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีปริมาณหนี้สินที่สูงมากเช่นเดียวกัน แต่ปริมาณหนี้สินนั้นไปอยู่ที่ภาครัฐบาล โดยมาถึงปัจจุบันนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกามีหนี้สินภาครัฐบาลทั้งหมดประมาณ 20 ล้านล้านดอลล่าร์ นับเป็นประเทศที่มีปริมาณหนี้สินที่ใหญ่ที่สุดของโลกใบนี้ 

.

ความสัมพันธ์ระหว่างหนี้ภาครัฐบาลและหนี้ภาคธุรกิจ

.

ในปี 2540 เป็นปีซึ่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่มีชื่อเรียกว่า วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ในขณะนั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตคือการก่อหนี้ของภาคเอกชนที่สูงมาก รวมไปถึงการกู้ยืมเงินต่างประเทศระยะสั้น เพื่อมาปล่อยเงินกู้ระยะยาวภายในประเทศ ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินภาคธุรกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว และฟองสบู่นี้ก็แตก เกิดการลอยตัวของค่าเงินบาท ซึ่งยิ่งส่งผลกระทบต่อหนี้สินที่สูงอยู่แล้วให้ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลตัดสินใจกู้เงินจาก IMF เพื่อมาอุ้มธุรกิจภายในประเทศ และรัฐบาลมีการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้าการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยมีงบประมาณที่เกินดุลมาโดยตลอด จึงไม่มีความจำเป็นในการออกพันธบัตรมากนัก แต่หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยก็มีการออกพันธบัตรมากขึ้นเพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาทางการเงินภายในประเทศ ซึ่งทั้งการกู้เงินจาก IMF ก็ดี หรือการออกพันธบัตรก็ดี เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างหนี้ทางภาครัฐทั้งสิ้น และรัฐบาลก็ใช้เงินเหล่านี้เข้ามาช่วยอุ้ม หรือหรือเข้ามาจัดการปัญหาหนี้สินของภาคเอกชนให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 

.

จากกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2540 จะเห็นได้ว่าในขณะนั้น ภาครัฐบาลมีปริมาณหนี้ที่ต่ำ แต่ภาคเอกชนมีหนี้ที่สูง ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาในภาคธุรกิจจนส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ รัฐบาลจึงมีความสามารถในการก่อหนี้เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาให้กับประเทศได้ กรณีที่เห็นได้ชัดนอกจากนี้ คือการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสินเชื่อบ้านของสหรัฐอเมริกา หรือ Hamberger Crisis ที่เกิดขึ้นเพราะสินเชื่อในตลาดอสังหาริมทรัพย์แตก จนส่งผลให้เกิดความแตกตื่นในตลาดพันธบัตรสินเชื่อบ้าน (Mortgage Back Security – MBS) จนเกิดการเทขายขนาดหนัก และวาณิชธนกิจ Bear Sterns รวมทั้ง Lehman Brothers ต้องล้มละลายไป ซึ่งก่อนที่จะมีสถาบันทางการเงินแห่งอื่นๆ ล้มละลายไปมากกว่านี้ ในที่สุด สหรัฐอเมริกานำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็เข้ามาแก้ปัญหาโดยการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เข้าซื้อพันธบัตรสินเชื่อบ้านรวมถีงซื้อพันธบัตรสหรัฐอเมริกาจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ปี 2009 – 2014 ซึ่งมาตรการนี้ ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถออกพันธบัตรได้จำนวนมากตามโปรแกรมการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลาง โดยการออกพันธบัตรนั้นหมายถึงการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาล เพื่อนำมาอุ้มภาคธุรกิจให้ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้นั่นเอง

.

หนี้สินภาคธุรกิจของประเทศจีน

.

จากข้อมูลของ Bloomberg  กลางปี 2017 ที่ผ่านมา หนี้สินของภาคธุรกิจในประเทศจีนมีจำนวนสูงถึง 256% เมื่อเทียบกับ GDP และในการประชุม World Economic Forum ที่ Davos เมื่อต้นปี 2018 รองประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ยอมรับถึงปริมาณหนี้ที่มีแนวโน้มจะสร้างปัญหาในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน ก็กล่าวถึงมาตรการการแก้ปัญหาหนี้สินเหล่านี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่นิ่งนอนใจของภาครัฐบาลจีนที่เล็งเห็น และพร้อมจะเข้าแก้ปัญหาหนี้สินเหล่านี้ อย่างไรก็ดี เนื่องจากปริมาณหนี้สินภาครัฐบาลของประเทศจีนมีเพียง 44.3% ของ GDP นั่นชี้ให้เห็นว่าประเทศจีนยังมีศักยภาพที่จะดูแลภาคธุรกิจภายในประเทศได้อีกมาก 

. 

สังคมไร้เงินสดกับความสามารถในการสร้างหนี้ของประเทศจีน

.

หนึ่งในสาเหตุที่รัฐบาลจีนต้องการเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นสังคมไร้เงินสด คือเพื่อขจัดปัญหาการฟองเงิน และการทำธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฏหมาย การที่ประเทศจีนจะกลายเป็นประเทศที่ไร้เงินสดแปลว่าประเทศจีนกำลังจะนำทุกภาคส่วนของประเทศเข้าสู่ระบบการชำระเงินที่รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ เมื่อรัฐบาลตรวจสอบได้ ก็หมายถึงขนาดการบริโภคภายในประเทศที่ใหญ่ขึ้น หรือ GDP ที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงความสามารถในการเก็บภาษีที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการออกพันธบัตร หรือสร้างหนี้ ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศจีนถือได้ว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากในการพัฒนาระบบสังคมไร้เงินสด ดังนั้น อัตราหนี้สินภาครัฐบาลที่แท้จริงของประเทศจีนในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะน้อยลง และรัฐบาลจีนมีความสามารถก่อหนี้ได้เพิ่มขึ้น

.

หนี้สินภาครัฐบาลของสหรัฐอเมริกา

.

ในขณะที่หนี้สินภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกามีปริมาณราวๆ 45% ต่อ GDP แต่กลับมีหนี้สินภาครัฐบาลถึง 107% ต่อ GDP ด้วยปริมาณเกือบๆ 20 ล้านล้านดอลล่าร์ ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณหนี้สินภาครัฐสูงที่สุดในโลก การที่รัฐบาลมีหนี้ในระดับที่สูงมาก แปลได้ว่า หากภาคธุรกิจเกิดการสะดุด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามจนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเกิดปัญหาเรื่องการระดมทุนเพื่อเข้าช่วยเหลือภาคธุรกิจทันที การขอกู้ยืมเงินจากต่างประเทศจะเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะปริมาณหนี้ที่สูงติดเพดาน และความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดราคาพันธบัตรตกต่ำ มีแต่คนต้องการเทขาย แต่ไม่มีใครต้องการซื้อพันธบัตรของประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

.

หนี้สินภาคเอกชนบนอัตราดอกเบี้ย 0.25

.

หนี้สินภาคธุรกิจจะเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ก็ต่อเมื่อหนี้สินนั้นทำให้บริษัทเกิดกำไรและมีความสามารถในการชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม หนี้สินที่ภาคธุรกิจก่อขึ้นนั้น เป็นหนี้สินบนต้นทุนที่ต่ำระดับ 0.25% ซึ่งเป็นระดับที่เข้าใกล้ศูนย์มากๆ ทว่า ในขณะนี้ เป็นช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบาย Quantitative Tightening หรือนโยบายดึงสภาพคล่องทางการเงินกลับ โดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จาก 0.25% จนมาถึงขณะนี้ที่ 1.5%  และธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังมีนโยบายที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก 3-4 ครั้งในปี 2018  ซึ่งการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะไปส่งผลกระทบโดยตรงกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรภาคธุรกิจ เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น พันธบัตรของภาคธุรกิจก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามเพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุน ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ตัวเลขหนี้สินภาคธุรกิจที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกาอาจต้องมีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน  ซึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ภาคธุรกิจจะมีความสามารถในการรักษากำไรของบริษัทได้หรือไม่เมื่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น ท่ามกลางอำนาจการซื้อของตลาดที่จะหายไปจากการดึงสภาพคล่องทางการเงินกลับโดยธนาคารกลาง

.

นอกจากภาคธุรกิจจะถูกกระทบจากการดำเนินนโยบายดึงเงินกลับของธนาคารกลางแล้ว รัฐบาลสหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยหนี้สินที่สูงอยู่แล้วของสหรัฐอเมริกา เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น หมายถึงต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลสหรัฐก็ต้องสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาจะต้องออกพันธบัตรใหม่ที่มีดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่เก็บภาษีได้น้อยลงจากนโยบายลดอัตราภาษี อีกทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว ไม่เหมือนประเทศจีนที่ยังมีช่องว่างอยู่ ทำให้โอกาสที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีรายได้ประเทศเพิ่มขึ้นนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น หนี้สินที่มีขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาจึงนับได้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศเลยทีเดียว

.

เมื่อเทียบกันแล้ว ระหว่างหนี้สินของสหรัฐอเมริกาและหนี้สินของประเทศจีน แม้จะใช้คำว่า ‘หนี้’ เหมือนกัน แต่เนื่องจากเป็นหนี้ที่เกิดจากคนละภาคส่วน จึงมีนัยยะที่แตกต่างกันด้วย ประเทศจีนอาจมีการเกิดฟองสบู่แตกได้จากการที่มีหนี้ภาคธุรกิจที่สูง แต่ในแง่ของความมั่นคงทางการเงินของประเทศแล้ว ประเทศจีนยังมีทางออกของการแก้ปัญหาได้อีกหลายทาง ในขณะที่ทางฟากสหรัฐอเมริกานั้น แม้ภาคธุรกิจจะมีการก่อหนี้บนอัตราส่วนที่ยังไม่อันตราย แต่นโยบายทางการเงินขณะนี้กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ให้กับธุรกิจ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดปัญหากับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ โอกาสที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือนั้นดูจะมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะตัวเลขหนี้ของภาครัฐบาลที่สูงมากจนอาจจะมีปัญหาในการหาเงินมาช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศตนเองในอนาคต

.

Mei

 

 

Coin vs Stock

 

เรื่องของตลาด ‘เหรียญ’ (Coin) และตลาด ‘หุ้น’ (Stock)

.

เรื่องร้อนแรงเรื่องหนึ่งในวงการบล็อคเชนประเทศไทยวันนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องกฏหมายควบคุมและกำกับเรื่อง Cryptocurrency หรือที่บางคนเรียก Coin บางคนเรียก Token ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ขณะนี้นับได้ว่าถูกเลื่อนสถานะขึ้นมาเป็น ‘Asset’ หรือ สินทรัพย์ ที่ถูกต้องตามกฏหมายเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมถึงข้อบังคับหลายๆ อย่างที่มาพร้อมกับสถานะอันทรงเกียรตินี้ แต่การที่ประเทศไทยได้ยกเอาบรรดา ‘เหรียญ’ ทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ที่กฏหมายรองรับ ถือได้ว่าเป็นก้าวที่ใหญ่มากก้าวหนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียว

.

เมื่อวันนี้ เหรียญ ทั้งหลายกลายมาเป็นทรัพย์สินที่ถูกเรียกว่า ทรัพย์สินดิจิตอล จึงเป็นเรื่องธรรมดาของนักลงทุนที่จะก้าวเข้ามาลงทุนในตลาดของเหรียญมากขึ้น แต่คำถามสำคัญที่ยังคงสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนจำนวนมากก็คือ ตลาด ‘เหรียญ’ นั้น มีความแตกต่างจากตลาด ‘หุ้น’ อย่างไร ในเมื่อประเทศไทยให้การยอมรับทรัพย์สินดิจิตอล อย่างน้อยที่สุด นักลงทุนควรจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณสมบัติของ เหรียญ ที่แตกต่างจาก หุ้น เพื่อจะได้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง

.

//-เหรียญเกิดจากการสร้างโปรเจค หุ้นเกิดจากการสร้างบริษัท-//

.

ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง เหรียญ และ หุ้น คือการถือกำเนิดของทรัพย์สินทั้งสองประเภทนี้ เหรียญ นั้น ถือกำเนิดมาจากการสร้างโปรเจค โปรเจคนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกฏหมายที่ใช้บังคับในแต่ละประเทศ แต่ในช่วงแรกนั้นยังไม่ได้มีประเทศไหนเข้ามาควบคุม บางโปรเจคจึงถูกก่อตั้งโดยคณะบุคคลที่ไม่มีการจดทะเบียน และเหรียญที่ผลิตออกมานั้นก็ไม่มีใครควบคุม ทุกอย่างเกิดขึ้นบนความเชื่อมั่นส่วนบุคคล ซึ่งตรงกันข้ามกับหุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าของบริษัทอยู่เบื้องหลัง และมีกฏหมายรองรับบังคับใช้อย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อเหรียญเกิดขึ้นจากการสร้างโปรเจค มูลค่าของเหรียญจึงแปรผันตามความเติบโตของโปรเจค ในขณะที่มูลค่าของหุ้นนั้นแปรผันตามความเติบโตของบริษัท

.

//-อะไรคือความเติบโตของโปรเจค และอะไรคือความเติบโตของบริษัท-//

.

การที่บอกว่าเหรียญนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของโปรเจค หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นการอธิบายแบบนามธรรมมากโดยที่ไม่สามารถหาตัวเลขมาชี้วัดได้อย่างชัดเจน ผิดกับหุ้น ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้น ชี้แจงผลการดำเนินงาน และต้องเปิดเผยตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัททุกๆไตรมาส ทำให้การอธิบายการเจริญเติบโตของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีความชัดเจน อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเติบโตของโปรเจคแต่ละโปรเจคจะดูมีความเป็นนามธรรมมาก แต่เราก็พอที่จะใช้ตัวเลขบางอย่างในการคาดการณ์ความสามารถในการเติบโตของโปรเจคที่เราลงทุนได้ หากเราเข้าใจพื้นฐานของระบบนิเวศน์บนแพลตฟอร์มของโปรเจคที่เราเข้าไปลงทุน 

.

วิธีหนึ่งที่หลายคนชอบใช้ในการตัดสินมูลค่าของเหรียญ คือการคาดการณ์ความต้องการใช้เหรียญบนแพลตฟอร์มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในกรณีของเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสิ่งของเช่น บิทคอยน์ การคาดการณ์ความต้องการใช้เหรียญอยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าต่อไปร้านค้าบนโลกนี้จะยอมรับบิทคอยน์เป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสิ่งของแทนเงินกระดาษ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นจริง จำนวนเหรียญบิทคอยน์ที่เชื่อว่ามีจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้จ่ายบนโลกนี้ที่มีมหาศาล จะทำให้ในอนาคตบิทคอยน์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า 

.

หรือในกรณีของเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็น Utility Token หรือ เหรียญที่มีคุณสมบัติบางอย่างบน Ecosystem ของโปรเจค นักลงทุนมักจะดูจำนวนเหรียญที่ถูกผลิต เทียบกับความเป็นไปได้ที่เหรียญเหล่านี้จะถูกใช้จริงใน Ecosystem ของแพลตฟอร์ม เช่น หากเหรียญมีคุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนและใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง หากพิจารณาแล้วว่าในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จะเติบโตและมีสมาชิกเข้ามาใช้งานจำนวนมาก ราคาของเหรียญก็ย่อมจะสูงขึ้น คิดโดยนำมูลค่าการใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มในอนาคต หารด้วยจำนวนเหรียญที่ถูกผลิตทั้งหมด จะได้เป็นราคาของเหรียญที่นักลงทุนคาดหวัง

.

ปกติแล้ว หุ้นเองก็มีค่าความคาดหวังเช่นเดียวกัน หรือที่เรารู้จักกันในนามของ P/E โดยนักวิเคราะห์จะคำนวนค่าความคาดหวังที่เหมาะสม หรือที่เรามักจะได้ยินว่า ค่า ‘P/E’ ที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมก็จะได้รับค่า P/E ที่แตกต่างกันออกไป การที่บอกว่าค่า P/E สูง แปลว่าหุ้นแพงนั้น จึงหมายความว่านักลงทุนกำลังซื้อหุ้นที่ค่าความคาดหวังสูงนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ก็ดี หรือ เหรียญ ก็ดี เมื่อพูดถึงการเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของโปรเจ็ค หรือการเติบโตของบริษัท ล้วนแล้วแต่ใช้ค่า ‘ความคาดหวัง’ ด้วยกันทั้งสิ้น ความแตกต่างอยู่ที่ หุ้น มีฐานข้อมูลการคิดคำนวนที่มากกว่า จึงสามารถใช้ระบบการวัดได้ทั้งในเชิงปริมาณ (คำนวน) และเชิงคุณภาพ (วิเคราะห์สภาพแวดล้อม) เพื่อหาค่าความคาดหวังที่เหมาะสม ในขณะที่ เหรียญ ไม่มีฐานข้อมูลในการคิดคำนวน จึงไม่สามารถวัดได้ในเชิงปริมาณที่เหมาะสม นักลงทุนในเหรียญ จึงต้องมีความสามารถคาดการณ์ค่าความคาดหวังเอาเองจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเป็นสำคัญ

.

//-ผู้ถือเหรียญ ไม่ได้ถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของโปรเจ็ค แต่ผู้ถือหุ้น ถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของบริษัท-//

.

หุ้น ถูกระบุตามกฏหมายให้เป็นสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของของบริษัท ปกติ เมื่อเราถือหุ้นสามัญ เราจะมีสิทธิ์ในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิ์โหวดตามสัดส่วนการถือหุ้น รวมไปถึงยังได้รับสิทธิ์ในการรับเงินปันผลจากผลกำไรของบริษัทอีกด้วย ทั้งนี้ นี่เป็นคุณสมบัติที่ผู้ถือ เหรียญ จะไม่ได้รับ เพราะเหรียญถูกสร้างขึ้นให้เป็นส่วนหนึ่งบน Ecosystem ในแพลตฟอร์มของโปรเจ็ค โดยมีเจ้าของโปรเจ็คเป็นผู้ควบคุมดูแล ดังนั้น สิทธิ์ใดๆ ที่ผู้ถือเหรียญพึงมี จึงขึ้นอยู่กับการ ‘ให้สิทธิ์’ ของเจ้าของโปรเจ็ค ที่ตัดสินตั้งแต่เริ่มแรกว่าผู้ถือเหรียญจะมีสิทธิ์อะไรบ้าง เช่น หากเจ้าของยินยอมให้สิทธิ์ในการ ‘โหวด’ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนแพลตฟอร์ม ผู้ถือเหรียญก็จะมีสิทธิ์ ‘โหวด’ ตามที่เจ้าขอโปรเจ็คให้สิทธิ์ แต่ถ้าไม่มีการให้สิทธิ์ใดๆ ตั้งแต่แรก ผู้ถือเหรียญก็ไม่อาจเรียกร้องเอาสิทธิ์ใดๆ ได้

.

ดังนั้น การถือเหรียญเพื่อลงทุน การทำการบ้านก่อนการตัดสินใจซื้อเหรียญจึงมีความสำคัญมาก ผู้ลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจถึงสิทธิ์ที่พึงมีจากการถือเหรียญต่างๆ เพราะแต่ละเหรียญนั้นมีลักษณะการให้สิทธิ์มากน้อยแตกต่างกันไป และมีลักษณะของการใช้ ’Smart Contract’ (สัญญาที่มีผลอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขในสัญญาถูกเติมเต็มครบถ้วน) ในการควบคุม 

.

//-ตลาดเหรียญ เป็นตลาดที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง ตลาดหุ้น มีมูลค่าบริษัทอยู่เบื้องหลัง-//  

.

หากกล่าวว่าตลาดหุ้น คือสถานที่ในการระดมทุนของบริษัท แล้วล่ะก็ ตลาดเหรียญ ก็คือสถานที่ในการระดมทุนของโปรเจ็คที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง

.

บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นนั้นอยู่ในหลายๆ อุตสาหกรรม มีการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ขอเพียงมีผลประกอบการที่เติบโต หุ้นของบริษัทก็เติบโต และดัชนีตลาดหุ้นก็จะเติบโต ในขณะที่ตลาดเหรียญนั้นจะมีความแคบ และเฉพาะทางมากกว่าตรงที่ตลาดเหรียญนั้น เกิดขึ้นจากโปรเจ็คที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนอยู่เบื้องหลัง หากไม่ได้ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนก็ไม่สามารถสร้างเหรียญเข้ามาลิสต์บนตลาดแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้น การเติบโตของตลาดเหรียญขึ้นอยู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อคเชนในโปรเจคต่างๆ หากโปรเจคเติบโตอย่างมั่นคง สามารถสร้าง Ecosystem ให้ใหญ่ขึ้นได้บนเทคโนโลยีบล็อคเชน ตลาดเหรียญก็จะเติบโตขึ้นตามเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ 

.

ตรงกันข้าม หากสุดท้ายเทคโนโลยีบล็อคเชนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ หรือเกิดการมาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่กระทันหัน ตลาดเหรียญก็อาจจะล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน การลงทุนในเหรียญนั้น นักลงทุนจึงควรจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อคเชนเบื้องต้นด้วย เพื่อที่จะได้สามารถเข้าใจความเป็นไปของเทคโนโลยีและนำมาเป็นข้อมูลเพื่อลงทุนในตลาดเหรียญต่อไป 

.

เรื่องของเหรียญกับหุ้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย มีทั้งในแง่ที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน นักลงทุนควรเรียนรู้คุณสมบัติพื้นฐานของเหรียญ ซึ่งเป็นทรัพย์สินใหม่ตามกฏหมายใหม่ของประเทศไทย เพื่อที่จะเข้าไปลงทุน หรือไม่เข้าไปลงทุน ตามความถนัดของนักลงทุนแต่ละคน อย่างไรก็ดี ตลาดเหรียญ เป็นตลาดที่ใหม่และมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจึงควรกระจายทรัพย์สินในการลงทุนอย่างเหมาะสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 

.

Mei

.

Mission Im/Possible ??

Things I want to do this year.

  1. Studying Chinese language.
  2. Writing a story
  3. Self Improvement

It’s easier said than done so I will write this down first and let’s see how can I work out to meet my mission.

Since I love writing, it should not be a problem. However, because I am INFP, which is so suck at making anything done at all. I just hope I can complete my task without problem.

.

My doubtful mind speaking

Mei

 

 

Venture Capital or ICO

 

Business Scaling : VC or ICO
.

หากพูดถึงการขยายธุรกิจจากขนาดเล็ก ไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่นั้น หากเป็นเมื่อก่อนเราคงนึกถึงการขยายบริษัทโดยการใช้ทรัพยากรของบริษัทเป็นหลัก หากทรัพยากรของบริษัทมีไม่พอ แหล่งเงินทุนที่ทุกบริษัทจะคิดถึง ก็คงหนีไม่พ้นธนาคาร
.

อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ดูเหมือนว่า บริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นจะมีทางเลือกมากกว่าแค่ธนาคาร บริษัทเทคเล็กๆ ที่เริ่มก่อสร้างตัวเองขึ้นมาและเริ่มมีผู้ใช้งานบนเทคโนโลยีที่สร้างขึ้น การขอเงินกู้จากธนาคารอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบากเพราะการไม่มีทรัพย์สินที่จับต้องได้ ดังนั้น บริษัทเทคเล็กๆ ที่ต้องการเงินทุนมาขยายกิจการ จึงหันไปหา VC หรือ Venture Capital แทน
.

Venture Capital คืออะไร
.

Venture Capital คือบริษัท หรือหน่วยของบริษัท ที่มีเป้าหมายนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโตในอนาคต และสามารถทำสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตนั้นได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือองค์ความรู้ใหม่ๆ จากธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรใหญ่ๆ ในปัจจุบันนี้เลือกลงทุนบนบริษัทเทคเล็กๆ ที่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ มากกว่าที่จะต้องมาพัฒนาองค์ความรู้ใหม่บนการเปลี่ยนแปลงเองทั้งหมด
.

นอกจากการให้เงินทุนแล้ว เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจเล็กเติบโต Venture Capital ได้ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา ตลอดจนเป็นแหล่งคอนเน็คชันที่สำคัญสำหรับ Startup ที่ต้องการสายสัมพันธ์ใหม่ๆ เพราะการเติบโตของ Startup ในพอร์ตที่ VC เข้าไปลงทุน หมายถึงผลตอบแทนที่ VC จะได้รับในอนาคต ดังนั้น หากจะมองว่า VC เป็นหนึ่งตัวเร่งที่ทำให้ Startup มีโอกาสประสบความสำเร็จก็คงไม่ผิดนัก
.

การระดมทุนด้วยวิธี ICO
.

ในกรณีที่บริษัทเทคนั้นเป็นบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ วิธีการหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมบล็อคเชน คือการทำ ICO หรือ Initial Coin Offering ซึ่งในคอนเซ็ปต์ก็คล้ายๆ กับการทำ IPO ที่เป็นการระดมทุนในตลาดหุ้น แต่ความแตกต่างคือ ในขณะที่ IPO มีกฏหมายดูแลที่ชัดเจน และ IPO มีหุ้นของบริษัทเป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง ICO กลับยังไม่มีกฏหมายที่เข้ามาดูแลอย่างชัดเจน และ ICO ไม่มีหุ้นบริษัทเป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง แต่มีเหรียญ หรือ Coin เป็นทรัพย์สินเบื้องหลัง ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนใน ICO จึงควรหาข้อมูลเพื่อสร้างฐานความรู้ของตัวเองสำหรับการลงทุน เพราะไม่เหมือน IPO ที่มีการกลั่นกรองมาแล้วขั้นหนึ่งจาก กลต ICO นั้น นักลงทุนจำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ของตัวเอง 100%
.

ข้อดีของการหาเงินทุนด้วยวิธี ICO คือ สามารถหาเงินทุนได้เยอะในครั้งเดียว แต่ข้อเสียที่มาพร้อมกับความสามารถในการหาเงินได้เยอะในครั้งเดียวคือ หากบริษัทขาดความสามารถในการบริหารเงิน ก็จะไม่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว เพราะว่าไม่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายได้ โอกาสที่เงินทุนจะหมดไปในระยะเวลาอันรวดเร็วจึงมีอยู่สูง
.

VC VS ICO
.

ระหว่างการได้รับเงินทุนจาก VC กับการทำการระดมทุนด้วยตัวเองผ่าน ICO มีข้อถกเถียงมากมายว่าวิธีการไหนเป็นวิธีที่ดีกว่ากัน อย่างไรก็ตาม VC และ ICO ต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่เหมือนและแตกต่างกันออกไป
.

ในขณะที่ ICO สามารถระดมทุนได้เฉพาะบริษัทเทคที่มีเทคโนโลยีเบื้องหลังเป็น Blockchain แต่ VC ไม่มีข้อจำกัดเช่นนั้น ตรงข้าม VC ส่วนใหญ่ไม่สามารถลงทุนในเหรียญได้ และหลาย VC ยังคงระมัดระวังในการเข้าลงทุนในบริษัทที่เป็น Blockchain และมีการออกเหรียญ Token ออกมาเทรดบนตลาด
.

สาเหตุหลักที่ VC ให้ความระมัดระวังในเรื่องบริษัทที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่มีลักษณะเป็น Public Blockchain เป็นเพราะความไม่ชัดเจนของผู้ออกกฏหมาย เมื่อกฏหมายมีความไม่ชัดเจน จึงถือเป็นความเสี่ยงที่ยังควบคุมไม่ได้ VC จึงยังไม่อยากเข้าไปยุ่งกับธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้จนกว่าจะมีกฏหมายที่ชัดเจน
.

อย่างไรก็ตาม ในด้านของบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนด้วยวิธี ICO ในด้านหนึ่ง บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนได้จำนวนมหาศาลในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ในอีกด้าน การที่บริษัทนำ Blockchain เข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะนำมาซึ่งความล้มเหลวของบริษัทในระยะยาวได้ เพราะบางธุรกิจเหมาะกับการนำ Blockchain เข้ามาใช้ก็จริง แต่บางธุรกิจอาจจะไม่มีความจำเป็นเลย ดังนั้น ก่อนที่บริษัทจะคิดระดมทุนด้วย ICO จึงควรถามตัวเองก่อนว่า Blockchain จะเข้ามาตอบโจทย์ของธุรกิจได้อย่างไร Blockchain จำเป็นจริงๆ หรือไม่ ซึ่งหากคำตอบที่ได้คือ Blockchain ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ การระดมทุนด้วย ICO อาจเป็นความเสี่ยงมากกว่าเป็นโอกาส
.

นอกจากนั้น บริษัทที่ทำ ICO อาจจะไม่มีโอกาสสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ VC สามารถนำเสนอให้ได้ หนึ่งในความสำคัญของ VC คือ VC เป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นเงินทุนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Smart Money กลุ่มเครือข่ายเหล่านี้อาจเป็นขุมทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่าการทำ ICO ที่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริษัทที่ต้องการ Scaling ตนเองจากขนาดเล็กไปขนาดกลางและใหญ่ ซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้ กลยุทธ์ และเครือข่าย แต่ถ้าหากบริษัทมีความสามารถที่จะสร้างเครือข่ายทางธุรกิจได้ด้วยตนเอง และมั่นใจว่าตนเองสามารถ Scaling ธุรกิจได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้และเครือข่ายจาก VC ในวงการ Blockchain เองก็มีเครือข่ายเฉพาะอันทรงพลังที่ VC อาจจะยังเข้าไม่ถึงเครือข่ายเฉพาะทางเหล่านี้ ซึ่งทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวบริษัทเองล้วนๆ
.

ดังนั้น สุดท้ายแล้วจึงขึ้นอยู่กับทรัพยากรของบริษัทที่มีว่าขาดเหลืออะไรบ้าง บริษัทต้องการอะไรเพื่อขับเคลื่อนตนเองไปข้างหน้า เพื่อนำมาพิจารณาว่าระหว่างการหาเงินทุนจาก VC กับการหาเงินทุนจากการทำ ICO อะไรจะเป็นผลดีที่สุดต่อการขยายธุรกิจให้เติบใหญ่ในอนาคต

.

Mei

 

 

 

โครงสร้างประชากรกับสภาวะเศรษฐกิจ

 

Demographic Shift : โครงสร้างประชากรที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา

.

หัวข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจที่จะพูดถึงกันมากนัก คือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก และเมื่อเกิดการกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมจะเกิดแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

.

โครงสร้างประชากรกับการเกษียณอายุ

.

เศรษฐกิจทั่วโลกในอดีตจนมาถึงปัจจุบันนี้ ถูกผลักดันไปข้างหน้าด้วยคนในรุ่นเบบี้บูม มาจนถึงคนรุ่น Generation X  มาจนถึงรุ่นมิลเลเนียล ตามลำดับ ในประเทศสหรัฐเอง การขยายขนาดของประชากรในคนรุ่นเบบี้บูม เริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งปีที่คนรุ่นเบบี้บูมมีอายุ 20 ปี และกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงยุคของประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งได้รับการเปรียบเทียบอย่างกว้างขวางว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมพ์นั้น มีความคล้ายคลึงกับช่วงยุคของประธานาธิบดีเรแกนเป็นอย่างมาก 

.

คนรุ่นเบบี้บูมในสหรัฐคือรุ่นที่เกิดมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้เห็นความขัดสนของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ดังนั้น คนรุ่นเบบี้บูมในสหรัฐจึงเข้าตลาดแรงงานมาพร้อมกับความต้องการที่จะทำชีวิตให้ดีขึ้น คนรุ่นนี้สร้างทุกอย่างจากศูนย์ แปลว่าในแง่ของการบริโภค ทันทีที่พวกเขาได้เงินเดือน สิ่งที่พวกเขาจะทำคือการซื้อ บ้านหลังแรก รถคันแรก โทรทัศน์เครื่องแรก ตู้เย็นเครื่องแรก และสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นของสิ่งแรกในชีวิตพวกเขา ดังนั้น เมื่อมีความต้องการบริโภคมาก แต่เงินเดือนมีจำกัด Wall Street และรัฐบาลจึงมีสร้าง 2 นโยบาย ที่ผลักดันให้คนกลุ่มนี้สามารถบริโภคได้มากกว่าเงินที่เขาหามาได้ นั่นคือ นโยบายกองทุนเกษียณอายุ และนโยบายการให้สินเชื่อแก่บุคคลทั่วไป

.

คนยุคก่อนเบบี้บูมคือคนกลุ่มที่พบกับความยากลำบากและรู้ว่าจะต้องเก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามที่ตนเองแก่เฒ่าหรือทำงานไม่ได้แล้ว ในขณะที่คนยุคเบบี้บูม ได้รับข้อเสนอจากวอลล์สตรีต ว่าแทนที่พวกคุณจะต้องเก็บเงินไว้กับตัวเองในปริมาณมากๆ มันจะดีกว่าหรือไม่ที่จะนำเงินจำนวนที่น้อยกว่ามาให้วอลสตรีตช่วยดูแล เพราะวอลลสตรีท สามารถเปลี่ยนเงินจำนวนน้อยของคุณ​ให้กลายเป็นเงินจำนวนมากในยามเกษียณอายุได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนในตลาดแรงงาน ปันเงินบางส่วนจากเงินเดือนไปให้วอลสตรีทบริหารในนามของ กองทุนเกษียณอายุ พวกเขาเก็บเงินน้อยลง เพื่อหวังเงินที่มากขึ้นในอนาคต และยังสามารถใช้จ่ายเงินในวันนี้ได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

.

นอกจากจะได้รับข้อเสนอจากวอลสตรีทแล้ว ในช่วงปี 1970s ประธานาธิบดีเรแกนได้ออกกฏหมาย อนุญาติให้ธนาคารสามารถให้เครดิตกับประชาชนทั่วไป ทำให้คนอเมริกันสามารถใช้จ่ายเงินในอนาคตได้ ผลของการออกกฏเช่นนี้คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดเครดิต หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ หนี้ภาคครัวเรือนเติบโตขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการกำเนิดของกองทุนเกษียณอายุ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด รวมไปถึงตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน

.

ดังนั้น ในสหรัฐอเมริกา เราจะพบว่าสิ่งที่คนในตลาดแรงงานหวังจะพึ่งพิงในกลุ่มคนยุคเบบี้บูมมาจนถึงเจนเนอเรชั่น X และเจน Y ส่วนใหญ่ คือกองทุนเกษียณอายุ ไม่ว่าจะเป็น Pension Fund หรือโปรแกรม 401(k)s พวกเขาหวังว่าการเก็บเงินของพวกเขาจะทำให้พวกเขามีชีวิตดีในยามเกษียณโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน แต่ความเป็นจริงคือ หลังจากฟองสบู่สินเชื่อบ้านแตกในปี 2008 พอร์ตการลงทุนของพวกเขารวมถึงพอร์ตเพื่อการเกษียณอายุขาดทุน โดยจะเห็นได้จากตัวเลขผลตอบแทนจากกองทุนเกษียณอายุในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 23,000 เหรียญ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่อปีโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันอยู่ที่ 44,000 เหรียญ ซึ่งแปลว่า หากพวกเขาเกษียณอายุที่ 60 ปี พวกเขาจะมีรายได้ไม่พอจ่ายรายจ่ายขั้นพื้นฐานไปโดยปริยาย เมื่อเงินเพื่อการเกษียณไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต พวกเขาจึงไม่สามารถจะเกษียณอายุได้ ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือเพื่อจะทำให้ตัวเองมีเงินเพียงพอสำหรับการเกษียณ พวกเขาเริ่มลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหวังผลตอบแทนที่มากขึ้นเพียงพอให้พวกเขาเกษียณอายุได้ในเวลาที่พวกเขาต้องการ 

.

พฤติกรรมการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นถูกส่งต่อมายังคนรุ่นเจน X และ Y ด้วย เพราะพวกเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นเบบี้บูมที่ทำงานมาทั้งชีวิต แต่ไม่อาจมีความสุขกับชีวิตหลังวัยเกษียณได้ เมื่อนับรวมกับปัจจัยการใช้ชีวิตที่มีความหรูหรามากขึ้นของคนเจน X และ Y ทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องการเงินที่มากขึ้นไปอีก เงินจำนวนเท่ากันที่คนรุ่นเบบี้บูมเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ ไม่เพียงพอกับคนรุ่นเจน X และ Y อีกต่อไป ที่แย่ไปกว่านั้น คือปริมาณหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายเพื่อสร้างชีวิตที่สุขสบายอย่างที่ตัวเองอยากมี ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเดียวกันกับประเทศไทยที่พบว่าคนเจน Y นั้นมีภาระหนี้สินส่วนบุคคลที่มากที่สุด เพราะมันเกิดจากการมีความคาดหวังต่อการใช้ชีวิตบนระดับที่สูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง

.

โครงสร้างประชากรกับการขยายตัวของธุรกิจ

.

โดยปกติแล้ว ปัจจัยในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจมาจาก 3 ปัจจัย คือ 1 ปัจจัยด้านเงินทุน 2 ปัจจัยด้านแรงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของแรงงาน และ 3 ปัจจัยทางด้านผลผลิต (Productivity)  จากโครงสร้างประชากรที่คนส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาคือคนรุ่นเบบี้บูม เจน X และ เจน Y ตามลำดับ เราจะพบว่า จำนวนแรงงานที่เข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐนั้นมีปริมาณที่น้อยลง ในขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ของตลาดมีอายุที่มากขึ้น แปลความได้ว่า ในแง่แรงงานนั้น แรงงานใหม่ที่มีอายุน้อยในสหรัฐ มีปริมาณน้อยลง ในขณะที่แรงงานจำนวนมากเป็นแรงงานที่มีอายุเยอะ และมีแนวโน้มที่จะสร้างผลผลิต (Productivity) ได้น้อยลง เมื่อทั้งปัจจัยทางด้านแรงงานและผลผลิตมีปัญหา ย่อมสร้างปัญหาให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย 

.

หากเราเปรียบเทียบโครงสร้างประชากรในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐผลักดันให้เศรษฐกิจกลับเป็นขาขึ้น เทียบกับสมัยเรแกน ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ทำให้เศรษฐกิจจากที่เคยติดลบ 0.3 กลับมาเป็นบวก 4 ได้ เราจะเห็นว่า ในสมัยเรแกนนั้นมีชนชั้นกลุ่มที่เป็นแรงงานคือรุ่นเบบี้บูมที่มีปริมาณเยอะ และเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 2% ในขณะที่ในตอนนี้ ตลาดแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้ามาทดแทนคนที่เกษียณออกไปนั้นไม่ได้ทำให้ตลาดแรงงานขยายตัวเลย ตรงกันข้าม จากเหตุการณ์ฟองสบู่สินเชื่อบ้านแตกเมื่อปี 2008 กลับทำให้ตลาดแรงงานนั้นหดตัวลงไปอย่างมาก เมื่อแรงงานหด และ ประสิทธิภาพการสร้างผลผลิตหดหาย จึงส่งผลทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจอเมริกาไม่เคยเติบโตได้เท่ากับที่คาดการณ์เลยสักครั้งเดียว แม้ว่าจะมีความพยายามในการเพิ่ม Capital ผ่านการทำ QE ซึ่งเป็นการเติมเงินเข้าไปในระบบจำนวนมหาศาลก็ตาม 

.

โครงสร้างประชากรกับพฤติกรรมการลงทุน

.

เมื่อรวมสองปัจจัย คือ การไม่สามารถสร้างเงินเก็บในวัยเกษียณได้ และการไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แม้บริษัทใหญ่ในสหรัฐจะมีการเติบโต แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นกลับไม่มีส่วนร่วมในการเติบโตของเศรษฐกิจนี้ โดยดูได้จากตัวเลขเงินเก็บเฉลี่ย (Average) ของคนทั้งประเทศ คือ 107,000 เหรียญ เทียบกับ เงินเก็บเฉลี่ยของคนส่วนมากในประเทศ (Median)  คือ 18,000 เหรียญ เราจะพบว่าในสหรัฐนั้นก็เกิดเหตุการณ์ รวยกระจุก จนกระจาย ไม่ได้ต่างอะไรกับประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในยามเกษียณ คนรุ่นเบบี้บูมเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เจน X และ Y มีทั้งหนี้ และไม่มีเงินเกษียณ และคนเจนถัดมาเต็มไปด้วยหนี้สินจากการศึกษา ในช่วงเวลาที่สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกนี้แพงทั้งหมด ทำให้คนรุ่นมิลเลเนียมเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พวกเขาจะเก็บเงินในตลาดหุ้น ในกองทุน น้อยลง แต่หันมาเป็นผู้ประกอบการแทน 

.

การมาของ startup ในปัจจุบัน คือผลกระทบจากการที่คนรุ่นมิลเลเนียมเห็นความล้มเหลวของคนในรุ่นเบบี้บูม เจน X และ เจน Y ส่วนใหญ่ รวมถึงผลกระทบจากการที่พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะลงทุนบนสินทรัพย์ที่มีราคาแพงในปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้น เราจึงได้เห็นการเติบโตของสินทรัพย์ใหม่อย่างคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งแม้จะยังไม่มีใครรู้อนาคต แต่อย่างน้อย มันเป็นสินทรัพย์ที่พวกเขามีความสามารถที่จะลงทุนได้ เราได้เห็นผู้ประกอบการใหม่จำนวนมากในทุกๆ ประเทศ เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าตลาดแรงงานไม่ได้ให้ความมั่นคงกับชีวิต ดังนั้น ในประชากรรุ่นถัดไปคือรุ่นมิลเลเนียล พวกเขาจะสร้างธุรกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นของพวกเขา โดยแนวโน้มคือการทำธุรกิจที่มีขนาดเล็กลง ใช้แรงงานน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพที่จะสร้างผลผลิตได้มากขึ้น ทำให้การเคลื่อนที่ของเศรษฐกิจในอนาคตสามารถที่จะเติบโตได้บนจำนวนประชากรที่ลดน้อยลง

.

สรุป

.

ไม่ใช่เฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนจากรุ่นเบบี้บูม ซึ่งมีจำนวนมหาศาล มาสู่ประชากรรุ่นมิลเลเนียมที่มีจำนวนลดลง ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ญี่ปุ่น จีน หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ก็กำลังจะเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน คือคนเกษียณอายุที่มีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เงินกองทุนประกันสังคมถูกเบิกถอนออกไปเป็นจำนวนมาก แต่เพราะแรงงานที่เข้าโครงการประกันสังคมมีน้อยลง ก็จะทำให้กองทุนนี้มีแนวโน้มจะลดขนาดลงไปเรื่อยๆ ปัญหาคือ กองทุนมีขนาดเล็กลง แต่จำนวนประชากรที่ต้องใช้รัฐสวัสดิการมีมากขึ้น จึงเป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาลทุกประเทศที่จะจัดการกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุนี้ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในสภาวะที่จำนวนประชากรลดน้อยลงอีกด้วย แต่ในสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของคนรุ่นต่อไป อาจจะเป็นกุญแจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของโลกใบนี้ได้ เพราะด้วยสมการเดียวกัน คือการเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยด้าน เงินทุน แรงงาน และผลผลิต หากประเทศใดสามารถสร้างประชากรรุ่นถัดไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ จนทำให้แรงงานจำนวนน้อยสามารถสร้างผลผลิตจำนวนทวีคูณได้ ประเทศนั้นก็จะสามารถเจริญเติบโตบนโครงสร้างประชากรใหม่ที่เปลี่ยนไปได้ในอนาคต บนยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0   

.

Mei

.

Big Credit to Raoul Pal@Realvision 

First Page

นับไม่ถูกว่าเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วที่ตั้งใจว่าจะเริ่มเขียนบล็อค ทั้งๆ ที่ปกติก็เขียนโน่นนี่นั่นลง FB มาตลอดเวลา มาตอนนี้เลยคิดว่าอยากขนเอาสิ่งที่เคยเขียนลง FB มาใส่บล็อคน่าจะดีกว่า อย่างน้อยมันก็ไม่หายไปไหน ในขณะที่ถ้าเขียนลง FB พอระยะเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเคยเขียนมันก็โดนพัดพาผ่านไปด้วย

ยังไงก็นับว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นวันที่ 1 แล้วกัน

Mei